หากพูดถึงสมาร์ทโฟนที่มีความโดดเด่นในเรื่องของดีไซน์ และการเล่นเกม realme คงจะเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่นึกถึงขึ้นมาทันที วันนี้เราจะมารีวิว realme 14 5G สมาร์ทโฟนราคาหมื่นต้น ที่ยกระดับเรื่องของงานดีไซน์ไปอีกขั้น พร้อมมอบประสบการณ์การเล่นเกมด้วย Snapdragon 6 Gen 4 หน้าจอ 120Hz และระบบระบายความร้อน Bionic Cooling ถูกใจสายเล่นเกมแน่นอน (ท้ายรีวิวมีแถมรีวิว realme 14 Pro ให้ด้วยนะ)

แค่เห็นก็รู้สึกเร็วแรง แปลกแต่เท่ด้วย Mecha Design

หลังจากที่อยู่กับดีไซน์​กล้องทรงกลมกันมาสักพัก ปีนี้ realme 14 5G ได้ต่อยอดงานดีไซน์ให้มากกว่านั้น ด้วยการหยิบแรงบันดาลใจของลวดลายของเกราะหุ่นยนต์ในภาพยนต์ไซไฟ มาเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบ จนได้มาเป็น Mecha Design ตัดกับสีส้ม ที่ยังคงภาพลักษณ์เรื่องประสิทธิภาพของ realme ได้เป็นอย่างดี สีที่อยู่ในมือเราตอนนี้มีชื่อว่า ‘Mecha Silver’ เล่นแสงวิบวับเงาวาวด้วยสี Silver ของตัวเครื่องได้เป็นอย่างดีเลย แต่ถ้าใครที่จะใช้งานแบบไม่ใส่เคสกันกระแทก อาจจะรู้สึกหงุดหงิดกับรอยนิ้วมือได้ เพราะตัวเครื่องค่อนข้างที่จะเก็บรอยนิ้วมือได้ง่าย

นอกจากนี้ บริเวณโมดูลกล้องยังมีไฟ ‘Victory Halo’ ที่เราสามารถเข้าไปปรับแต่งให้ไฟดวงนี้ มีเอฟเฟกต์กะพริบตามต้องการได้ด้วย เช่น เวลามีแจ้งเตือน สายโทรเข้า หรือตอนฟังเพลง ว่าจะให้กะพริบเป็นเอฟเฟกต์ยังไง ส่วนรูเสียบหูฟัง 3.5 มม. จะไม่มีแล้วนะ ใครที่ชอบใช้งานหูฟังตอนเล่นเกม อาจจะต้องหาหูฟัง USB-C มาใช้แทน หรือเปลี่ยนไปใช้หูฟังไร้สาย ทำให้ตำแหน่งถาดใส่ซิมย้ายมาอยู่ข้างล่างแทนที่ ข้างๆ กับพอร์ต USB-C สัมผัสการจับโอเคเลย ถือใช้งานหรือเล่นเกมนานๆ ได้แบบหมดห่วง ไม่เมื่อยมือ

เด่นดีไซน์ และทนทานระดับ IP69

ในราคาหมื่นต้นๆ realme 14 5G ทำให้ผู้ใช้งานอย่างเราๆ หายห่วงได้ด้วยมาตรฐานการกันน้ำกันฝุ่น 3 ระดับ IP66/IP68/IP69 (น้ำลึก 2.5 เมตร สูงสุด 30 นาที) ทนทานต่ออุบัติเหตุ เช่น น้ำแรงดันสูง การจมน้ำ และน้ำร้อนได้เป็นอย่างดี ในกรณีที่ใช้งานไปแล้วเจออุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดขึ้น ยังพออุ่นใจได้ว่าตัวเครื่องจะยังคงปลอดภัย

