สำหรับใครที่กำลังมองหา iPhone มาใช้งานสักเครื่องในปี 2026 แต่ไม่อยากใช้งบประมาณสูงเกินไป ไม่ว่าจะเป็นงบจำกัด หรืออยากซื้อ iPhone ให้พ่อแม่ที่บ้านใช้งาน เน้นแค่พอใช้ได้ ดี ทน และไว้ใจได้ iPhone 13 มักจะเป็นรุ่นที่ถูกพูดถึงขึ้นมาทันที แม้จะเป็นรุ่นที่เปิดตัวมาหลายปีแล้ว แต่ราคาปรับลงมาค่อนข้างเยอะ ขณะที่ยังคงได้อัปเดต iOS ต่ออีกหลายปี ทั้งเรื่องความปลอดภัยและแอปสำคัญอย่างแอปธนาคารก็ยังรองรับครบ
รวมถึงคนที่ไม่ได้ตามเทคโนโลยีใหม่ ๆ มากนัก เน้นใช้งานในชีวิตประจำวัน ใช้เท่าที่จำเป็น iPhone 13 ก็ยังดูเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอยู่ คำถามคือ เมื่ออัปเดตมาเป็น iOS 26 แล้ว ประสิทธิภาพจริง ๆ ยังไหวแค่ไหนในปี 2026 หรือควรขยับงบไปเลือกรุ่นอื่นแทน
วันนี้เราเลยหยิบ iPhone 13 สภาพใหม่แกะกล่อง แบตเตอรี่ 100% ยังตึง ๆ ไม่ใช่เครื่องเก่าที่ใช้งานมาอย่างหนักหน่วง มาทดสอบการใช้งานจริงให้ดูกันแบบตรงไปตรงมา ว่า iPhone 13 ยังเหมาะจะเป็น iPhone รุ่นสุดท้ายที่แนะนำให้ซื้อในปี 2026 หรือไม่

ดีไซน์ การจับถือ
ในแง่ดีไซน์ ภาพรวมของ iPhone 13 แทบไม่ได้แตกต่างจาก iPhone รุ่นใหม่ ๆ ที่ออกมาหลังจากนั้นเลย ตัวเครื่องยังเป็นทรงขอบเหลี่ยมแบบเดียวกันทั้งหมด ใครที่ใช้ iPhone รุ่นใหม่อยู่แล้วแล้วต้องย้อนกลับมาใช้ iPhone 13 บอกได้เลยว่าแทบไม่ต้องปรับตัว ตำแหน่งปุ่มต่าง ๆ ยังอยู่ที่เดิมเหมือนเดิมทุกอย่าง ความแตกต่างหลัก ๆ จะอยู่ที่ขนาดตัวเครื่องเล็กน้อย ปัจจุบัน iPhone รุ่นใหม่อย่าง iPhone 17 ขยับไปใช้หน้าจอขนาด 6.3 นิ้วแล้ว ขณะที่ iPhone 13 ยังอยู่ที่ 6.1 นิ้ว ซึ่งเป็นขนาดเดียวกับ iPhone 16 ทำให้ยังถือถนัดมือและคุ้นเคยสำหรับคนที่ชอบ iPhone เครื่องขนาดมาตรฐาน

หน้าจอโดยรวมยังคงเป็น OLED โทนสีและคุณภาพพาแนลถือว่ายังดีเหมือนเดิม ไม่ได้รู้สึกล้าสมัยอะไร จุดที่ต่างชัดเจนจริง ๆ คืออัตรารีเฟรชที่ยังเป็น 60Hz สำหรับคนที่เคยใช้จอ 120Hz มาก่อน พอกลับมาใช้ iPhone 13 จะรู้สึกได้ทันทีว่าภาพมันไม่ลื่นเท่าเดิม หลายคนอาจเผลอคิดว่าเครื่องกระตุก ทั้งที่จริง ๆ แล้วประสิทธิภาพไม่ได้มีปัญหา แค่ความลื่นของจอไม่หวือหวาเท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องของความเคยชินมากกว่า

