พรีวิวดีไซน์ และความรู้สึกหลังใช้งาน Nothing Headphone (a) และ Nothing Phone (4a) Series หลังจากได้มีโอกาสบินลัดฟ้าไปลองจับ และสัมผัสในทริปเชียงใหม่กับทาง Nothing ประเทศไทย DroidSans สรุปมาให้แล้วในบทความนี้ !
สัมผัสแรก Nothing Phone (4a)
ของใหม่ปีนี้คือ Glyph Bar ที่มาในรูปแบบของจุดสี่เหลี่ยมบริเวณข้างโมดูลกล้อง ฟังก์ชันหลักใช้สำหรับแสดงการแจ้งเตือนหรือสถานะของตัวมือถือแบบเรียลไทม์ (สามารถตั้งค่าเพิ่มเติมได้) โดยจุดสีแดงล่างสุดจะเริ่มทำงานเมื่อเราเริ่ม Record หรือเข้าสู่โหมดบันทึกวิดีโอ



ดีไซน์ฝาหลังโปร่งใสอันเป็นเอกลักษณ์ตามแบบฉบับของ Nothing กล้องหลังสามตัวเรียงเป็นแนวนอน เฟรมเครื่องเป็นพลาสติกแข็งแรง งานประกอบเนี๊ยบจับถือถนัดมือ โดยบริเวณหน้ากากกล้อง ปุ่มเปิด-ปิดเครื่อง และปุ่มเพิ่ม-ลดเสียงอัปเกรดมาใช้วัสดุอย่างโลหะเป็นที่เรียบร้อย
ปุ่ม Essential Key ย้ายไปไว้ฝั่งซ้ายแล้ว ลั่นน้อยกว่าเดิม ไม่เผลอไปกดโดนง่าย ๆ แบบแต่ก่อน พอร์ตเชื่อมต่อ USB-C ลำโพงระบบสเตอริโอคู่ มาตรฐานทนน้ำทนฝุ่น IP64 กระจกฝาหลังครอบทับด้วย Panda Glass เพื่อป้องกันการตกกระแทก

หน้าจอสว่างกว่าเดิม คมชัดกว่าเดิม
พลิกมาด้านหน้า Nothing Phone (4a) มาพร้อมกับหน้าจอ AMOLED ขนาด 6.78 นิ้ว 120Hz อัปเกรดความละเอียดขึ้นมาเป็น 1.5K ความสว่างสูงสุด 1,600 นิต และสูงสุดสำหรับคอนเทนต์ HDR ที่ 4,500 นิต ส่วนกล้องหน้าเป็นดีไซน์เจาะรูแบบ Punch-hole ความละเอียด 32MP

ตัวเครื่องเองก็มีให้เลือกหลายสีมาก ๆ ไม่ได้มาแค่สีเบสิคอย่าง ขาวกับดำ อีกต่อไปแล้ว Nothing Phone (4a) มีให้เลือกทั้งหมด 4 สี ได้แก่
- สีขาว (White)
- สีดำ (Black)
- สีฟ้า (Blue)
- สีชมพู (Pink)




กล้องหลังคมชัด มีเลนส์ซูมไกล ปรับแต่ง Presets ได้ด้วย
กล้องหลังจำนวน 3 ตัว ประกอบไปด้วยกล้องหลัก – กล้องอัลตราไวด์ – กล้องเทเลโฟโต้ปริทรรศน์ (Periscope Telephoto) ซึ่งจุดเด่นก็คือการเลือกใช้เซนเซอร์ Samsung JN5 แบบเดียวกับรุ่นเรือธง แต่อัปเกรดความสามารถให้ดีกว่าเดิมด้วยการจัดเรียงชิ้นเลนส์แบบ Multi-Prism