Snapdragon 6 Gen 4 รุ่นแรกของโลก

ผ่านเรื่องดีไซน์ และความทนทานไปแล้ว มาต่อที่เรื่องสำคัญของ realme 14 5G อย่าง ‘ประสิทธิภาพ’ ดีกว่า ปีนี้หันมาใช้ชิปเซต Snapdragon 6 Gen 4 ซึ่งถือว่าเป็นชิปเซตระดับกลาง ที่เร็ว และให้การเล่นเกมที่เสถียรพอสมควรเป็นลำดับต้นๆ เลย พร้อมกับการจัดการพลังงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อเทียบกับสมาร์ทโฟนในช่วงราคาใกล้ๆ กัน แถมยังเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกด้วยที่ได้ใช้ชิปเซตตัวนี้ไป โดยความจุที่อยู่ในมือเราตอนนี้ เป็นรุ่นพื้นฐานกับความจุ 256GB และ RAM 12GB (ขยาย Ram เพิ่มได้อีก 14GB รวมสูงสุด 26GB)

ประสิทธิภาพในการเล่นเกม และการใช้งานจากที่ทดสอบมา ‘ทำออกมาได้ดีสมราคา’ เริ่มกันที่คะแนนจากการทดสอบอย่าง AnTuTu, Geek Bench และ Wild Life Extreme Stress Test ดีกว่าว่าผลที่ได้จะเป็นยังไง (การเทสต์ทั้งหมดนั้น เป็นการเทสต์ด้วยการเปิด GT Mode)

  • AnTuTu Benchmark : เคาะคะแนนไปที่ 761,139 คะแนน
  • Geekbench : คะแนน Multi-Core 3,107 คะแนน และคะแนน Single-Core 1,109 คะแนน ส่วนคะแนน GPU 2,929 คะแนน
  • 3DMark Wild Life Stress Test : คะแนนสูงสุดที่ทำได้ 3,818 คะแนน พร้อมความเสถียร 97.6% โดยที่แบตเตอรี่ลดไป 6% และความร้อนขึ้นมาแค่ 4 องศา

ต้องบอกว่าสิ่งหนึ่งที่ realme 14 5G ทำได้ดี และประทับใจมากๆ คือ ‘การควบคุมความร้อน’ ตัวเครื่องมีระบบระบายความร้อนแบบ Bionic Cooling System หรือ Vapor Chamber ขนาด 6,000 ตารางมิลลิเมตร ทำให้ตลอดการทดสอบ หรือการเล่นเกม ไม่มีความร้อนเกิดขึ้นแบบรู้สึกมาถึงมือได้เลย ถึงแม้จะเทสต์มาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว อาจจะมีรู้สึกอุ่นๆ มือบ้างในกรณีที่ใช้งานหนักมากจริงๆ ในเกมที่กินทรัพยากรเยอะ หรือใช้งานกลางแจ้งที่มีอุณหภูมิสูงมากๆ โดยเกมที่เรานำมาทดสอบมีทั้งหมดตามนี้ (การเล่นเกมมีการเปิดใช้ GT Mode ตลอดการใช้งาน)

