ตระกูล Nexus พึ่งได้อัพเดท Android 5.0.1 กันไปเมื่อไม่นานมานี้ ก็ถึงเวลาของเหล่า Android Wear กันบ้าง ที่อัพตูมเดียวเป็น 5.0.1 เลย ซึ่ง ณ ตอนนี้ก็คงมีหลายๆคนที่ได้อัพกันไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็น Samsung Gear Live, Moto 360, LG G Watch R หรืออื่นๆ ดังนั้นเรามาดูกันว่ามีอะไรในเวอร์ชันใหม่นี้บ้าง

 

เลขเวอร์ชันเปลี่ยนเป็น 5.0.1 แล้ว!!

      อัพเดทข้ามเวอร์ชัน 5.0 มาเป็น 5.0.1 โดย Moto 360 จะมี Build Number เป็น LWX48P 

 

  

Quick Mute ปรับเป็น Quick Settings 

      ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรเลยขอเรียกว่า Quick Mute  แทนละกันเนอะ เป็นการใช้นิ้วลากจากขอบจอข้างบนลงมาเพื่อปิดการแจ้งเตือน 

      ซึ่งของเดิมเมื่อลากลงมาจะสลับไปมาระหว่าง Mute หรือ Unmute โดยทันที แต่ในเวอร์ชันใหม่นี้เมื่อลากลงมาจะยังไม่ Toggle ในทันที แต่จะลากลงมาทิ้งไว้ได้เหมือน Notification Bar แล้วจึงกดที่ไอคอนรูปกระดิ่งเพื่อเลือกว่าจะ Mute หรือ Unmute

 

      และนอกจากนี้ยังเลื่อนไปทางขวามือได้อีกด้วย จึงกลายเป็น Quick Settings แทน 

  • Mute : เปิด/ปิดการแจ้งเตือน 
  • Theater mode : ปิดหน้าจอและการแจ้งเตือน เหมาะอย่างยิ่งในเวลาที่ไปดูหนังในโรง โดยหน้าจอจะไม่ติดขึ้นมาจนกว่าจะกดปุ่มข้างๆ
  • Sunlight mode : ปรับแสงให้มีความสว่างสูงสุดชั่วคราว เหมาะกับเวลาอยู่ในที่ๆมีแสงแดดแรงๆ
  • Settings : ไอคอนลัดเข้าสู่หน้า Setting 

 

UI Theme เปลี่ยนแปลงเล็กน้อย

      ถ้าสังเกตดีๆจะเห็นว่า UI ถูกปรับเปลี่ยนเล็กน้อย และรวมไปถึงการใช้สีของไอคอนต่างๆด้วย

       หมายเหตุ : ภาพพื้นหลังขึ้นอยู่กับ Notification นั้นๆ ดังนั้นในภาพตัวอย่างจึงไม่เหมือนกัน

 

      เมื่อเทียบหน้า Voice Search ในแต่ละเวอร์ชันก็จะเป็นแบบนี้

 

      หน้าเมนูหลักที่อยู่ข้างล่างจาก Voice Search

         หมายเหตุ : ในภาพตัวอย่างใช้เป็นหน้าจอวงกลม ซึ่งจะมีการวาง UI จะแตกต่างกันออกไปกับหน้าจอแบบสี่เหลี่ยม

 

      และที่ผมชอบก็คือมีรายชื่อแอพหรือเมนูที่เราใช้งานบ่อยๆแสดงอยู่ถัดจาก Voice Search เพื่อที่ว่าจะได้เรียกใช้งานสะดวกยิ่งขึ้น เพราะของเดิมจะมีปัญหาว่าเวลาเรียกใช้งานแอพซักตัวบ่อยๆสิ่งที่ต้องทำคือ กดเข้าเมนู > เลือกไปที่รายชื่อแอพ > เลือกแอพที่ต้องการ ซึ่งจะทำให้มีขั้นตอนในการเข้าใช้งานเกินจำเป็น แต่ในตอนนี้เพียงแค่ กดเข้าเมนู > เลือกแอพที่อยู่ถัดจาก Voice Search

      สังเกตได้จากพื้นหลังที่เป็นสีเทาๆ เมนูในพื้นหลังสีเทาจะเป็นเมนูหรือแอพที่เราเรียกใช้งานบ่อยๆ (อันแรกสุดเป็น Voice Search นั่นเอง) 

 

เรียก Notification ที่พึ่งลบไปกลับมาได้ 

      เนื่องจากการใช้งาน Android Wear มีหลักการง่ายๆคือปาดขึ้น ปาดลง ปาดซ้าย ปาดขวาเท่านั้น ดังนั้นอาจจะเกิดพลาดกันได้ง่ายๆเช่น เผลอไปปาดลบ Notification บางตัวทิ้ง (ผมเป็นบ่อย)

      ในเวอร์ชันนี้ Notification ตัวใดๆที่ถูกลบออกไป จะมีระยะเวลาซักพักก่อนที่จะลบออกไปจากหน้าจอ ถ้าเลื่อนกลับขึ้นไปดูก็จะเห็นปุ่ม Dismiss เพื่อยกเลิกการลบ Notification ทิ้ง 

 

เพิ่มเมนู Accessibility

       จะมีเมนูย่อยเป็น Color inversion ที่ปรับหน้าจอให้แสดงสีตรงกันข้าม โดยเครื่องจะทำงานช้าขึ้นเพราะต้องประมวลผลสีให้ออกมาเป็นสีตรงข้าม

 

แอพ Android Wear ก็เปลี่ยนไปด้วย!

