เสิร์ฟรีวิว Samsung Galaxy S26 Ultra สมาร์ตโฟนที่เรียกได้อย่างเต็มปากว่า ‘AI Phone’ แห่งยุค ในปีนี้อัปเกรดใหม่หลายจุด จัดเต็มครบชุดทั้งหน้าจอ, กล้องหลัง, กล้องหน้า, ดีไซน์, ระบบการชาร์จ และซอฟต์แวร์ที่ให้ฟีเจอร์มาแบบจัดเต็มกว่าเดิม DroidSans ขอมาสรุปและรีวิวให้เพื่อน ๆ ได้ดูกันว่าเจ๋ง แจ๋ว จ๊าบ มากสักแค่ไหน !
Galaxy S26 Ultra ดีไซน์โค้งมนขึ้น ฟีลลิ่งการจับถือที่เปลี่ยนไป (ในทางที่ดี)
อย่างแรกที่ ‘สะดุดตามากที่สุด’ เมื่อได้เห็น Samsung Galaxy S26 Ultra ก็คือ ‘เลนส์กล้องหลังทั้งสามตัว’ ที่วางเรียงกันอย่างสวยงามบนโมดูลกล้องทรงแคปซูลแบบใหม่ ฐานยกนูนสูงดูพรีเมียมเป็นพิเศษ บริเวณด้านข้างเป็นเซนเซอร์เสริม กล้องเทเลโฟโต้ตัวที่ 2 และไฟแฟลช

ที่สำคัญคือในครั้งนี้ Galaxy S26 Ultra ปรับให้มุมเครื่องโค้งมนมากขึ้นกว่าเดิม หากเทียบกับ Galaxy S25 Ultra ก็จะเห็นได้แบบชัดเจน ส่วนตำแหน่งของปุ่มหรือพอร์ตเชื่อมต่อต่าง ๆ เช่น ปุ่มพาวเวอร์, ปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง ยังคงอยู่ในตำแหน่งเดิม
เฟรมเครื่องเปลี่ยนมาใช้เป็นอะลูมิเนียม คาดว่าเพื่อทำให้การระบายความร้อนดีขึ้นกว่าเดิม และส่งผลให้น้ำหนักตัวเครื่องเบากว่าเดิมด้วย Galaxy S26 Ultra มีน้ำหนัก 214 กรัม ซึ่งเบากว่ารุ่นที่แล้ว 5 กรัม การจับถือให้ฟีลลิ่งดีกว่ารุ่นที่ใช้เฟรมไทเทเนียมระดับหนึ่ง อาจเป็นเพราะสันเฟรมเครื่องใกล้ ๆ ขอบจอมีการตัดขอบให้มนมากขึ้นด้วย




เฟรมเครื่องเป็นสีเดียวกับตัวเครื่องไปเลย (ซึ่งชอบมาก) ท้ายปากกา S Pen สีตามตัวเครื่อง และมีการปรับให้โค้งรับ Shape มุมเครื่อง ทำให้การใส่ปากกากลับเข้าไปอาจต้องสังเกตกันสักหน่อยว่าใส่ถูกหรือยัง เพราะถ้าใส่ผิดฝั่งจะเป็นตามรูป ส่วนสีของด้ามปากกาจะมีแค่สีดำกับสีขาวตามเฉดเครื่องที่เลือกซื้อเท่านั้น
- เฉดสว่าง – ด้ามปากกาสีขาว
- เฉดเข้ม – ด้ามปากกาสีเทาเข้ม

หน้าจอสว่าง คมชัดสีสด แต่ทีเด็ดคือ Privacy Display
หน้าจอของ Samsung Galaxy S26 Ultra มีขนาด 6.9 นิ้ว ที่ยังคงเป็นพาเนลหน้าจอ Dynamic AMOLED 2X ความละเอียด WQHD+ อัตรารีเฟรชหน้าจออัจฉริยะ 1-120Hz ความสว่างหน้าจอ 2,600 นิต ครอบทับด้วยกระจกหน้าจอที่มีคุณสมบัติ ‘ลดแสงสะท้อนหน้าจอ’ มาให้เช่นเคย



สิ่งแรกที่เปลี่ยนแปลงไปของหน้าจอ Galaxy S26 Ultra ก็คือการยกเครื่องให้การแสดงผลของหน้าจอ ‘รองรับมาตรฐาน 10-bit’ ที่รองรับการแสดงผลสีได้มากถึง 1,000 ล้านสี ในขณะที่จอแบบ 8-bit จะแสดงได้แค่ประมาณ 16.7 ล้านสีเท่านั้น
การรับชมคอนเทนต์ในสถานที่ In-door หรือ Out-door สามารถแสดงผลภาพที่คมชัด ความสว่างที่ดี และสีสันที่สดใสได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขึ้นชื่อว่าสมาร์ตโฟนของทาง Samsung มั่นใจเรื่องคุณภาพหน้าจอได้เลย !