  • PUBG Mobile : สำหรับ PUBG Mobile สามารถปรับเฟรมเรทได้สูงสุดที่ 90FPS เหมือนกัน สามารถเล่นได้แบบหายห่วง ทั้งหน้าจอแสดงผลที่ให้มิติภาพชัดเจน และลำโพงคู่ที่ดังมากๆ แยกซ้ายขวารู้เรื่อง เฟรมไทม์หรือความลื่นไหลของการเล่นเรียกว่าไร้ที่ติ FPS วิ่งอยู่ในช่วง 88-90FPS ตลอดเวลา ไม่รู้สึกถึงความร้อนที่เกิดจากการใช้งาน ถึงแม้จะผ่านไปแล้ว 30 นาที 
  • Free Fire : สามารถปรับได้สูงสุด 90FPS ด้วยชิป Snapdragon 6 Gen 4 ที่ใช้ใน realme 14 5G ทำให้การเล่นเกมไม่มีหน่วงเลย สามารถเล่นแบบปรับเฟรมเรทสูงๆ ได้ กินใจทั้งเรื่องของความสมูท เฟรมไทม์ และฟีลลิ่งในการทัช ไม่มีหลุดนิ้ว เล่นไปได้ประมาณครึ่งชั่วโมง ก็ไม่มีอาการของเฟรมร่วงให้เห็น หรือความร้อนให้รู้สึก
  • RoV : เล่นแบบปรับสุดได้ทุกอย่างแบบสบาย สมฐานะกับคะแนน AnTuTu เจ็ดแสน FPS วิ่งอยู่ที่ 59-60FPS ตลอด ถึงแม้จะเป็นช่วงที่มีการใช้เอฟเฟกต์ หรือสกิลจากตัวละครเยอะๆ การสัมผัส และฟีลลิ่งในการจับถือหรือการทัชโอเคมาก
  • Genshin Impact : เกมกินสเปคประจำเครื่อง ถือว่าทำออกมาได้โอเคตามมาตรฐานของสมาร์ทโฟน Mid-range ปรับได้สูงสุด 60FPS ก็จริง แต่เฟรมเรทจะไม่ได้เกาะอยู่ที่ 60FPS นะ แนะนำให้ใช้ GT Mode ในการเล่น จังหวะโหลดฉาก หรือเวลาใช้สกิลของตัวละครเยอะๆ จะมีบ้างที่ FPS จะร่วงลงไป เพราะเกมค่อนข้างใช้ทรัพยากรเยอะ ส่วนความร้อนถือว่าขึ้นมาไว เล่นไปสักประมาณ 5-6 นาที ก็รู้สึกถึงความร้อนที่มือแล้ว (แต่ไม่ถึงขั้นร้อนแสบมือ แค่ร้อนแบบอุ่นๆ) ถ้าอยากเล่นให้ลื่นๆ เท่าที่จะทำได้ แนะนำให้เลือก Setting กราฟิกไปที่ตัวเริ่มต้น (ต่ำสุด) แล้วค่อยปรับเฟรมเรทเป็น 60FPS

จริงๆ แล้วความพิเศษอีกหนึ่งอย่างของ realme 14 5G ก็คือ โหมด ‘GT Boost’ ที่ช่วยรีดประสิทธิภาพ และเสริมประสบการณ์ในการเล่นเกมของตัวเครื่อง และชิปออกมาได้ดี ไม่มีปัญหาเรื่องของเฟรมเรทดรอป หรือความร้อนสูงให้มารำคาญใจ โดยเฉพาะฟีเจอร์ ‘ชาร์จแบบบายพาส’ ที่ทำให้การชาร์จไฟนั้น จะดึงพลังงานจากแหล่งจ่ายไฟโดยตรง แทนที่จะไปดึงพลังงานจากแบตเตอรี่ ใครที่ชอบเล่นเกมบนสมาร์ทโฟนน่าจะชอบกันอย่างแน่นอน!

นอกจากเรื่องความร้อนแล้ว ระยะเวลาในการใช้งานก็เป็นอีกหัวใจสำคัญ ด้วยแบตเตอรี่กราไฟต์ขนาด 6,000 mAh เหมาะมากๆ กับการเอามาใช้งานนานๆ เน้นเล่นเกม หรือเอนเตอร์เทนเมนท์ แถมการชาร์จก็ให้เป็นระบบ SUPERVOOC Charge 45W (แถมมาให้ในกล่อง) ชาร์จภายใน 30 นาที จาก 1% ก็ได้แบตเตอรี่มาเพิ่มถึง 43% พร้อมรองรับอายุการใช้งานแบตเตอรี่ยาวนานถึง 4 ปี โดยที่สุขภาพแบตเตอรี่ไม่ลดลงต่ำกว่า 80%

การใช้งานทั่วไป หรือการเล่น Social Media อันนี้ยิ่งไม่ต้องเป็นกังวล ทั้งของความลื่นไหล และหน้าจอที่ให้มานั้น เอื้อต่อการใช้งานมากๆ เลย ตั้งแต่หน้าจอแบบแบน (Flat Screen) ขนาด 6.67 นิ้ว AMOLED ความละเอียด FHD+ รีเฟรชเรท 120Hz และความสว่างสูงสุด 2,000 nits แสดงผลสีสด สู้แสงกลางแจ้งได้โอเค