ขนาดหน้าจอ 6.1 นิ้วยังไม่ถือว่าเล็ก ใช้งานทั่วไป ดูวิดีโอ เล่นโซเชียล หรืออ่านข่าวได้สบาย เป็นขนาดที่ Apple ใช้มานานและยังเป็นมาตรฐานของ iPhone เครื่องเล็กอยู่จนถึงตอนนี้ แต่เรื่องความสว่างสู้แดดอาจจะยังสู้รุ่นใหม่ ๆ ไม่ได้เท่าไหร่ แต่ก็ไม่ได้แย่จนถึงขั้นมองไม่เห็น

จุดที่คนซึ่งเคยใช้ iPhone รุ่นใหม่กว่านี้จะรู้สึกว่าต้องปรับตัวเล็กน้อย คือขอบหน้าจอที่หนากว่ารุ่นใหม่ ๆ แบบรู้สึกได้จริง รวมถึงรอยบาก Face ID ที่ยังไม่ใช่ Dynamic Island ไม่มี Action Button และไม่มีปุ่ม Camera Control ซึ่งส่วนตัวถือว่าไม่มีแล้วกลับรู้สึกดีด้วยซ้ำ ใช้ง่าย ไม่ต้องคิดอะไรเยอะ

แต่สิ่งที่ขัดใจที่สุดคงหนีไม่พ้นพอร์ต Lightning ที่พอกลับมาใช้ครั้งแรกต้องวุ่นวายกับการหาสายชาร์จ เพราะหลายคนเปลี่ยนไปใช้ USB-C กันหมดแล้ว อุปกรณ์เสริมบางอย่างก็หายากขึ้น ต้องยอมรับว่าตรงนี้เป็นจุดที่ทำให้รู้สึกว่าอายุของมันเริ่มมากขึ้นจริง ๆ

เมื่อพลิกมาด้านหลัง โมดูลกล้องของ iPhone 13 ดูเล็กและเรียบกว่ามากเมื่อเทียบกับ iPhone รุ่นใหม่ ๆ จนเผลอคิดเหมือนกันว่าเมื่อก่อนเราใช้งานกล้องขนาดเท่านี้ได้ยังไง หรือจริง ๆ แล้วกล้องยุคนี้มันถูกขยายให้ใหญ่ขึ้นเกินจำเป็นกันแน่ ตรงกลางยังมีแม่เหล็ก MagSafe สำหรับแปะอุปกรณ์เสริมหรือชาร์จไร้สาย ซึ่งยังใช้งานได้ดีและเป็นฟีเจอร์ที่ยังไม่ตกยุค

สรุปในแง่ดีไซน์ iPhone 13 ก็ยังคงเป็น iPhone ในแบบที่เราคุ้นเคย ย้ายมาใช้งานแทบไม่ต้องเรียนรู้อะไรใหม่ มีเพียงรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่คนเคยใช้รุ่นใหม่กว่าอาจรู้สึกขัดใจบ้าง แต่สำหรับคนที่ใช้ iPhone รุ่นเก่ากว่านี้อยู่แล้ว การเปลี่ยนมาใช้ iPhone 13 แทบจะไม่รู้สึกถึงข้อเสียด้านดีไซน์เลย

