ยุคดิจิทัลที่เด็กๆ เติบโตมาพร้อมกับสมาร์ทโฟน กลายเป็นดาบสองคมที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ ล่าสุด กรุงเทพมหานคร (กทม.) โดยผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้ประกาศโมเดลใหม่ “Phone Off, Learning On โฟกัสการเรียนรู้ ฝากมือถือไว้กับครู” เตรียมบังคับใช้ในโรงเรียนสังกัด กทม.ทุกแห่ง ปีการศึกษาหน้า เพื่อสร้างสมดุลระหว่างโลกเสมือน กับการเรียนรู้จริง

Phone Off, Learning On

เหตุผลที่ กทม. ต้องควบคุมการใช้มือถือ

การประกาศมาตรการนี้ไม่ได้ทำเพื่อ สั่งห้าม เพียงอย่างเดียว แต่มุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมากกว่า โดยมีข้อมูลเชิงเทคนิคและสถิติจาก UNESCO GEM Report รองรับ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าอุปกรณ์ดิจิทัลส่งผลกระทบโดยตรงต่อเด็ก ดังนี้

  • สมาธิที่หลุดลอย : งานวิจัยใน 14 ประเทศยืนยันว่า เพียงแค่มีมือถือวางอยู่ใกล้ตัวหรือมีการแจ้งเตือน (Notifications) ก็ทำให้นักเรียนเสียสมาธิได้ทันที
  • กฎ 20 นาที : เมื่อเด็กถูกรบกวนด้วยหน้าจอ อาจต้องใช้เวลานานถึง 20 นาที กว่าจะดึงสมาธิกลับมาจดจ่อกับบทเรียนได้อีกครั้ง
  • ปรากฏการณ์ Brain-rot & Doomscrolling : ปี 2024 มีคำใหม่ใน Oxford Dictionary เช่น “doomscrolling” และ “brain-rot” เป็นการไถหน้าจอไปเรื่อยๆ ตามอัลกอริทึมของ AI ส่งผลต่อระบบความคิดและสุขภาพจิต
  • ผลลัพธ์ที่พิสูจน์แล้ว : ประเทศอย่างเบลเยียม สเปน และสหราชอาณาจักร พบว่าเมื่อนำสมาร์ทโฟนออกจากห้องเรียน คะแนนสอบของนักเรียน (โดยเฉพาะกลุ่มที่เรียนอ่อน) ปรับตัวสูงขึ้นชัดเจน

3 หลักการสำคัญของโครงการ Phone Off, Learning On โฟกัสการเรียนรู้ ฝากมือถือไว้กับครู

กทม. วางแนวทางปฏิบัติเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยยึดหลัก 3 ด้าน

  1. เรียนรู้อย่างมีจุดมุ่งหมาย : มือถือจะไม่ใช่ของเล่นเพื่อความบันเทิงไร้ทิศทางในเวลาเรียน แต่จะถูกใช้เป็น “เครื่องมือช่วยสอน” เฉพาะในวิชาที่จำเป็นและได้รับอนุญาตจากครูเท่านั้น
  2. เขตปลอดดิจิทัล (Digital-Free Zone) : กำหนดพื้นที่ในบางช่วงเวลา (เช่น พักเที่ยง) ในพื้นที่ส่วนรวม ไม่ให้ใช้งานมือถือ เพื่อให้เป็นเวลาที่เด็กๆ จะได้สบตากับเพื่อน เพิ่มปฏิสัมพันธ์ทางสังคม เล่นกีฬา หรือเข้าห้องสมุด
  3. ความปลอดภัยทางไซเบอร์ : มีระบบเฝ้าระวังการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ (Cyberbullying) และสกัดกั้นเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมภายในรั้วโรงเรียน

ผลการทดสอบจาก 10 โรงเรียนนำร่อง ได้ผลจริงไหม?

Phone Off, Learning On

จากการทดลองใช้ในโรงเรียนกลุ่มเป้าหมาย 10 โรงเรียน ได้แก่

  • ระะดับมัธยมศึกษา
    • มัธยมประชานิเวศน์
    • มัธยมบ้านบางกะปิ
    • มัธยมนาคนาวาอุปถัมภ์
    • มัธยมวัดสุทธาราม
    • มัธยมสุวิทย์เสรีอนุวรณ์
    • มัธยมปุรณาวาส
  • ระดับประถมศึกษา–มัธยมศึกษา
    • แก่นทองอุปถัมภ์
    • วัดพระยาสุเรนทร์
    • วิชูทิศ
    • นาหลวง

ผลลัพธ์ที่ได้

  • นักเรียน : มีสมาธิมากขึ้น มีความรับผิดชอบในการฝาก-รับอุปกรณ์ และไม่กังวลเรื่องเครื่องหาย เพราะมีตู้เก็บพร้อมกุญแจแน่นหนา
  • ผู้ปกครอง : พึงพอใจสูงมาก เนื่องจากลูกตั้งใจเรียนขึ้นและลดภาระในการติดตามการบ้าน
  • คุณครู : จัดการเรียนการสอนได้ต่อเนื่อง ไม่ต้องคอยดุเรื่องเด็กแอบเล่นเกมใต้โต๊ะ
Phone Off, Learning On

จะโดนยึดและใช้มือถือได้ตอนไหน?

จัดเก็บในตอนเช้า-คืนให้ตอนเย็น แต่มีการกำหนดช่วงเวลาขอใช้ เพื่อติดต่อสื่อสารเท่าที่จำเป็น หรือนำไปใช้ในกิจกรรมการเรียนรู้ ทั้งนี้ มีข้อยกเว้นหากผู้ปกครองต้องการติดต่อฉุกเฉิน สามารถติดต่อผ่านเบอร์โรงเรียนหรือช่องทางที่จัดไว้ให้

ประกาศใช้จริงเมื่อไร ที่ไหนบ้าง?

กทม.กำลังเปิดรับฟังความคิดเห็นเพื่อปรับปรุงให้เข้ากับบริบทของแต่ละโรงเรียนก่อนประกาศใช้เป็นทางการ โดยมีผลกับโรงเรียนในสังกัด กทม. ทั้ง 437 แห่ง ในภาคเรียนที่ 1/2569 ที่จะเริ่มเปิดภาคเรียนในวันที่ 18 พ.ค.69 เป็นต้นไป