หน้าจอกันส่อง Privacy Display
นวัตกรรมใหม่สุด Exclusive ที่เปิดตัวมาพร้อมกับ Galaxy S26 Ultra ก็คือหน้าจอกันส่องระดับฮาร์ดแวร์ ‘Privacy Display’ ที่สามารถทำหน้าที่แทนฟิลม์กันเผือกได้เป็นอย่างดี แต่ที่น่าสนใจไปกว่านั้นก็คือ ‘สามารถควบคุมหรือเปิด-ปิดผ่านซอฟต์แวร์ได้ด้วย’ เลือกได้ว่าอยากให้หน้าจอเปิดโหมดกันเผือกเมื่อไหร่ หรือกลับมาเป็นหน้าจอปกติตอนไหน

การทำงานของ Privacy Display คร่าว ๆ จะเป็นการควบคุมลึกไปถึงระดับเม็ดพิกเซลบนหน้าจอ เพราะทาง Samsung ได้ออกแบบโครงสร้างพิกเซลมา 2 ชนิด ได้แก่
- Wide Pixel : พิกเซลมุมกว้างที่สามารถมองเห็นได้ในมุมกว้าง
- Narrow Pixel : พิกเซลมุมแคบที่มองเห็นได้ในมุมมองจำกัด
เวลาใช้งานหน้าจอในโหมดปกติ พิกเซลทั้งสองชนิดจะทำงานไปพร้อมกัน เลยมองเห็นได้จากทุกมุมตามปกติ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเปิดใช้งานฟีเจอร์ ‘หน้าจอกันเผือก หรือ Privacy Display’ พิกเซลมุมกว้าง (Wide Pixel) ก็จะโดนลดความสว่างลงไป เหลือเพียงแค่พิกเซลมุมแคบ (Narrow Pixel) ที่ยังสว่างหรือทำงานปกติ


บวกกับโครงสร้างที่เป็นเหมือนกับแผงกั้นเล็ก ๆ รอบพิกเซล เลยทำให้แสงหน้าจอสามารถมองเห็นได้ในองศาการมองที่จำกัด หรือก็คือการมองจากมุมตรงเพียงเท่านั้นค่ะ
วิธีเปิดใช้งานฟีเจอร์ Privacy Display
- ปัดแผงควบคุมด่วน (Quick Panel) ลงมา
- เลื่อนลงมาหาเมนู Privacy Display บริเวณฝั่งซ้ายมือของ Quick Panel
- กดเพื่อเปิดโหมด ‘หน้าจอกันส่อง’ หรือกดค้างเพื่อเปิดการตั้งค่าเพิ่มเติมของฟีเจอร์ Privacy Display

หรือในกรณีที่เราจะเปิดการทำงานฟีเจอร์ Privacy Display ผ่านแอปฯ ตั้งค่าของระบบโดยตรง ให้ทำการไปที่หัวข้อ ‘การแสดงผล’ (Display) จากนั้นจะเจอกับเมนู Privacy Display สามารถเปิด-ปิด และตั้งค่าอื่น ๆ เพิ่มเติมได้เช่นกัน
การตั้งค่าหรือการใช้งานแบบละเอียด ‘เมื่อเทียบกับฟิลม์กันเสือกแบบปกติ Privacy Display ดีกว่ายังไง’ เดี๋ยวทีมงาน DroidSans จะมีบล็อกสรุปออกมาให้ดูกันอย่างแน่นอนค่ะ! เบื้องต้นรีวิวครั้งนี้ขอไล่หัวข้อการตั้งค่าเพิ่มเติมอื่น ๆ สำหรับ Privacy Display ก่อนเป็นหลัก