การใช้งาน จุดแข็งของ iOS
หนึ่งในจุดแข็งที่สุดของ iPhone มาโดยตลอดคือเรื่องซอฟต์แวร์หรือ iOS ไม่ว่าจะเป็นรุ่นราคาสูง รุ่นเริ่มต้น หรือแม้แต่เครื่องที่เปิดตัวมาแล้วหลายปี ประสบการณ์การใช้งานโดยรวมจะยังคงใกล้เคียงกันมาก ซึ่ง iPhone 13 ก็ยังได้อานิสงส์ตรงนี้เต็ม ๆ แม้จะผ่านมาแล้ว 4-5 ปี
คำถามที่หลายคนสงสัยคือ เมื่ออัปเดตมาเป็น iOS 26 แล้ว การใช้งานจริงเป็นอย่างไร เพราะต้องยอมรับว่าแต่ละเวอร์ชันของ iOS มีความซับซ้อนมากขึ้นและใช้ทรัพยากรเครื่องมากขึ้นพอสมควร จากการใช้งานทั่วไป iPhone 13 บน iOS 26 ยังถือว่าทำได้ดีตามมาตรฐานของ iOS ไม่ว่าจะเป็นการเล่นโซเชียลอย่าง Facebook ไถ TikTok ใช้ Instagram ดูคลิป YouTube หรือท่องเว็บ การตอบสนองยังอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ไม่มีอาการค้างให้เห็น

อย่างไรก็ตาม ด้วยอายุของตัวเครื่อง ย่อมมีอาการหน่วงให้รู้สึกได้บ้างเมื่อเทียบกับ iPhone รุ่นใหม่ ๆ โดยเฉพาะในจังหวะที่ใช้งานแบบสลับแอปไปมาหลายแอปต่อเนื่อง จะเริ่มรู้สึกถึงอาการกระตุกเล็ก ๆ และบางแอปมีการรีโหลดใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของเครื่องที่เปิดตัวมาหลายปีแล้ว ไม่ได้ถึงขั้นใช้งานลำบาก แต่ก็ไม่ได้เร็วเท่าเครื่องรุ่นล่าสุดอย่างแน่นอน
ในส่วนของแอปธนาคารยังสามารถใช้งานได้ครบทุกแอป ไม่มีปัญหาเรื่องความเข้ากันได้ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับหลายคนที่เลือกใช้ iPhone รุ่นเก่าในปัจจุบัน

สิ่งที่สัมผัสได้ชัดเจนที่สุดจะเกิดกับคนที่เปลี่ยนจาก iPhone รุ่นใหม่มาใช้ iPhone 13 ทันที จะเห็นอาการกระตุกเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้รู้สึกเป็นระยะตามอายุเครื่อง ขณะที่คนที่ใช้งาน iPhone 13 มาอยู่แล้ว พออัปเดตเป็น iOS 26 จะรู้สึกว่าเครื่องช้าลงเล็กน้อย ความลื่นลดลง และมีอาการกระตุกให้เห็นบ่อยกว่าเดิม ดังนั้นหากไม่ได้จำเป็นต้องใช้ฟีเจอร์ใหม่ของ iOS 26 จริง ๆ การอยู่ต่อบน iOS 18 ก็ยังเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยและใช้งานได้สบายกว่า
ภาพรวมของ iOS 26 บน iPhone 13 คือยังสามารถใช้งานฟีเจอร์หลัก ๆ ได้ครบถ้วน ไม่ได้ขาดอะไรจาก iPhone รุ่นปัจจุบัน มีเพียงฟีเจอร์บางอย่างที่เป็นเฉพาะรุ่นใหม่เท่านั้นที่ใช้งานไม่ได้ แต่ในแง่ประสบการณ์การใช้งานทั่วไปถือว่าแทบไม่ต่างกัน และยังคงเป็นจุดแข็งของ iOS ที่ทำให้ iPhone 13 ยังไปต่อได้ในปี 2026

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม
ในด้านประสิทธิภาพโดยรวม iPhone 13 ที่ใช้ชิป A15 Bionic ยังถือว่าแรงอยู่ คะแนนทดสอบที่ได้ยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับสมาร์ตโฟนทั่วไป แม้จะเปิดตัวมาหลายปีแล้วก็ตาม ส่วน RAM ที่ให้มา 4GB อาจดูน้อยในมุมของปี 2026 แต่ด้วยการจัดการหน่วยความจำของ iOS ทำให้การใช้งานจริงยังเพียงพออยู่ในปัจจุบัน เพียงแต่อีกระยะในอนาคตอาจต้องยอมรับว่ามีข้อจำกัดมากขึ้นตามอายุของแพลตฟอร์ม