        นอกจากบน Android Wear ของเราแล้ว แอพ Android Wear ที่อยู่บนมือถือก็มีการเปลี่ยนแปลงหน้าตาด้วยเช่นกัน

 

        หน้า Watchface จะเปลี่ยนการแสดงผลเป็น Grid View และสามารถเปิดหน้าดาวน์โหลด Watchface เพิ่มเติมบน Google Play Store ได้เลย

 

      ที่ Setting สำหรับ Android Wear ที่เชื่อมต่ออยู่ก็จะมีเมนูย่อยต่างๆดังนี้

      ที่เพิ่มเข้ามาใหม่ก็จะมี…

    • Tilt to wake screen : แสดงหน้าจออัติโนมัติเมื่อยกแขนขึ้นมาในมุมที่ระบบกำหนดไว้
    • Watch battery และ Watch storage : สำหรับดูข้อมูลการใช้งานแบตเตอรีและพื้นที่หน่วยความจำทั้งหมดของ Android Wear ที่เชื่อมต่ออยู่

 

        และในเวอร์ชันนี้สามารถบันทึกภาพหน้าจอบน Android Wear โดยไม่ต้องต่อคอมได้แล้ว~ โดยกดที่ปุ่มเมนูในหน้าหลัก ก็จะมีเมนู Take wearable screenshot แสดงให้เห็น 

 

      เมื่อกดเลือกเมนูดังกล่าว แอพก็จะสั่งบันทึกภาพหน้าจอของ Android Wear ในทันทีแล้วส่งกลับมาให้ โดยจะแสดงให้เห็นในแถบแจ้งเตือน

 

      แต่ข้อเสียก็คือเมื่อกดที่ Notification ตัวนี้ก็จะเป็นการส่งภาพไปยังปลายทางผ่านอินเตอร์เน็ตซะงั้น ไม่สามารถบันทึกลงเครื่องได้

      และผมยังหาไม่เจอว่าแอพมันไปบันทึกไฟล์ไว้ในไหนของเครื่อง ลองใช้แอพ Gallery ให้เรียงภาพตามวันล่าสุดก็ไม่โผล่ให้เห็น เลยเข้าใจว่าเก็บไว้ในพื้นที่ของตัวแอพเองไม่สามารถดึงออกมาได้ ถ้าใครรู้ว่าภาพถูกบันทึกไว้ที่ไหนก็รบกวนช่วยบอกด้วยนะครับ 😀 (ถ้าไม่ได้จริงๆ เดี๋ยวหาเวลาเขียนแอพเอาไว้ใช้เอง)

 

โดยรวม

      จะเห็นว่าไม่ได้เป็นการอัพเดทที่หวือหวามากนัก เมื่อเทียบกับบน Andriod Phone/Tablet อาจจะเพราะว่าอยู่ในช่วงเริ่มต้นได้ไม่นานนัก จึงเน้นไปที่การปรับปรุงเพื่อให้ผู้ใช้สามารถใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้นซะมากกว่า แต่จริงๆแล้วการอัพเดทมีผลกับในแง่ฝั่ง Dev พอสมควร เพราะสามารถใช้งานบางฟีเจอร์ที่เพิ่มเข้ามาใน Lollipop ได้ด้วย อยู่ที่ว่านักพัฒนาจะสรรหาไอเดียมาทำเป็นแอพแบบไหนออกมา

      และการอัพเดทก็ไม่ได้มาโดดๆตัวเดียว แต่จะมาพร้อมกับฝั่งแอพ Android Wear และ Google Fit ด้วย เรียกได้ว่ามาตูมเดียวครบชุดก็ว่าได้ เพราะทั้งหมดนี้มีการใช้งานที่สัมพันธ์กัน แต่ผมก็ยังรู้สึกว่ายังไม่ค่อยครบซักเท่าไรนัก น่าจะต้องมีการอัพเดทปรับปรุงการใช้งานเรื่อยๆ อย่างเช่น ผมไม่สามารถลบแอพที่ติดตั้งเองในนี้ได้ ต้องต่อคอมแล้วใช้ ADB Command สั่งลบแทน หรือการที่ Android Wear ไม่รองรับการแสดงวีดีโอบนนี้ จึงทำให้ผมเขียนแอพดูหนังโป๊บน Android Wear ไม่ได้ ซึ่งพยายามหาทุกวิถีทางแล้วก็ไม่ได้เสียที เพราะตั้งใจว่าจะให้แสดงหนังโป๊บน Android Wear ส่วนเสียงในหนังก็ต่อหูฟังบลูทูธแทน

      ก็คงต้องรอดูกันต่อไปว่าจะมีอะไรใหม่ๆในวันข้างหน้าเนอะ

  

      แล้ว Android Wear ของคุณล่ะ ได้อัพเดทกันแล้วหรือยัง?