หากจะพูดถึงระบบปฏิบัติการที่คนทั่วโลกรู้จักและมีผู้ใช้งานมากที่สุด ชื่อของ Windows ก็คงเป็นคำตอบแรก ๆ อย่างไม่ต้องสงสัย ด้วยประวัติศาสตร์ที่ยาวนานและการถูกใช้งานอย่างแพร่หลายทั้งในบ้าน โรงเรียน ไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ ทำให้ Windows กลายเป็นเหมือนมาตรฐานกลางของโลกคอมพิวเตอร์ไปแล้ว
ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่เติบโตมากับ Windows ตั้งแต่สมัยเรียนประถมในยุค Windows 98 ไล่มาจนถึง Windows 11 ในปัจจุบัน รวมระยะเวลาก็เกิน 20 ปีเต็ม ระหว่างทางก็เคยเปิดใจลองใช้ macOS อยู่พักหนึ่ง แต่สุดท้ายก็กลับมาใช้ Windows เหมือนเดิมทุกครั้ง
ต้องยอมรับตามตรงว่าในปี 2026 แบบนี้ หลายคนก็เริ่มลังเลเหมือนกัน เพราะ Windows 11 ช่วงหลังมีบั๊กให้เจอไม่น้อย ทั้งอาการค้าง จอดำ เครื่องอืด หรือปัญหาจุกจิกที่ต้องมานั่งไล่แก้เอง ยิ่งใครที่ใช้ Windows on ARM ก็อาจเจอปัญหาความเข้ากันได้ของบางโปรแกรมเพิ่มเข้ามาอีก
แต่คำถามสำคัญคือ ทั้งที่มีปัญหาแบบนี้ ทำไม Windows ถึงยังเป็นระบบปฏิบัติการที่คนส่วนใหญ่เลือกใช้อยู่? คำตอบหลัก ๆ สามารถสรุปได้เป็น 5 เหตุผลต่อไปนี้

1. การเล่นเกม
ถ้าพูดถึงเหตุผลหลัก ๆ สำหรับหลายคน โดยเฉพาะเกมเมอร์ เรื่องการเล่นเกมคือคำตอบอันดับต้น ๆ แบบแทบไม่ต้องคิด เพราะแพลตฟอร์มพีซีที่สมบูรณ์ที่สุดสำหรับการเล่นเกม ณ ตอนนี้ก็ยังเป็น Windows อยู่ดี
ไม่ว่าจะเป็น Steam, Epic Games, Riot, EA หรือแพลตฟอร์มอื่น ๆ เกมส่วนใหญ่พัฒนาและรองรับ Windows เป็นอันดับแรก ทั้งเกมใหม่ เกมเก่า เกมออนไลน์ เกมอินดี้ ไปจนถึงเกม MMO ยุคก่อนที่ต้องโหลด Client มาติดตั้งผ่านไฟล์ .exe ทุกอย่างถูกออกแบบมาให้ทำงานกับ Windows แบบตรง ๆ

ในเชิงเทคนิคเอง เกมจำนวนมากยังผูกกับ DirectX ซึ่งเป็น API ด้านกราฟิกของ Microsoft ทำให้การทำงานบน Windows มีความเข้ากันได้และประสิทธิภาพที่ดีกว่า แม้ว่าปัจจุบันบางเกมจะรองรับ OpenGL หรือ Vulkan และฝั่ง Linux จะมี Proton ช่วยแปลคำสั่งให้รันเกม Windows ได้ แต่ประสิทธิภาพ ความเสถียร และความง่ายในการใช้งานก็ยังสู้การรันตรงบน Windows ไม่ได้อยู่ดี
ฝั่ง macOS แม้ช่วงหลังจะเริ่มมีเกมเพิ่มขึ้น และบางค่ายอย่าง Capcom ก็พอร์ตเกมมาลงมากขึ้น แต่ภาพรวมก็ยังถือว่าห่างจาก Windows อยู่พอสมควร ทางเลือกอย่างการเล่นผ่าน GeForce NOW หรือบริการสตรีมเกมก็ช่วยให้เล่นได้จริงโดยไม่ต้องใช้สเปกแรง แต่ก็ต้องแลกกับเรื่อง Ping ความเสถียรของอินเทอร์เน็ต และบางช่วงก็ต้องรอคิว

ส่วน Linux เองก็พัฒนาขึ้นมาก เกมรองรับมากขึ้นกว่าสมัยก่อนอย่างเห็นได้ชัด แต่ถ้าถามว่าสะดวก ติดตั้งง่าย และมีเกมให้เลือกเยอะเท่า Windows หรือยัง คำตอบก็คือยัง
ดังนั้นสำหรับคนที่เล่นเกมจริงจัง ต้องการประสิทธิภาพเต็มที่ ใช้พลังการ์ดจอและฮาร์ดแวร์ของตัวเองได้เต็ม ๆ และไม่อยากพึ่งอินเทอร์เน็ตตลอดเวลา Windows ก็ยังเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ที่สุดในตอนนี้