หากพูดถึงการเล่นเกมที่ไม่ได้กินสเปกมากนัก อย่าง RoV iPhone 13 ทำผลงานได้น่าประทับใจ เกมรันที่เฟรมเรต 60 FPS ได้ค่อนข้างนิ่ง เล่นต่อเนื่องไม่มีอาการกระตุกให้หงุดหงิด ความร้อนของเครื่องอยู่ในระดับอุ่น ๆ ไม่ได้ร้อนผิดปกติ ซึ่งตรงนี้ถือว่าทำได้ดีกว่าที่คาดไว้ในตอนแรก

แต่ถ้าเป็นเกมกราฟิกหนักอย่าง Genshin Impact ต้องบอกตรง ๆ ว่าไม่แนะนำให้เล่นจริงจัง จากการทดสอบที่ปรับกราฟิกในระดับกลางและตั้งเป้าเฟรมเรตไว้ที่ 60 FPS ช่วง 5 นาทีแรกยังพอเล่นได้ ลื่นและดูไม่มีปัญหา แต่หลังจากนั้นเฟรมเรตจะเริ่มตกอย่างชัดเจน มีอาการกระตุกหนัก เครื่องร้อนขึ้นมากจนประสบการณ์การเล่นแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้เล่นต่อแทบไม่ได้
สรุปในด้านการเล่นเกม iPhone 13 ยังเหมาะกับเกมแนวแคชวลหรือเกมที่ไม่ได้ใช้ทรัพยากรสูงมาก พวกเกมเรียงเพชร หรือเกมที่ไม่ได้มีกราฟิกสูง 2D สามารถเล่นได้ลื่นและเสถียร แต่สำหรับเกมกราฟิกโหด ๆ ที่ต้องการประสิทธิภาพต่อเนื่องยาว ๆ รุ่นนี้เริ่มไม่ใช่ตัวเลือกที่เหมาะแล้วในปี 2026

กล้อง
ในด้านการใช้งานกล้อง iPhone 13 ยังถือว่าทำได้ดีมากสำหรับการใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวัน หากไม่ได้ซีเรียสเรื่องภาพต้องคมจัด สีสดเวอร์ ละลายหลังแรง หรือซูมไกลแบบมือถือรุ่นใหม่ระดับท็อป รุ่นนี้ยังตอบโจทย์ได้สบาย ๆ และคนที่เลือกซื้อหรือใช้งาน iPhone 13 ก็น่าจะยอมรับข้อจำกัดตรงนี้ได้อยู่แล้วตั้งแต่แรก
กล้องหลักให้คุณภาพที่ไว้ใจได้ ถ่ายง่าย ยกขึ้นมากดแล้วได้ภาพทันที เหมาะกับการใช้งานแบบบ้าน ๆ อย่างถ่ายรูปอาหารส่งให้แฟน ถ่ายรูปรายงานอุบัติเหตุ ถ่ายรูปหลานส่งไลน์ หรือเก็บภาพทั่วไปในชีวิตประจำวัน ซึ่งสำหรับการใช้งานลักษณะนี้ iPhone 13 ถือว่าเหลือ ๆ และที่สำคัญมากคือการสแกน QR Code เพื่อจ่ายเงินยังทำได้รวดเร็วและแม่นยำ ไม่ต่างจาก iPhone รุ่นใหม่

