ในปี 2025 ตลาดสมาร์ทโฟนโลกยังคงเป็นการขับเคี่ยวกันอย่างดุเดือดระหว่างสองยักษ์ใหญ่คือ Apple และ Samsung โดยล่าสุดรายงานจาก Counterpoint Research ชี้ให้เห็นว่าทั้งสองแบรนด์สามารถกวาดส่วนแบ่งในอันดับ รุ่นที่มียอดจัดส่งสูงสุด” (Highest-shipping Models) ไปได้เกือบทั้งหมดในทุกภูมิภาคทั่วโลก
ทำไม Apple และ Samsung ถึงยังไร้คู่แข่ง?
ปัจจัยหลักที่ทำให้ทั้งสองแบรนด์ครองตลาดได้ในปีนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของความนิยมในตัวแบรนด์ แต่เป็นเรื่องของกลยุทธ์การแบ่งตลาดที่ชัดเจน
- Apple : เน้นกลยุทธ์ Premiumization”หรือการผลักดันให้คนไปใช้รุ่นที่สเปคสูงขึ้นอย่างตระกูล Pro และ Pro Max
- Samsung : ใช้กลยุทธ์ Diversity โดยครอบคลุมตั้งแต่รุ่นราคาประหยัดอย่าง Galaxy A Series ไปจนถึงเรือธงอย่าง S Series
อันดับรุ่นยอดฮิตแยกตามภูมิภาค
จากการวิเคราะห์ข้อมูลและยอดจัดส่ง เราสามารถแบ่งพฤติกรรมผู้บริโภคในแต่ละโซนได้ดังนี้
1. อเมริกาเหนือและยุโรป : ดินแดนของ iPhone
ในภูมิภาคที่เน้นกำลังซื้อสูง iPhone 16 Series (โดยเฉพาะรุ่น 16 Pro Max) ยังคงครองอันดับ 1 อย่างเหนียวแน่น โดยมาสาเหตุมาจาก
- การรวมระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่แข็งแกร่ง
- ฟีเจอร์ Apple Intelligence ที่ดึงดูดให้ผู้ใช้รุ่นเก่าอัปเกรดเครื่อง
2. เอเชียและละตินอเมริกา : สมรภูมิของ Samsung Galaxy A Series
ในตลาดที่เน้นความคุ้มค่า Samsung ประสบความสำเร็จอย่างมากกับ Galaxy A15 และ A55 ซึ่งมียอดจัดส่งถล่มทลาย เนื่องจาก
- จอภาพ (Display) : การใช้จอ Super AMOLED ในราคาที่จับต้องได้
- การรองรับ 5G : ที่กลายเป็นมาตรฐานหลักในพื้นที่กำลังพัฒนา
3. ตลาดจีน : การกลับมาของแบรนด์ท้องถิ่น
แม้ Apple จะยังติด 5 อันดับต้นๆ แต่ในส่วนแบ่งตลาดเริ่มเห็นการสอดแทรกจากแบรนด์เจ้าบ้าน อย่าง Huawei และ Xiaomi ที่นำเทคโนโลยีกล้องระดับโปรมาเป็นจุดขายหลัก
สรุป 5 อันดับรุ่นที่ขายดีที่สุดแต่ละภูมิภาคทั่วโลก

1. อเมริกาเหนือ (North America)
Apple ครองตลาดเกือบเบ็ดเสร็จใน 4 อันดับแรก
- อันดับ 1: Apple iPhone 16 (10%)
- อันดับ 2: Apple iPhone 17 Pro Max (8%)
- อันดับ 3: Apple iPhone 16 Pro Max (7%)
- อันดับ 4: Apple iPhone 16 Pro (6%)
- อันดับ 5: Samsung Galaxy A16 5G (5%)
2. ละตินอเมริกา (Latin America)
Samsung ครองแชมป์ในกลุ่มรุ่นราคาประหยัดและระดับกลาง
- อันดับ 1: Samsung Galaxy A06 4G (6%)
- อันดับ 2: Samsung Galaxy A16 4G (5%)
- อันดับ 3: Samsung Galaxy A15 4G (3%)
- อันดับ 4: Redmi 14C 4G (3%)
- อันดับ 5: Motorola Moto G05 4G (2%)
3. ยุโรป (Europe)
การผสมผสานระหว่าง iPhone และเรือธงของ Samsung
- อันดับ 1: Apple iPhone 16 (5%)
- อันดับ 2: Apple iPhone 16 Pro (5%)
- อันดับ 3: Apple iPhone 16 Pro Max (4%)
- อันดับ 4: Apple iPhone 17 (3%)
- อันดับ 5: Samsung Galaxy S25 5G (3%)
4. จีน (China)
Apple ครองตำแหน่ง Top 5 ทั้งหมดอย่างเหนียวแน่น
- อันดับ 1: Apple iPhone 16 Pro (3%)
- อันดับ 2: Apple iPhone 16 Pro Max (3%)
- อันดับ 3: Apple iPhone 17 Pro (2%)
- อันดับ 4: Apple iPhone 16 (2%)
- อันดับ 5: Apple iPhone 17 Pro Max (2%)
5. เอเชียแปซิฟิก – ยกเว้นจีน (Asia-Pacific ex. China)
iPhone รุ่นมาตรฐานและรุ่นประหยัดได้รับความนิยมสูง
- อันดับ 1: Apple iPhone 16 (4%)
- อันดับ 2: Apple iPhone 15 (2%)
- อันดับ 3: Apple iPhone 16e (2%)
- อันดับ 4: Apple iPhone 16 Pro (1%)
- อันดับ 5: Apple iPhone 17 (1%)
6. ตะวันออกกลางและแอฟริกา (Middle East & Africa)
ตลาดเน้นความคุ้มค่าและสมาร์ทโฟนระดับเริ่มต้น (Entry-level)
- อันดับ 1: Samsung Galaxy A16 4G (3%)
- อันดับ 2: TECNO Camon 40 4G (2%)
- อันดับ 3: Redmi 14C 4G (2%)
- อันดับ 4: TECNO Pop 9 4G (2%)
- อันดับ 5: Samsung Galaxy A06 4G (2%)
อะไรคือปัจจัยที่ทำให้รุ่นเหล่านี้ขายดี?
หากดูที่สเปคภายใน มี 3 ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อในปี 2025
- AI Integration : สมาร์ทโฟนที่ติดอันดับท็อปในปีนี้เกือบทั้งหมด มีหน่วยประมวลผลที่รองรับ On-device AI เช่น ชิป A18 Pro ของ Apple และ Exynos/Snapdragon รุ่นใหม่ใน Samsung
- Battery Longevity : การจัดการพลังงาน ที่ทำให้อายุการใช้งานแบตเตอรี่อยู่ได้นานเกิน 24 ชั่วโมง แม้จะใช้งานหนัก
- Display Quality : เทคโนโลยี LTPO ที่ปรับอัตรารีเฟรชเรทได้ กลายเป็นมาตรฐานที่ผู้ใช้มองหาในรุ่นกลางถึงบน
บทสรุปและทิศทางในอนาคต
รายงานปี 2025 สะท้อนให้เห็นว่า ความพรีเมียม และ ความคุ้มค่าที่ชัดเจน คือกุญแจสำคัญ แม้แบรนด์จากจีนจะพยายามเร่งเครื่องขึ้นมา แต่ความเชื่อมั่นในแบรนด์ (Brand Loyalty) ของ Apple และความหลากหลายของผลิตภัณฑ์จาก Samsung ยังคงเป็นกำแพงที่ข้ามได้ยาก

Comment