ลำโพงคู่บน-ล่าง อาจจะไม่ได้เด่นเรื่องมิติเสียงมากนัก แต่ถ้าเรื่องความดังกระหึ่มต้องยกให้เลย เพราะมาพร้อมกับฟีเจอร์บูสต์เสียง 300% ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม แยกเสียงซ้ายขวาชัดเจนดี ตัวหน้าจอมีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือแบบ Optical และการสแกนใบหน้า การใช้งานจริงจากที่ทดลองมาตอบสนองได้ดี และรวดเร็ว แต่เสียดายเล็กๆ ที่ตำแหน่งสแกนลายนิ้วมืออยู่ต่ำไปหน่อย ทำให้การถือมือเดียวอาจจะลำบากพอสมควร ถ้าต้องปลดล็อกหน้าจอ

กล้อง 50MP ที่ยังไปไม่ถึงภาพมุมกว้างมาก

สำหรับการใช้งานถ่ายภาพนิ่ง เรียกว่าอยู่ในมาตรฐานของมือถือ Mid-range รายละเอียดภาพไม่ได้คมชัดมาก เมื่อเทียบกับความเป็นเซนเซอร์ 50MP ถ้าใครจะซื้อมาเพื่อเน้นงานซูมคงไม่ตอบโจทย์ ระยะที่พอโอเค หรือใช้งานได้จริงๆ คือช่วง 2x จนถึง 3x แต่การขยายช่วงไดนามิก หรือการเก็บรายละเอียดพวกเงา ส่วนที่มืด และสว่าง ทำออกมาได้ดี รวมไปถึงโทนสีภาพนั้น จะไม่ได้ดึงค่า Saturation ขึ้นมาสูง จะยังคงโทนสีธรรมชาติให้ได้มากที่สุด ซึ่งข้อดีก็คือทำให้ผู้ใช้งานมีอิสระในการนำภาพไปปรับแต่งต่อได้ง่าย

อีกสิ่งที่กล้องของ realme 14 5G ทำได้ดี คือการจัดการ noise ในภาพถ่าย เมื่อถ่ายในสภาวะที่มีแสงน้อย มาจากผลของ AI HyperRAW เข้ามาช่วยประมวลผลให้ภาพที่ได้ออกมา มีความชัดเจนมากที่สุด ถึงแม้จะถ่ายในที่มืด เลยทำให้การถ่ายภาพกลางคืนได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นด้วย

ในส่วนของลูกเล่นอื่นๆ จากโหมดกล้อง ก็มีมาให้เลือกใช้เยอะเหมือนกัน ลดความจำเจของการถ่ายภาพไปได้ ไม่ว่าจะเป็น ‘ฟิลเตอร์ฟิลม์ และฟิลเตอร์สี’ หรือ ‘โหมดท้องถนน (Street Mode)’

และ AI Snap Mode ใช้สำหรับการถ่ายภาพสิ่งที่เคลื่อนไหวเร็วๆ ให้ออกมาชัดเจน ด้วยความเร็วชัตเตอร์ 1/10000 วินาที เช่น ภาพน้องแมวที่กำลังขยับไปมา

แต่จุดที่น่าเสียดายมากๆ คือการ ‘ไม่มีกล้องอัลตราไวด์’ มาให้ใช้งาน ดังนั้น อาจจะเป็นอีกหนึ่งข้อพิจารณาของคนที่ชอบถ่ายภาพมุมกว้างมาก และใช้งานอัลตราไวด์บ่อยๆ แต่ถ้าไม่ซีเรียสในจุดนี้ การใช้งานกล้องโดยรวมก็ถือว่าโอเคเลย