2. การทำงานด้วยโปรแกรม Office
อีกเหตุผลสำคัญที่ทำให้หลายคนยังเลือกใช้ Windows คือเรื่องงานเอกสาร โดยเฉพาะคนที่ต้องทำงานร่วมกับผู้อื่นเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นไฟล์ Word, Excel หรือ PowerPoint ปัญหาที่เจอกันบ่อยคือเปิดไฟล์ข้ามระบบแล้วฟอนต์เพี้ยน จัดหน้าเลื่อน สระลอย โดยเฉพาะเวลาเอาไฟล์จาก Windows ไปเปิดบน macOS หรือสลับกันไปมา
แม้ปัจจุบัน Microsoft จะพัฒนา Office บน macOS ได้ดีขึ้นมาก โดยเฉพาะในเวอร์ชัน Microsoft 365 หรือรุ่นใหม่ ๆ อย่าง 2021 และ 2024 ที่แทบไม่เจอปัญหาเลย หากทั้งสองเครื่องติดตั้งฟอนต์เหมือนกัน แต่ในความเป็นจริงยังมีองค์กรหรือผู้ใช้งานจำนวนไม่น้อยที่ใช้ Office เวอร์ชันเก่าอยู่ เมื่อเปิดไฟล์ข้ามระบบ ปัญหาก็ยังเกิดขึ้นได้

อีกจุดหนึ่งที่ทำให้หลายคนเข้าใจว่า “Mac เปิดไฟล์ Office แล้วเพี้ยน” อาจมาจากการนำไฟล์ Word, Excel หรือ PowerPoint ไปเปิดผ่านชุดโปรแกรมของ Apple อย่าง Pages, Numbers หรือ Keynote แทน ซึ่งแน่นอนว่าโครงสร้างไฟล์และระบบฟอนต์ไม่เหมือนกัน จึงเกิดความคลาดเคลื่อนได้
ต้องไม่ลืมว่า Windows และ Microsoft Office ถูกพัฒนาโดยบริษัทเดียวกัน การทำงานร่วมกันจึงค่อนข้างแนบแน่น และในบางรายละเอียด Windows ก็ยังมีตัวเลือกการตั้งค่าหรือการจัดรูปแบบเอกสารที่ละเอียดกว่าในบางกรณี

ดังนั้นในปัจจุบันต้องยอมรับว่าปัญหาเหล่านี้ลดน้อยลงไปมากแล้วสำหรับการใช้งานทั่วไป โดยเฉพาะถ้าใช้ Office เวอร์ชันใหม่ทั้งสองฝั่ง และติดตั้งฟอนต์ให้ตรงกัน โอกาสที่ไฟล์จะเพี้ยนแทบไม่มีเลย เว้นแต่จะเป็นกรณีเฉพาะทางจริง ๆ เช่น ไฟล์ที่มีมาโครซับซ้อน ฟอนต์เฉพาะองค์กร หรือเทมเพลตที่ออกแบบไว้เฉพาะระบบใดระบบหนึ่ง
จากประสบการณ์ส่วนตัว ผมก็รู้จักหลายคนที่ใช้ Mac ทำงานในหน่วยงานราชการ ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความเข้มงวดของเอกสาร รูปแบบต้องเป๊ะ ตัวหนังสือต้องตรง ระยะขอบต้องตามระเบียบ แต่ก็สามารถทำงานได้ดี ส่งงานผ่าน จบงานได้ไม่ต่างจาก Windows เลย
เพราะฉะนั้นในภาพรวม ปัญหาเรื่องไฟล์ Office ข้ามระบบในยุคปัจจุบันไม่ได้รุนแรงเหมือนเมื่อก่อนแล้ว แต่สำหรับคนที่ต้องทำงานร่วมกับผู้ใช้ Windows เป็นหลัก หรืออยู่ในองค์กรที่ระบบทั้งหมดวางอยู่บน Windows การเลือกใช้ Windows ก็ยังช่วยลดความเสี่ยงและความยุ่งยากได้มากกว่าเล็กน้อยในทางปฏิบัติ

