‘Are You Dead?’ หรือ ‘Demumu’ แอปฯ จากจีนที่กำลังเป็นไวรัลในตอนนี้ โดยมีคอนเซปต์ที่เรียบง่ายแต่กินใจ ผู้ใช้งานจะต้องทำการกดเช็คอินในแอปฯ ทุกวัน ‘เพื่อยืนยันว่าเรายังมีชีวิตอยู่’ หากไม่เช็คอินติดต่อกัน 2 วัน ระบบจะส่งแจ้งเตือนไปยังอีเมลฉุกเฉินที่กรอกไว้ทันที

แอปฯ ‘Are You Dead?’ คืออะไร

แอปฯ ดังกล่าวมีชื่อภาษาจีนว่า 死了吗 (Sǐ le ma) หรือที่รู้จักในอีกชื่อว่า Demumu สำหรับ App Store นอกประเทศจีน

ปัจจุบันแอปฯ ดังกล่าวมีให้โหลดเฉพาะบน iOS เท่านั้นค่ะ ในราคาน่ารักสุดย่อมเยา 29 บาท แต่เห็นว่าราคาน่ารักแบบนี้ คอนเซปต์หรือเป้าหมายในการพัฒนาแอปฯ ตัวนี้ก็สะท้อนใจอยู่ไม่ใช่น้อย

‘Are You Dead?’ พัฒนาขึ้นโดยนักพัฒนาจำนวน 3 คน เปิดตัวมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2025 โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลัก ได้แก่ นักเรียนนักศึกษาที่ออกมาเรียนไกลบ้าน ไปจนถึง พนักงานออฟฟิศหรือวัยทำงานที่ออกมาตามหาความฝันในเมืองใหญ่ และต้องแบกรับความโดดเดี่ยวไว้ในใจเป็นเวลานาน

ตอนแรกไม่ปัง แต่ตอนนี้ยอดดาวน์โหลดพุ่ง

ในช่วงแรกที่ Are You Dead? เปิดตัวมานั้น ก็เป็นเหมือนกับแอปฯ ธรรมดาทั่วไปท่ามกลางแอปพลิเคชันอื่น ๆ อีกเป็นล้าน ไม่ได้รับความสนใจหรือถูกพูดถึงมากสักเท่าไหร่

แต่กลายเป็นว่า ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาวัยรุ่นจีนจากหลาย ๆ เมือง ก็พูดถึงแอปฯ นี้ขึ้นมาเสียอย่างนั้น จนเกิดเป็นกระแสปากต่อปากชักชวนเพื่อน ๆ หรือคนที่ตัวเองรู้จักให้ดาวน์โหลดแอปฯ นี้มาใช้กัน

ในวันที่ผู้เขียนกดดาวน์โหลด Demumu เจ้าแอปฯ ตัวนี้ก็ขึ้นทะยานมาอยู่อันดับที่ 6 ในหมวด ‘แอปเสียเงินยอดนิยม’ ได้เป็นที่เรียบร้อย แสดงให้เห็นว่ากระแสดังกล่าวก็ลามมาถึงประเทศไทยด้วย

หน้าตาของแอปฯ เป็นยังไง

เมื่อเรากดเข้ามาในแอปฯ แล้ว จะเจอกับปุ่มสีเขียวทรงกลมขนาดใหญ่อยู่ตรงกลางหน้าจอ พร้อมกับช่องให้ระบุข้อมูลเพิ่มเติมอีกสองส่วน ได้แก่ ระบุชื่อของเรา และระบุอีเมลฉุกเฉินที่ต้องการให้ระบบส่งข้อมูลแจ้งเตือนไปหา ‘ถ้าเราไม่กดเช็คอินแอปฯ เกิน 2 วัน’

หน้าตาและเมนูของแอปฯ มีเท่านี้เลยค่ะ ไม่ซับซ้อน ใช้งานง่าย ไม่ต้องตั้งค่าอะไรให้ยุ่งยาก เพราะหัวใจหลักของแอปฯ ก็คือระบบ One-tap Check-in

แอปฯ นี้มีประโยชน์ยังไง ?