กล้องหน้าดูดี ถ่ายแล้วมีออร่า

กล้องหน้า 16MP ของ realme 14 5G เป็นกล้องหน้าที่ถือว่าโดดเด่นเรื่องงานผิว หรือโหมดบิวตี้แบบเห็นได้ชัด ให้รายละเอียดภาพที่โอเค ไดนามิก และสกินโทน กับการแสดงผลสีภาพที่เป็นธรรมชาติ

งานวิดีโอเพียงพอต่อการใช้งาน ดีต่อใจในราคานี้

realme 14 5G รองรับการถ่ายวิดีโอสูงสุด 4K 30FPS สำหรับกล้องหลัง และ 1080p 30FPS ในกล้องหน้า สิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามาในรุ่นนี้จริงๆ คือ ‘โหมดถ่ายใต้น้ำ’ จากอานิสงส์ IP69 เลยทำให้สามารถนำสมาร์ทโฟนเครื่องนี้ ลงไปถ่ายภาพนิ่ง หรือวิดีโอใต้น้ำได้เลย นอกจากนั้น เวลากดออกจากโหมดก็จะไล่น้ำออกจากลำโพงให้ด้วยอัตโนมัติ หรือถ้ายังไม่พอใจ ในหน้าตั้งค่าเมนูสุดท้าย ‘realme Lab’ จะมีฟีเจอร์ให้เราสามารถกดไล่น้ำออกจากลำโพง แยกให้ต่างหากด้วย

การใช้งาน AI และซอฟต์แวร์ที่ตอบโจทย์

realme 14 5G มาพร้อมกับ realme UI 6 บนพื้นฐาน Android 15 ตั้งแต่แกะกล่อง โดยจุดเด่นหลักคือการที่เรา สามารถปรับแต่งอินเทอร์เฟซ หรือธีมได้เยอะมากๆ ฟีเจอร์อำนวยความสะดวกในการใช้งานก็ยังคงมีให้ใช้งาน ไม่ว่าจะเป็น ‘Sidebar’ ทางลัดที่สามารถนำไฟล์รูปภาพ ซึ่งจำเป็นต้องใช้งานบ่อยๆ มาเก็บไว้ได้ผ่าน File Dock แถมเป็นทางลัดสำหรับเข้าใช้งานฟีเจอร์พิเศษอื่นๆ ได้อีกด้วย เช่น การแปลหน้าจอ (ด้วย Google Lens)

พร้อมกับ Circle to Search ที่ให้มาพร้อมกับ Android 15 ก็มีมาให้ใช้งานเหมือนกัน ส่วนฟีเจอร์ AI ที่เกี่ยวข้องกับรูปภาพ มีให้ใช้งานอยู่สามฟีเจอร์หลักๆ คือ AI Eraser, AI Clear Face, AI Unblur และ AI ลบเงาสะท้อน

สเปค realme 14 5G และ realme 14 Pro 5G

สเปคrealme 14 5Grealme 14 Pro 5G
หน้าจอ6.67” FHD+ AMOLED (120Hz)จอแบน6.77” FHD+ AMOLED (120Hz)จอโค้งสองด้าน
ความสว่างสูงสุด2,000 นิต4,500 นิต
ชิปเซตSnapdragon 6 Gen 4Dimensity 7300 Energy
หน่วยความจำ12GB12GB
พื้นที่จัดเก็บข้อมูล256/ 512GB512GB
กล้องหลังกล้องหลัก 50MP (f/1.8) OISกล้องหลัก 50MP (f/1.8) OIS Sony IMX882 
กล้องหน้า16MP (f/2.4) EIS16MP (f/2.4)
การเชื่อมต่อ5G / WiFi 6 / Bluetooth 5.25G / WiFi 6 / Bluetooth 5.2
แบตเตอรี่6,000mAh (ชาร์จเร็ว 45W)6,000mAh (ชาร์จเร็ว 45W)
ทนน้ำทนฝุ่นIP66/ IP68/ IP69IP66/ IP68/ IP69
ซอฟต์แวร์realme UI 6.0 (Android 15) realme UI 6.0 (Android 15) 