ในส่วนของโทนสีภาพ iPhone 13 ทำได้ดีเป็นพิเศษ โดยเฉพาะ Skin Tone ที่ส่วนตัวมองว่าสวยที่สุดรุ่นหนึ่งของ iPhone โทนผิวจะออกอมชมพูเล็กน้อย ดูเนียนเหมือนใส่บิวตี้บาง ๆ ถ่ายคนออกมาแล้วไม่หมอง ไม่มืด แต่ภาพรวมยังคงความคลาสสิก ไม่จัดจ้านเกินไป
กล้อง Ultra Wide ให้มุมกว้าง ใช้งานได้จริง แต่ยังมีข้อจำกัดเรื่องการตัดขอบในโหมดถ่ายภาพบุคคลอยู่บ้าง มีหลุดขอบให้เห็นเป็นบางจังหวะ ซึ่งยังไม่แม่นเท่ารุ่นใหม่ ๆ และเป็นสิ่งที่ต้องยอมรับตามยุคของฮาร์ดแวร์

ด้านงานวิดีโอ iPhone 13 ยังทำได้ดีตามสไตล์ของ iPhone เฟรมเรตนิ่ง ภาพคมชัด ระบบกันสั่นทำงานได้ดี กล้องนิ่ง ไม่มีอาการวูบวาบหรือเวียนหัว ข้อสังเกตหลัก ๆ ไม่ได้อยู่ที่คุณภาพกล้อง แต่เป็นเรื่องความจุของเครื่องที่ในตลาดส่วนใหญ่ยังเป็นรุ่น 128GB ทำให้การถ่ายวิดีโอความละเอียดสูงต่อเนื่องนาน ๆ อาจต้องคอยจัดการพื้นที่เก็บข้อมูลอยู่ตลอด
โดยรวมแล้ว กล้องของ iPhone 13 เป็นกล้องที่ใช้งานง่าย ยกถือถ่ายแล้วจบตามแบบฉบับของ iPhone ไม่ต้องปรับตั้งค่าให้วุ่นวาย ได้ภาพและวิดีโอที่ดูดีเพียงพอสำหรับการใช้งานจริงในปี 2026 และยังเป็นหนึ่งในจุดที่ทำให้ iPhone 13 ยังคงน่าใช้งานอยู่จนถึงตอนนี้


















แบตเตอรี่
ในเรื่องแบตเตอรี่ iPhone 13 ต้องยอมรับตรง ๆ ว่าไม่ได้อึดตามมาตรฐานของปี 2026 ด้วยขนาดตัวเครื่องที่ค่อนข้างเล็ก ทำให้ความจุแบตเตอรี่มีเพียง 3,227 mAh ซึ่งถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับสมาร์ตโฟนยุคปัจจุบัน จึงเป็นรุ่นที่แบตหมดค่อนข้างไวหากใช้งานหนัก
ในการใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวัน เช่น ไถโซเชียล ถ่ายรูปเล็กน้อย ดูคลิป สแกนจ่ายเงิน หรือใช้งานแอปธนาคาร แบตเตอรี่ก็ยังสามารถอยู่ได้ครบวันแบบปริ่ม ๆ ซึ่งความรู้สึกจริง ๆ ไม่ได้ต่างจาก iPhone รุ่นจอเล็กอย่าง iPhone 16 มากนัก การจัดการพลังงานของ iOS ยังช่วยประคองการใช้งานให้ผ่านวันทำงานปกติไปได้