3. โปรแกรมเฉพาะทางที่ยังผูกกับ Windows
อีกเหตุผลสำคัญคือเรื่องโปรแกรมเฉพาะทาง โดยเฉพาะในสายงานวิศวกรรม สถาปัตยกรรม อุตสาหกรรม เครื่องจักร หรืองานออกแบบบางประเภท ซอฟต์แวร์อย่าง AutoCAD, SketchUp รวมถึงโปรแกรมเฉพาะทางอีกจำนวนมาก ถูกพัฒนาและปรับแต่งมาโดยโฟกัสที่ Windows เป็นหลัก
ส่วนหนึ่งเพราะ Windows รองรับฮาร์ดแวร์ได้หลากหลายและยืดหยุ่นกว่า ทั้งการ์ดจอเฉพาะทาง ไดรเวอร์เฉพาะรุ่น หรืออุปกรณ์เสริมในสายอุตสาหกรรม ขณะที่ macOS เป็นระบบที่ค่อนข้างปิด ฮาร์ดแวร์มีตัวเลือกจำกัดกว่า ทำให้ผู้พัฒนาหลายรายเลือกโฟกัสที่ Windows ก่อน

แม้บางโปรแกรมจะมีเวอร์ชันสำหรับ macOS แต่ในบางกรณีฟีเจอร์อาจไม่ครบ หรือประสิทธิภาพยังไม่เทียบเท่าเวอร์ชัน Windows และถ้าจำเป็นต้องใช้เวอร์ชัน Windows บน Mac ก็ต้องอาศัย VM หรือ Emulator ซึ่งกินทรัพยากรเครื่องเพิ่ม และความเสถียรก็ไม่เท่าการรันตรงบนระบบปฏิบัติการที่รองรับโดยตรง
สำหรับงานที่ต้องการความแม่นยำสูง เรนเดอร์หนัก ๆ หรือใช้ทรัพยากรเครื่องแบบเต็มกำลัง Windows จึงยังตอบโจทย์ได้มากกว่าในทางปฏิบัติ หลายคนอาจไม่ได้อยากใช้ Windows เป็นพิเศษ แต่เพราะโปรแกรมที่ใช้ทำงานและสร้างรายได้รองรับ Windows ดีที่สุด สุดท้ายจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องใช้มันต่อไป
4. งบประมาณและความคุ้มค่า
อีกปัจจัยที่เลี่ยงไม่ได้เลยคือเรื่องงบประมาณ การเริ่มต้นใช้งาน macOS ต้องยอมรับว่ามีต้นทุนสูงกว่าอย่างชัดเจน MacBook รุ่นเริ่มต้น แม้จะเป็นสเปกพื้นฐาน ก็ยังอยู่ในช่วงสองหมื่นบาทขึ้นไป ขณะที่โน้ตบุ๊ก Windows งบหมื่นต้น ๆ ก็ยังพอหาได้ และถ้าเป็นเครื่องประกอบ PC ก็สามารถจัดสเปกตามงบได้ยืดหยุ่นกว่ามาก
นอกจากราคาตัวเครื่องแล้ว เรื่องการอัปเกรดก็แตกต่างกันชัดเจน ฝั่ง Mac ส่วนใหญ่ต้องตัดสินใจสเปกตั้งแต่วันซื้อ เพราะ RAM และ SSD มักถูกบัดกรีติดบอร์ด เพิ่มทีหลังแทบไม่ได้ หรือถ้าทำได้ก็ต้องเข้าร้านเฉพาะทางและมีความเสี่ยงเรื่องประกัน แถมราคาขยับแต่ละสเตปค่อนข้างแรง

ในขณะที่ฝั่ง Windows ทั้งโน้ตบุ๊กหลายรุ่นและเครื่อง PC สามารถเพิ่ม RAM หรือเปลี่ยน SSD เองได้ในราคาที่เข้าถึงง่ายกว่า อัปเกรดทีหลังตามงบที่มี ไม่จำเป็นต้องจ่ายก้อนใหญ่ตั้งแต่ต้น
ถ้าเทียบกับ Linux ในเชิงระบบปฏิบัติการต้องบอกว่า Linux เอง “ฟรี” และสามารถติดตั้งบนเครื่องสเปกไม่สูงมากได้ ทำให้ประหยัดค่าไลเซนส์ไปได้จริง แต่ในภาพรวมของตลาดฮาร์ดแวร์ เครื่องที่วางขายทั่วไปตามร้านค้าหรือองค์กรส่วนใหญ่ก็ยังมาพร้อม Windows อยู่ดี และการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน หลายโปรแกรมเชิงพาณิชย์ก็ยังรองรับ Windows มากกว่า
ดังนั้นสำหรับคนที่มีงบจำกัด ต้องการความยืดหยุ่นในการอัปเกรด หรืออยากได้ตัวเลือกฮาร์ดแวร์หลากหลาย Windows จึงเป็นทางเลือกที่เข้าถึงง่ายและคุ้มค่าในภาพรวมมากกว่า