realme 14 Pro รุ่นพี่จอโค้ง ชิป Dimensity 7300 แถมเปลี่ยนสีได้ด้วย

ใครที่ชอบดีไซน์ที่แอดวานซ์ขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับความพรีเมียมด้วยดีไซน์จอโค้งต้อง realme 14 Pro 5G เลย มีความแตกต่างกับรุ่นน้องหลักๆ ในเรื่องของงานดีไซน์ และชิปเซตที่ใช้ จากภาพเราจะเห็นได้เลยว่า ‘ลวดลายของฝาหลัง’ ที่เรียกว่า ‘Pearl Design’ สะดุดตาโดนใจผู้เขียนมากๆ โดย realme ได้ไปร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบชื่อดังจากเดนมาร์ก ยิ่งไปกว่านั้นจุดขายหลักอีกหนึ่งอย่างก็คือ ‘ฝาหลังสามารถเปลี่ยนสีได้’ หากตัวเครื่องเจออุณหภูมิที่ต่ำกว่า 16° ลงไป 

มาพร้อมจอโค้งสองด้าน Curved Vision ขนาด 6.77 นิ้ว Amoled รีเฟรชเรท 120Hz ความสว่างสูงสุด 4,500 nits มาตรฐานการกันน้ำกันฝุ่น IP66/IP68/IP69 ลำโพงคู่ พร้อมฟีเจอร์บูสต์เสียง 300% ส่วนแบตเตอรี่ จะมีขนาด 6,000 mAh และความเร็วการชาร์จ 45W เหมือนกับรุ่นน้องอย่าง realme 14 5G เลย แต่ใช้ชิปเซตเป็น Dimensity 7300 Energy ซึ่งให้ผลลัพธ์การเล่นเกม กับการระบายความร้อนที่ดีเหมือนกัน เล่นเกมทั่วไปได้แบบเฟรมเรทลื่นๆ คงที่ จอแสดงผลเต็มตามากๆ ยิ่งพอเป็นจอโค้งแล้ว

โมดูลกล้องยังคงใช้เป็นดีไซน์แบบทรงกลม โดยมีการสลักคำว่า HYPERIMAGE+ ไว้ตรงบริเวณวงแหวนรอบโมดูลกล้องด้วย คล้ายๆ กับที่มีอยู่ใน GT Series พร้อมไฟแฟลชสามดวงที่เรียกว่า ‘MagicGlow’ ไฟแฟลชที่สามารถปรับโทนสีได้หลายรูปแบบ ใช้สำหรับการถ่ายภาพกลางคืน หรือปรับโทนผิวของตัวแบบให้โดดเด่นออกมา

กล้องหลักความละเอียดอยู่ที่ 50MP ใช้เซนเซอร์ขนาด 1/1.95 Sony IMX882 รูรับแสง f/1.8 พร้อม OIS พร้อม Digital Zoom สูงสุด 20 เท่า และกล้องหน้าความละเอียด 16MP f/2.4 ด้วยการมีเทคโนโลยี HYPERIMAGE+ มาช่วยในการประมวลผลรูปภาพ ภาพที่ได้นั้น มีรายละเอียดที่คมชัด และการขยายช่วงไดนามิกดีขึ้นมาก หากเทียบกับรุ่นน้องแล้ว จะโดดเด่นเรื่องการแสดงผล และสีสันของภาพมากๆ

สเปค realme 14 Pro 5G

ราคาและการวางจำหน่าย

Realme 14 5G วางจำหน่ายในไทยทั้งหมด 3 สี ได้แก่ สีเงิน (Mecha Silver) สีเทา (Strom Titanium) และสีชมพู (Warrior Pink) สองรุ่นความจุ

  • รุ่นความจุ 12GB + 256GB (11,999 บาท) 
  • รุ่นความจุ 12GB + 512GB (13,999 บาท)

ส่วน realme 14 Pro 5G มีวางจำหน่ายด้วยกันสองสี คือ สีขาว (Pearl White) และสีเทา (Suede Gray) รุ่นความจุเดียวเท่านั้น

  • รุ่นความจุ 12GB + 512GB (14,999 บาท)