- Turn on Privacy Display : เปิด-ปิดการทำงานฟีเจอร์ Privacy Display
- Conditions for Turning on : หากเปิดเอาไว้ Privacy Display จะเปิดการทำงานตามเงื่อนไขที่กำหนดค่าเอาไว้เท่านั้น โดยไม่จำเป็นต้องกดเปิดฟีเจอร์ Privacyu Display เอาไว้ตลอดเวลา ได้แก่
- Apps : เลือกแอปพลิเคชันที่ต้องการให้ Privacy Display เปิดการทำงานเมื่อเปิดแอปฯ นั้น ๆ ขึ้นมา
- PIN, pattern, password : เมื่อปรากฎหน้ากรอก PIN, pattern หรือ password ขึ้นมาขณะอยู่ในหน้าจอล็อก การตั้งค่าหรือโฟลเดอร์ที่ปลอดภัย (Secure Folder) หน้าจอกันส่อง Privacy Display จะทำงานทันที
- Notification pop-ups : ฟีเจอร์กันส่องจะทำงานเฉพาะเวลา ‘ป็อปอัปการแจ้งเตือน’ เด้งขึ้นมาเท่านั้น (กันส่องเฉพาะส่วน ไม่ได้กันส่องทั้งหน้าจอ)


- Maximum privacy protection : โหมดกันส่องขั้นสูงที่จะทำให้การแอบมอง หรือการพยายามส่องหน้าจอจากข้าง ๆ ทำได้ลำบากกว่าเดิม (จำเป็นต้องเปิดพร้อมกับ Privacy Display)

กล้องระดับ Ultra คมชัด สู้แสง ถ่ายในที่แสงน้อยได้เก่งขึ้น
ปีนี้ Samsung Galaxy S26 Ultra มีกล้องหลังทั้งหมด 4 ตัวเหมือนเดิม ดูจากเลขสเปคอย่างเดียวจะเหมือนว่าไม่ได้มีการอัปเกรดอะไรเพิ่มเติมเข้ามา ‘แต่ค่าไมครอนหรือที่เรียกว่า Pixel Size ใหญ่ขึ้น’ ส่งผลให้การถ่ายภาพเมื่อมาดูคุณภาพไฟล์โดยรวมแล้ว ‘มีคุณภาพที่ดีขึ้นคมชัดกว่าเดิม’
สเปคกล้องของ Samsung Galaxy S26 Ultra
- กล้องหลัก : 200MP (f/1.4) เซนเซอร์ S5KHP2 | กันสั่น OIS และออโต้โฟกัส
- กล้องอัลตราไวด์ : 50MP (f/1.9) เซนเซอร์ S5KJN3 | มุมมองกว้าง 120˚ และออโต้โฟกัส
- กล้องเทเลโฟโต (1) : 10MP (f/2.4) เซนเซอร์ S5K3LD ออปติคัลซูม 3 เท่า | กันสั่น OIS และออโต้โฟกัส
- กล้องเทเลโฟโต (2) : 50MP (f/2.9) เซนเซอร์ IMX854 ออปติคัลซูม 5 เท่า | กันสั่น OIS และออโต้โฟกัส
- กล้องหน้า : 12MP (f/2.2) เซนเซอร์ IMX874

โทนภาพเป็นยังไง โทนสีดีขึ้นหรือเปล่า ?
โทนสีหรือสกินภาพน่าจะเป็นจุดที่ผู้อ่านหลาย ๆ คนอยากรู้ เพราะนับจากการอัปเกรดมาจาก Galaxy S24 Ultra > Galaxy S25 Ultra ก็ยังรู้สึกได้ว่าโทนภาพยังมีความเป็นธรรมชาติมากจนเกินไปนิดนึงอยู่ดี (ในบางสภาวะแสงที่ไม่เอื้ออำนวย)
แต่การมาถึงของ Galaxy S26 Ultra ปีนี้ ‘ซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ปรับจูนมาดีขึ้นแบบเห็นได้ชัด’ สีผิวหรือสกินโทนจากตัวอย่างภาพถ่ายที่ทีมงาน DroidSans ได้ไปทดสอบมา ‘มีความชมพูและสวยเคลียร์มากขึ้น’ โทนสีใกล้เคียงกันทั้งกล้องหลัก และกล้องเทเลโฟโต้