ระยะซูมออปติคัล 3.5 เท่า สามารถซูมดิจิทัลได้ไกลสุด 70 เท่า มีระบบกันสั่น OIS ทำให้ Nothing Phone (4a) เป็นสมาร์ตโฟนในช่วงราคาเทียร์ mid-range อีกหนึ่งรุ่นที่ถ่ายภาพพอร์ตเทรตได้สวย และมีระยะให้เลือกถ่ายเยอะมาก ๆ
อีกหนึ่งอย่างที่ไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือ Camera Presets ที่สามารถปรับแต่งค่าได้เยอะมากขึ้นกว่าเดิม หรือจะไปโหลด Presets ที่ผู้ใช้คนอื่น ๆ สร้างไว้มาใช้ต่อแล้วนำมาปรับให้เป็นสไตล์ของตัวเองก็ย่อมได้ นอกจากนั้นตัว Presets ยังรองรับการใช้งานสำหรับวิดีโอด้วยนะ


ตัวอย่างภาพถ่ายจาก Nothing Phone (4a)



















รักแรกแค่ได้เห็น Nothing Phone (4a) Pro เป็นครั้งแรก
ดีไซน์ของ Nothing Phone (4a) Pro แค่ได้เห็นด้วยตาตัวเองเป็นครั้งแรกก็เข้าใจแล้วว่า ‘Built Different’ หรือคำว่า ‘เกิดมาไม่ตามใคร’ หมายความว่าอะไรกันแน่ Nothing คือแบรนด์ที่จะทำให้ผู้ใช้งานหรือลูกค้ารู้สึกสนุกกับเทคโนโลยี หรือสมาร์ตโฟนในมือของตัวเองอยู่ตลอดเวลา

จุดเด่นหนึ่งอย่างของ Nothing Phone (4a) Series ก็คือระบบปฏิบัติการ Nothing OS 4.1 ซึ่งยังคงเน้นหน้าตาหรือดีไซน์ของ UI ที่เรียบง่าย ระบบไม่ซับซ้อน โดยส่วนเสริมเด่นอย่าง Playground จะเป็นเสมือนสนามลองเล่น และพื้นที่ปล่อยของให้ผู้ใช้ทุกคนได้มาสร้างสรรค์ Adds-on ต่าง ๆ แล้วปล่อยให้ผู้ใช้ Nothing จากทั่วโลกสามารถดาวน์โหลดไปใช้บนเครื่องกันได้ เช่น
- Essential Apps : วิดเจ็ตแอปฯ ที่สามารถสร้างได้ด้วยตนเองผ่านการ Prompt และนำไปใช้บนหน้า Homescreen ได้
- Glyph Toys : ปลดล็อคความสามารถของ Glyph Matrix ให้เป็นมากกว่าไฟแสดงการแจ้งเตือน
- Camera Presets : สนามปล่อยของสำหรับคนชอบถ่ายรูป มีตัว Presets ให้ดาวน์โหลดไปใช้เพียบ
- EQ Profiles : ใช้อุปกรณ์เสียงของ Nothing ก็สามารถนำ EQ Profiles ของผู้ใช้จากทั่วโลกไปลองฟังบนแอปฯ Nothing X ได้



ดีไซน์ฝาหลังของ Phone (4a) Pro โดยรวมจะละม้ายคล้ายคลึงกับ Nothing Phone (3) แต่เพิ่มในส่วนของโมดูลครอบตัวกล้องขนาดใหญ่เข้ามา Glyph Matrix แบบเรือธงแต่มีขนาดใหญ่กว่า 57% ประกอบไปด้วยไฟ LED จำนวน 137 ดวง
โครงสร้างตัวเครื่องเป็นแบบ Aluminium Metal Unibody ทนทานกว่าเดิม บางเพียง 7.95 มม. น้ำหนัก 210 กรัม ข้อดีคือระบายความร้อนได้ดี ไม่เก็บลอยนิ้วมือ โมดูลกล้องแบบ 3D-contoured ก็แข็งแรงขึ้น 50% จับคู่กับมาตรฐานทนน้ำทนฝุ่น IP65
น่าเสียดายที่ Nothing Phone (4a) Pro เรายังไม่ได้มีโอกาสสัมผัสเยอะเท่าไหร่ แต่หลังจากการเปิดตัวในวันที่ 24 มีนาคม 2569 จะหาโอกาสนำข้อมูลอื่น ๆ มาให้ผู้อ่านชาว DroidSans ได้ดูเพิ่มเติมกันอย่างแน่นอนค่ะ