แต่ถ้าเป็นการใช้งานหนัก โดยเฉพาะการเล่นเกม ต้องบอกว่าแบตเตอรี่ลดลงค่อนข้างเร็ว เห็นผลชัดเจน อย่างการเล่น Genshin Impact ประมาณ 20 นาที แบตเตอรี่ลดลงไปถึงราว 10% ซึ่งถือว่าไหลเป็นน้ำ และไม่เหมาะกับการเล่นเกมยาว ๆ นอกบ้าน
ภาพรวมแล้ว แบตเตอรี่ของ iPhone 13 ไม่ได้แย่จนใช้งานไม่ได้ หากเป็นวันทำงานปกติ ไม่ได้ออกไปเที่ยวต่อหลังเลิกงาน ก็สามารถใช้งานได้ครบวันสบาย ๆ แต่ถ้ามีกิจกรรมต่อเนื่องทั้งวัน หรือออกไปข้างนอกยาว ๆ การพกแบตสำรองหรือแวะชาร์จระหว่างวันสักรอบจะช่วยให้ใช้งานได้อุ่นใจมากขึ้น
ทั้งนี้ต้องขอเน้นย้ำว่า เครื่องที่นำมาทดสอบเป็นเครื่องใหม่เพิ่งผลิตไม่นาน สุขภาพแบตเตอรี่ยังอยู่ที่ 100% เต็ม หากเป็นเครื่องที่ใช้งานมาสักระยะแล้ว หรือแบตเริ่มเสื่อม ผลลัพธ์ด้านความอึดของแบตเตอรี่ก็อาจต่ำกว่านี้ได้ตามสภาพการใช้งานจริง

ราคา
ในด้านราคา iPhone 13 ความจุ 128GB ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 15,200 บาท อัปเดต ณ วันที่ 30 มกราคม 2026 โดยจะมีให้เลือกเฉพาะความจุเดียว และสีที่เหลืออยู่ในตลาดก็ไม่ได้หลากหลายมากนัก ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติของ iPhone รุ่นที่วางขายมาหลายปีแล้ว
หากมองในแง่ความคุ้มค่า iPhone 13 ถือว่าอยู่ในระดับสมาร์ตโฟนกลุ่ม mid-range ที่น่าเล่นมากสำหรับคนที่ต้องการใช้งาน iOS เพราะในงบประมาณระดับนี้ ยังได้ระบบที่เสถียร อัปเดตต่อได้อีกระยะ และประสบการณ์ใช้งานที่ครบถ้วนกว่ามือถือหลายรุ่นในราคาใกล้เคียงกัน

เหตุผลหนึ่งที่ทำให้ iPhone 13 ยังน่าสนใจ ไม่ได้มีแค่เรื่องราคา แต่เป็นเรื่องของคุณภาพฮาร์ดแวร์โดยรวมที่ Apple ปรับจูนมาได้ลงตัวและกลมกล่อมมากที่สุดรุ่นหนึ่ง และยังอัปเดต iOS ต่อได้อีกหลายเวอร์ชันใช้กันต่อได้อีกหลายปี แถมเคสและฟีล์มยังพอหาได้ หากย้อนดูรุ่นใกล้เคียงจะเห็นภาพชัด iPhone 12 เป็นยุคเริ่มต้นของ 5G บน iPhone ที่ยังมีจุดอ่อนเรื่องแบตเตอรี่หมดไว iPhone 11 ก็เข้าสู่ช่วงปีสุดท้ายของการอัปเดต
ส่วน iPhone 14 และ iPhone 15 หากใช้งานทั่วไปจริง ๆ ความแตกต่างจาก iPhone 13 ไม่ได้ชัดเจนมากนัก เว้นแต่จะขยับไป iPhone 16 หรือ iPhone 17 ซึ่งราคาก็เพิ่มขึ้นไปอีกพอสมควร นี่จึงเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ iPhone 13 ยังถูกหยิบมาแนะนำอยู่