การถ่ายรูปในโหมด Portrait ยังมอบเอฟเฟกต์ละลายหลัง และการตัดขอบได้เนียนตาเช่นเคย รายละเอียดผิวหรือดีเทลต่าง ๆ ยังมีความคมชัดเริ่ด ๆ เลย ไม่เบลอไม่ดูเป็นวุ้น นอยส์ไม่โผล่ให้วุ่นวายใจ เก็บดีเทลของดวงตาได้ดีแบบใสแจ๋ว
ส่วนกล้องอัลตราไวด์ 50MP จากที่ได้นำไปทดสอบการถ่ายมา ก็สามารถรักษาโทนสี และการจัดการแสงได้ดีใกล้เคียงกับกล้องหลักเลย ไปจนถึงการถ่ายในที่แสงน้อยแบบ LOW LIGHT หรือ FLASH ON อันนี้เห็นได้ชัดเลยว่า ‘พัฒนาขึ้นมาเยอะพอสมควร’ โดยเฉพาะการจัดการนอยส์ในรูปภาพ หรือการเก็บดีเทลของใบหน้าให้ออกมาคมชัดแม้จะเป็นที่แสงน้อย

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหลัง Samsung Galaxy S26 Ultra
(…อยู่ระหว่างการอัปเดตข้อมูล…)
กล้องหน้า 12MP ความละเอียดพิกเซลเท่าเดิม แต่ได้มุมมองที่กว้างขึ้นกว่าเดิมจากรุ่นที่แล้วอย่าง Galaxy S25 Ultra ใครเป็นสายเซลฟี่ หรือชอบถ่ายรูปคู่กับแก๊งเพื่อน ๆ ด้วยกล้องหน้าบอกเลยว่าตอบโจทย์แน่นอนค่ะ

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหน้า Samsung Galaxy S26 Ultra
(…อยู่ระหว่างการอัปเดตข้อมูล…)
งานวิดีโอลื่นไหล คมชัด ไว้ใจได้ที่สุดของทางฝั่ง Android
Samsung Galaxy S26 Ultra รองรับภารถ่ายวิดีโอ 4K ที่ 60fps ทุกเลนส์ หรือความละเอียด 8K ที่ 30fps สำหรับกล้องหลัก, กล้องอัลตราไวด์ และกล้องเทเลโฟโต้ปริทรรศน์ 5 เท่า


ดีเทลเล็ก ๆ ที่เพิ่มเข้ามาก็คือ ‘การระบุเวลาที่สามารถถ่ายวิดีโอได้’ โดยจะเปลี่ยนไปตามความละเอียดหรือ FPS ที่กำหนดค่าเอาไว้ และอ้างอิงจากพื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่เหลืออยู่ นอกจากนั้นโหมดต่าง ๆ ก็ให้มาแบบจัดเต็มเช่นเคย ตอบโจทย์สำหรับคนทำงาน Production ที่ต้องการนำไฟล์ไปใช้ต่อในขั้นตอน Post-production
- APV HDR : โคเดควิดีโอแบบใหม่ของทาง Samsung ที่พัฒนาร่วมกับ Qualcomm ตัวไฟล์มี Video Bitrate ที่สูง (แลกมาด้วยขนาดไฟล์ใหญ่มหาศาล 1 นาที ขนาดไฟล์ปาไป 12GB)
- LOG : โหมดสำหรับการนำวิดีโอไปเกรดสีต่ออีกทีหนึ่ง แต่สำหรับ Galaxy S26 Ultra จะมีตัวของ LUT ให้เลือกใช้อยู่ประมาณ 6 พรีเซ็ตหลัก ๆ ใช้งานแบบเรียลไทม์หรือไปใส่ตอน Edit ผ่านแอปฯ แกลเลอรีก็ได้
- Horizontal Lock : ฟีเจอร์ช่วยให้แนวขอบฟ้าของภาพในวิดีโอมีความนิ่ง และตรงหรือเสถียรมากยิ่งขึ้น ไม่ต้องกังวลแม้กล้องจะหมุนไปมาก็ตาม (อารมณ์เหมือนกล้อง Action)

Galaxy AI ดีอยู่แล้ว แต่ทำให้ดีขึ้นไปอีกกก~
One UI 8.5 บนพื้นฐานของระบบปฏิบัติการ Android 16 เปิดตัวมาพร้อมกับ Galaxy S26 Series ถึงแม้จะอยู่บนพื้นฐานเดียวกันกับ One UI 8 แต่ฟีเจอร์หรือการปรับเปลี่ยนดีไซน์เล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ลื่นไหลขึ้น และใช้งานได้คล่องตัวกว่าเดิม ก็ทำให้เป็นระบบปฏิบัติการทางฝั่ง Android ที่ยังน่าใช้เป็นเบอร์ต้น ๆ อยู่