สัมผัสแรก Nothing Headphone (a)
สำหรับ Nothing Headphone (a) ดีไซน์หรือหน้าตาค่อนข้างคล้ายกับรุ่นพี่อย่าง Headphone (1) แต่มีตัวเลือกสีที่สดใสมากกว่า โดยในทริปครั้งนี้มีให้ดูมากถึง 3 สี ได้แก่ สีชมพู (Pink) สีดำ (Black) และสีขาว (White) ส่วนสีเหลืองต้องมารอลุ้นกันอีกทีว่าจะเข้าไทยหรือเปล่า

จุดเด่นของ Hardware แต่ละชิ้นจากทาง Nothing ก็คือมองจากไกล ๆ ก็รู้ได้ทันทีว่านี่คือโปรดักส์ของทาง Nothing ซึ่ง Headphone (a) ก็สานต่อภาษาการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ได้เป็นอย่างดี ตัวควบคุมต่าง ๆ ยังคงเป็นรูปแบบของปุ่มกดทางกายภาพ
- Pairing ปุ่มจะอยู่บริเวณด้านในของหูฟังฝั่งขวา (Right)
- Roller ปุ่มลูกกลิ้งปรับระดับเสียง หรือกดเพื่อเข้าใช้งานโหมด ANC
- Paddle ปุ่มกดเพื่อควบคุมมีเดียหรือรับสาย / วางสาย
- Button ปุ่มกดสีดำที่สามารถตั้งค่าผ่านแอป Nothing X ได้ว่าต้องการให้เป็น Shortcut เพื่อเข้าใช้งานฟังก์ชันไหน





ตัวหูฟังมีน้ำหนักเบา 310 กรัม ฟองน้ำรองหูแบบ foam cushion ก็นุ่มสบายหู ใส่แล้วไม่รู้สึกว่าอบอ้าวหรือร้อนหูมากเท่าไหร่ (ถ้าไม่ได้ใส่ออกไปเดินกลางแจ้ง) ผ่านมาตรฐาน IP52 ทนฝุ่นละออง ทนน้ำกระเซ็นหรือทนเหงื่อได้ดี
คุณภาพเสียงคราวนี้ปรับจูนโดยทาง Nothing เองเลย ไดร์เวอร์ขนาดใหญ่ 40 มม. คุณภาพเสียงอยู่ในระดับที่ทำออกมาได้ดี และรู้สึกว่ากลมกล่อมในแต่ละย่านเสียง เบสไม่กระแทกจนเกินไป ใส่ฟังระยะยาวหรือตอนขึ้นเครื่องได้สบาย การตัดเสียงรบกวน Active Noise Cancellation ซึ่งทำงานร่วมกับไมโครโฟน 3 ตัว/ข้าง และอัลกอริธึม AI อัจฉริยะ ก็ให้ประสิทธิภาพในการตัดเสียงรอบข้างได้เป็นอย่างดี



น่าเสียดายหนึ่งอย่างที่ Headphone (a) จะไม่มีเซนเซอร์ตรวจจับการใส่หูฟังมาให้ ดังนั้นเวลาเราถอดหูฟังออกเพลงหรือมีเดียที่เล่นอยู่จะไม่หยุดให้อัตโนมัตินะ จำเป็นต้องกดหยุดเองอีกทีหนึ่ง
การเชื่อมต่อสามารถใช้งานกับ Nothing X ได้เลย ตั้งค่าเพิ่มเติมได้เยอะมาก ๆ เช่น ระดับการตัดเสียงรบกวน, Equaliser, ปุ่มควบคุมของหูฟัง, เพิ่มน้ำหนักเสียงเบส และเปิด-ปิดการเชื่อมต่อแบบ Dual connection ได้ด้วย


Nothing Phone (4a) Series และ Headphone (a) เปิดราคาไทย 24 มี.ค. 69
ดีไซน์โดนใจคนหลาย Gen ฟังก์ชันให้มาไม่แพ้รุ่นพี่ ราคาไทยจะเปิดตัวมากี่บาทต้องรอลุ้นไปพร้อมกันในวันที่ 24 มีนาคม 2569 นี้ Nothing Thailand เตรียมจัดเต็มเปิดตัวและราคาไทยทั้ง Phone (4a) Series และ Headphone (a)

Comment