จากผลการสำรวจข้อมูลประชากรในประเทศจีนโดย Global Times คาดการณ์ว่าจำนวนครัวเรือนในรูปแบบของการอยู่อาศัยตัวคนเดียว จะพุ่งขึ้นเป็นจำนวนมากกว่า 200 ล้านครัวเรือนภายในปี 2030

หรือจะเป็นข้อมูลจาก Beike Research Institute ที่พบว่าในปี 2024 มีประชากรชาวจีนมากถึง 123 ล้านคน ที่อาศัยอยู่ตัวคนเดียว

สะท้อนให้เห็นถึงสังคมเมืองที่อาจก่อให้เกิดสภาวะ ‘เหงาเรื้อรัง’ กับ ‘ซึมเศร้าซ่อนเร้น’ ไปพร้อมกับความกลัวของประชากรบางส่วนว่าจะต้องจากไป หรือเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยวโดยไม่มีใครได้รับรู้

เสียงสะท้อนจากคนที่ดาวน์โหลดแอปฯ Are You Dead? หรือ Demumu มาใช้

  • ‘ฉันกลัวว่าถ้าคืนไหนที่เข้านอน แล้วไม่ได้ตื่นขึ้นมาสักวัน จะไม่มีใครรับรู้ว่าฉันหายไปไหน จะมีใครมาเจอร่างของฉันมั้ย’
  • ‘ผมออกมาใช้ชีวิตตัวคนเดียวห่างจากบ้าน 100 กม. แล้วก็กลัวการตายอย่างโดดเดี่ยว เลยตั้งอีเมลของแม่เป็นช่องทางติดต่อฉุกเฉินเอาไว้ในแอปฯ นี้’

อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ค่ะ ‘Are You Dead?’ หรือ ‘Demumu’ เป็นแอปฯ ที่ออกแบบมาสำหรับ วัยรุ่น วัยทำงาน หรือคนที่ใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียว ห่างไกลจากครอบครัวหรือคนที่รู้จัก และไม่ได้ติดต่อสื่อสารกับพบปะกับคนเหล่านั้นบ่อยมากนัก

การมีแอปฯ นี้ติดมือถือไว้ ก็จะเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่อาจทำให้เราได้ใกล้ชิด หรือได้รับการดูแลเอาใจใส่จากคนรอบข้างมากขึ้นก็เป็นได้ โดยเฉพาะคนที่เราระบุเป็นรายชื่อติดต่อฉุกเฉินไว้ (แต่อย่าลืมแจ้งหรือขออนุญาตจากบุคคลนั้น ๆ ก่อนนะคะ เขาจะได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของแอปฯ นี้)

เผื่อในกรณีที่ ‘เกิดเหตุไม่คาดฝัน’ จนเราไม่สามารถทำการเช็คอินแอปฯ ได้ติดต่อกัน 2 วัน ระบบจะแจ้งเตือนไปยังรายชื่อฉุกเฉินที่เราระบุไว้ทันที เพื่อที่คนเหล่านั้นจะได้ทราบว่า เราอาจตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก หรือต้องการความช่วยเหลือหรือเปล่า

เตรียมขยายกลุ่มเป้าหมายให้เข้าถึงคนหลายกลุ่ม

Moonscape Technologies บริษัทที่อยู่เบื้องหลังของแอปฯ ระบุว่ากำลังมองหาความเป็นไปได้ในการพัฒนาแอปฯ ใหม่สำหรับผู้สูงอายุโดยเฉพาะ เพราะปัจจุบันประชากรในจีนมากกว่า 1 ใน 5 คือคนที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป

อย่างไรก็ดีถึงจะมีแอปฯ ‘Are You Dead?’ หรือ ‘Demumu’ อยู่แล้วก็ตาม แต่มันก็คงจะดีกว่าถ้าเราเริ่มหันมาใส่ใจ และพูดคุยกับคนในครอบครัว/ เพื่อน ๆ หรือคนที่เรารักให้มากยิ่งขึ้นนะคะ

สำหรับตัวผู้เขียนเอง เมื่อได้มาลองใช้งานแอปพลิเคชัน Demumu แค่เวลาสั้น ๆ ก็รู้สึกได้ทันทีเลยว่าการหันมาใส่ใจ หรือพูดคุยกับคนรอบข้างให้มากขึ้นมีความสำคัญขนาดไหน ไม่ใช่ปล่อยให้เวลาไหลผ่านไปแบบเสียเปล่า

เพราะการได้พบเจอหรือได้มองเห็นกันในวันที่ยังไม่สาย ย่อมดีกว่าการจากไปแบบกระทันหันโดยไม่ทันได้บอกลาหรือพูดคุยกัน

อ้างอิง : South China Morning Post, BBC,