ฟีเจอร์ Galaxy AI บน One UI 8.5 ของใหม่อาจไม่เยอะ แต่เน้นไปที่การทำให้ของเดิมที่มีอยู่แล้ว และฟีเจอร์ที่ดีอยู่แล้ว สามารถใช้งานให้ดีขึ้นไปอีกระดับ เช่น Now Brief ที่อัปเดตให้มีข้อมูลสรุปในแต่ละช่วงของวันมากขึ้น
Now Nudge ผู้ช่วยคอยสะกิด
Now Nudge ของใหม่ที่เปิดตัวมาในงาน Galaxy Unpacked ถือว่าเป็นทีเด็ดเลยก็ว่าได้ ฟีเจอร์นี้จะทำหน้าที่เป็น ‘ผู้ช่วยส่วนตัวคอยสะกิด’ อำนวยความสะดวกให้เราเวลาคุยแชทหรือกอกแบบฟอร์ม ‘ด้วยการแนะนำข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาให้บนคีย์บอร์ด’ ทำให้ลดเวลาพิมพ์หรือย่นระยะเวลาในการตัดสินใจได้ดีขึ้นมาก
ช่วยสะกิด ‘เตือน’ ว่ามีนัดแล้วหรือยัง
เช่น ‘เพื่อนนัดเราไปดูหนังวันพุธนี้’ ถ้าเกิดในแอปฯ Calendar ของเรามีการบันทึกกิจกรรม/นัดหมายอื่นไว้แล้ว Now Nudge จะขึ้นแจ้งเตือนบอกเราบนแถบเครื่องมือของคีย์บอร์ดให้ทันที ‘ว่าเรามีนัดหมาย/กิจกรรมอื่นอยู่แล้ว’ พร้อมรายละเอียดของชื่อกิจกรรม/นัดหมายที่บันทึกไว้ก่อนหน้า และในอีกกรณีนึงก็คือ Now Nudge จะแนะนำคำตอบให้เราว่าควรพิมพ์กลับไปอย่างไรดี

ช่วยสะกิด ‘ตำแหน่ง’ เปิดตำแหน่งสถานที่บน Maps ให้
กรณีต่อมาคือ ‘เพื่อนส่งแค่ชื่อของสถานที่มาให้’ จากเดิมที่เราจะต้องกด Copy หรือจำข้อความนั้น ๆ แล้วสลับไปเสิร์ชด้วยตนเองบน Maps ต่อจากนี้เมื่อในห้องแชท Now Nudge ตรวจเจอข้อความซึ่งเป็นชื่อสถานที่ส่งมาเมื่อไหร่ ระบบจะขึ้น Shortcut ให้เรากดดูเส้นทางบน Maps ทันที

ช่วยสะกิด ‘หารูปถ่าย’ ให้ตามคำขอ
เจ๋งไปกว่านั้นก็คือ ‘เพื่อนทักมาขอรูปถ่าย’ สมมุติว่าเรามีแมวชื่อ มะลิ แล้วเพื่อนทักมาหาว่า ‘ขอรูปมะลิหน่อย’ Now Nudge จะแนะนำคำสั่งหรือทางลัดให้เรากดเปิดแอปฯ แกลเลอรีทันที โดยหน้าต่างแอปจะพาเราไปอยู่ที่หน้ารวมรูปภาพของ มะลิ ซึ่งมีอยู่บนเครื่องให้เลย


แอปพลิเคชันที่สามารถทำงานร่วมกับ Now Nudge ได้ ณ ตอนนี้จากที่ทดสอบมาจะมี LINE, Google Message, Kakao Talk และ Instagram ส่วนแอปฯ แชทอื่น ๆ อาจต้องรอการอัปเดตในอนาคตอีกทีหนึ่ง
Photo Assist ป้อนคำสั่งและแก้ไขเฉพาะจุดได้แล้ว
ฟีเจอร์แก้ไขรูปภาพด้วย AI อย่าง Photo Assist อัปเกรดครั้งนี้เจ๋งกว่าเดิมเยอะ เพราะนอกเหนือจากการวาด/เขียน/ย้าย/ลบ เพื่อแก้ไขรูปภาพแล้ว One UI 8.5 บน Galaxy S26 Ultra รองรับการพิมพ์ Prompt เพื่อแก้ไขรูปภาพโดยตรง จะเลือกวงเฉพาะบางส่วนของรูปเพื่อให้ AI แก้แค่จุดที่เลือกก็ได้
เช่น เปลี่ยนจากเค้กที่ถูกกินจนแหว่งไปแล้ว ให้กลับมาเป็นเค้กเต็มก้อนเหมือนเดิม เปลี่ยนภาพเซลฟี่ธรรมดาที่ดูไม่จัดเต็มเท่าไหร่ ‘สามารถเลือกวงเฉพาะส่วนของใบหน้า จากนั้นจึงใส่ Prompt ขอให้ปรับเมคอัพหรือใบหน้า’ โดยตรงก็ได้เช่นกัน