สำหรับปัญหาที่พบและควรรู้ไว้ก่อนซื้อ จุดที่พูดถึงกันบ่อยคืออาการจอเขียวจากสายแพรหน้าจอที่มีโอกาสชำรุดได้ง่ายกว่ารุ่นใหม่ ๆ แต่ข้อดีคือสามารถซ่อมได้ ค่าใช้จ่ายไม่สูง และมีวิธีป้องกันได้พอสมควร เช่น ใช้หัวชาร์จที่มีมาตรฐานและคุณภาพ ไม่ชาร์จไปเล่นไป ลดความร้อนสะสม และระวังการตกกระแทก ซึ่งหากดูแลดี ๆ ก็สามารถใช้งานได้ยาวโดยไม่ต้องกังวลมากนัก
สรุป
ถ้าถามกันตรง ๆ ว่า iPhone 13 ในปี 2026 ยังน่าใช้อยู่ไหม คำตอบคือ ยังน่าใช้อยู่ แต่ต้องยอมรับว่ามีข้อจำกัดเล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่บ้างตามอายุของตัวเครื่อง หากเป็นคนที่ย้ายมาจาก iPhone รุ่นใหม่กว่า อาจจะรู้สึกได้ชัดเจนทั้งเรื่องความลื่น หน้าจอ 60Hz แบตเตอรี่ และประสิทธิภาพในบางสถานการณ์ แต่สำหรับคนที่ใช้งาน iPhone รุ่นที่เก่ากว่า iPhone 13 อยู่แล้ว การเปลี่ยนมาใช้รุ่นนี้แทบไม่ใช่ปัญหา และยังถือว่าเป็นการอัปเกรดที่รู้สึกได้จริงในหลายด้าน

แต่ถ้าคาดหวังการใช้งานแบบจริงจัง อยากได้ทุกอย่างที่ iOS ควรจะเป็นในปี 2026 ทั้งความลื่นระดับจอ 120Hz การเล่นเกมกราฟิกหนักต่อเนื่อง การถ่ายวิดีโอแบบจริงจัง หรือพอร์ต USB-C iPhone 13 ก็อาจไม่ใช่คำตอบที่เหมาะนัก ซึ่งในกรณีนี้ไม่ควรไปมองว่า iOS หรือ iPhone รุ่นนี้ใช้งานไม่ดี เพราะความจริงแล้วมันทำหน้าที่ของมันได้ตรงตามระดับฮาร์ดแวร์ หากต้องการประสบการณ์ iOS แบบเต็มที่ตามยุคสมัย การเพิ่มงบไปเลือกรุ่นที่สูงกว่านี้จะตอบโจทย์มากกว่า และถ้าเป็นไปได้ iPhone 17 จะให้ประสบการณ์ที่ฟินกว่าชัดเจนในทุกมิติ

ทั้งนี้ต้องขอใส่ดอกจันไว้ชัด ๆ ว่า บทสรุปนี้อยู่บนเงื่อนไขของคนที่มีงบประมาณจำกัด และต้องการใช้งาน iOS เป็นหลัก เพราะถ้าเปิดใจไปฝั่ง Android ในงบประมาณใกล้เคียงกัน ก็จะได้ฮาร์ดแวร์หรือฟีเจอร์ที่ใหม่กว่านี้อย่างแน่นอน แต่ถ้าความต้องการคือระบบที่เสถียร ใช้งานง่าย แอปรองรับครบ และยังได้อัปเดตต่ออีกระยะ iPhone 13 ก็ยังเป็นตัวเลือกที่สมเหตุสมผล
iPhone 13 ยังเป็นมือถืออีกหนึ่งรุ่นที่เหมาะมากสำหรับการซื้อให้พ่อแม่หรือผู้ใหญ่ในบ้านใช้งาน จุดเด่นคือความง่ายของระบบ ความเสถียร ความปลอดภัย และความทนทาน มีผู้ใช้งานเยอะ หาคนช่วยหรืออุปกรณ์เสริมได้ง่าย ลดภาระของลูกหลานที่ต้องมาคอยแก้ปัญหาจุกจิกไปได้พอสมควร ใช้งานยาว ๆ ได้แบบไม่ต้องกังวลมาก

สรุปแล้ว iPhone 13 อาจไม่ใช่ iPhone ที่ดีที่สุดในปี 2026 แต่ยังเป็น iPhone รุ่นสุดท้ายในกลุ่มรุ่นเก่าที่ใช้งานได้จริง มีความสมดุล และยังกล้าแนะนำได้ หากรู้ข้อจำกัดของมันและเลือกใช้งานให้เหมาะกับความต้องการของตัวเอง

Comment