5. ความเคยชินและความยืดหยุ่นของระบบ
สำหรับคนที่ใช้ Windows มานาน ความคุ้นเคยคือปัจจัยสำคัญ เพราะหลายอย่างกลายเป็นความชินมือไปแล้ว ตั้งแต่การเข้าเมนูต่าง ๆ การปรับแต่งระบบ ไปจนถึงการแก้ปัญหาเบื้องต้น เวลาเครื่องมีอาการแปลก ๆ ก็พอจะไล่เช็กได้เองโดยไม่ต้องเริ่มเรียนรู้ใหม่ทั้งหมด
ในแง่ความยืดหยุ่น Windows ถือว่า “เปิด” กว่าเยอะ ผู้ใช้สามารถปรับแต่งระบบได้ลึก ตั้งแต่การตั้งค่าเชิงระบบ นโยบายการทำงาน ไปจนถึงการลงซอฟต์แวร์เสริมและเครื่องมือเฉพาะทางต่าง ๆ รวมถึงฟีเจอร์อย่างการจัดการหน้าต่างที่หลายคนใช้งานจนชิน เช่น ลากหน้าต่างไปชิดขอบเพื่อ snap อัตโนมัติ หรือแบ่งหน้าจอแบบรวดเร็ว ซึ่งช่วยให้ทำงานได้คล่องและเป็นธรรมชาติสำหรับคนที่อยู่กับ Windows มานาน

อีกจุดที่ต่อเนื่องกันคือ “ความง่ายในการลงโปรแกรม” บน Windows ผู้ใช้ส่วนใหญ่คุ้นกับการดาวน์โหลดไฟล์ติดตั้งแล้วจบในไม่กี่คลิก ไม่ว่าจะเป็น .exe หรือ .msi และโปรแกรมส่วนใหญ่ก็ออกแบบมาให้ติดตั้งง่ายแบบนี้อยู่แล้ว ต่างจาก Linux ที่แม้ช่วงหลังจะมี Store และมีแพ็กเกจให้ติดตั้งง่ายขึ้นมาก แต่ก็ยังไม่ใช่ทุกโปรแกรมที่จะทำได้แบบคลิกเดียว บางตัวต้องติดตั้ง Library เพิ่ม บางกรณีต้องตั้งค่า dependency หรือหนักสุดก็ยังต้องคอมไพล์เอง ซึ่งสำหรับคนทั่วไปอาจรู้สึกว่ายุ่งยากเกินไป
พอพูดถึงการใช้งานจริง ก็หนีไม่พ้นเรื่อง “การแก้ปัญหาเวลาระบบมีปัญหา” แม้ Windows จะมีบั๊กจากอัปเดตอยู่บ้าง และบางครั้งก็ทำให้เครื่องรวนได้เหมือนกัน แต่ด้วยความที่มีคนใช้จำนวนมาก วิธีแก้และคู่มือจึงหาได้ง่ายกว่า ทั้งบทความ คลิป หรือช่างที่คุ้นกับการแก้ Windows โดยตรง ในขณะที่ Linux มีหลายดิสโทร หลายเดสก์ท็อป และวิธีแก้ปัญหาก็แตกต่างกันไป ถ้าเป็นเครื่องที่ใช้ทำงานแล้วเกิดปัญหา ความเสียหายอาจกระทบงานทันที และหาคนมาช่วยแก้ได้ยากกว่า เพราะมันไม่ใช่ระบบที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคย

ส่วน macOS นั้นมีจุดแข็งเรื่องความลื่นไหลและความเสถียรจริง แต่ก็ต้องแลกกับความเป็น “ระบบปิด” มากกว่า Windows ทั้งในแง่การปรับแต่ง การเลือกฮาร์ดแวร์ และแนวทางการใช้งานหลายอย่างที่ Apple วางกรอบไว้ค่อนข้างชัด ทำให้คนที่คุ้นกับความยืดหยุ่นของ Windows อาจรู้สึกว่าถูกจำกัดมากขึ้น
นอกจากนี้การใช้งานบน macOS หลายครั้งมักพ่วงค่าใช้จ่ายยิบย่อยตามมา ทั้งแอปเสริม รายเดือน รายปี หรือบริการแบบ Subscription ซึ่งต้องยอมรับว่าจ่ายแล้วมันใช้ง่ายและสะดวกจริง แต่สุดท้ายก็ต้องจ่ายเพิ่มอยู่ดี และเมื่อรวมค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปเรื่อย ๆ ก็อาจกลายเป็นต้นทุนระยะยาวที่สูงกว่าที่คิด ซึ่งต่างกับ Windows ที่มีทางเลือกมากกว่าทั้งแบบใช้ฟรี และแบบมีค่าใช้จ่าย
ดังนั้นสำหรับคนที่อยู่กับ Windows มานาน และต้องการระบบที่ปรับแต่งได้เยอะ ใช้งานได้กว้าง ลงโปรแกรมง่าย แถมเวลาเกิดปัญหายังหาวิธีแก้หรือหาคนช่วยได้ไม่ยาก Windows จึงยังเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ชีวิตจริงของคนจำนวนมากจนถึงทุกวันนี้

Comment