ฟีเจอร์ AI erase and move ก็ประมวลผลเร็วขึ้น ลบ/ย้ายวัตถุได้ง่าย ทำงานไวกว่าเดิม กลายเป็นฟีเจอร์ที่มีโอกาสได้ใช้งานในชีวิตประจำวันบ่อย ๆ กว่าเดิม
ที่พีคไปกว่านั้นก็คือ ‘Photo Assist มีไทม์ไลน์ให้ย้อนดูประวัติการแก้ไข’ ในกรณีที่เราเจนหรือแก้ไขภาพไปเรื่อย ๆ แล้วยังไม่พอใจสักที สามารถกดดูแท็บ ‘History’ เพื่อเลือกดราฟที่ต้องการย้อนกลับไปเลือกได้เลยทันที ไม่จำเป็นต้องบันทึกแล้วเซฟทับไปเรื่อย ๆ เหมือนแต่ก่อนแล้ว


ประสิทธิภาพ Snapdragon 8 Elite Gen 5 for Galaxy
ตัวชิปเซ็ตแรงเหลือเฟือสำหรับการใช้งานพื้นฐาน เช่น ไถฟีดโซเชียล สลับแอปไป-มา ประมวลผล AI ก็ไว ประมวลผลภาพถ่ายหรือเรนเดอร์วิดีโอบนแอปฯ ตัดต่อ เช่น CapCut ก็เร็ว ถ้าใครจะซื้อมาเพื่อใช้งานตามหัวข้อที่กล่าวไป สบายใจได้อย่างแน่นอนค่ะ
ดังนั้นการเล่นเกมกราฟิกโหด ๆ เราก็ได้นำไปทดสอบมาด้วยเช่นกัน เพื่อทดสอบว่าชิปเซ็ต Snapdragon 8 Elite Gen 5 for Galaxy ที่แรงขึ้นกว่าเดิม และแผ่นกราไฟต์ที่ปรับให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ‘จะทำให้ประสิทธืภาพความแรงกับการระบายความร้อน’ ของ Galaxy S26 Ultra ดีแค่ไหน !?

RoV
- กราฟิก (ภาพ HD) : สูงมาก
- เฟรมเรต : สูงมาก (60fps)
เกมพื้นฐานสามัญประจำสมาร์ตโฟน RoV เรือธงชิปตัวแรงรุ่นล่าสุด ‘เล่นได้สบายหายห่วงแน่นอน’ จากที่ทดสอบมา ณ ตอนนี้ Galaxy S26 Ultra รองรับการปรับค่าเฟรมเรตสูงสุดอยู่ที่ 60fps คาดว่าในอนาคตเร็ว ๆ นี้อาจมีการปรับให้สามารถเล่นแบบ 90fps ได้อย่างแน่นอนค่ะ
PUBG Mobile
- การแสดงผล : กราฟิกลื่นไหล (Ultra Extreme – 120fps) หรือกราฟิกแบบ HDR (Extreme Plus – 90fps)
ขยับมาที่เกม Battleground อย่าง PUBG Mobile กันบ้าง ตลอดเวลาที่ได้นำไปเล่นเกมนี้ทั้งการปรับกราฟิกต่ำเพื่อเน้นดันเฟรมเรตให้สูง 120fps และการปรับกราฟิกในระดับกลางค่อนไปทางสูงด้วย 90fps ‘เฟรมเรตลื่นและเสถียรมาก’ ไม่มีอาการเครื่องร้อนจนเฟรมดรอป
มิติของเสียงลำโพงซ้าย-ขวาดีตามแบบฉบับของมือถือเรือธง หน้าจอแสดงผลได้ดี ทัชสกรีนติดนิ้วแบบลื่น ๆ เลย
Genshin Impact
- การแสดงผล : ระดับสูง
- เฟรมเรต : 60fps
สุดท้ายคือ Genshin Impact เกมที่กินทรัพยากรสูงมากพอสมควร โดยถึงแม้จะเป็นเกมแนว Open World แต่การประมวลผลกราฟิก และการดึงประสิทธิภาพอย่างพลังดิบของชิป Snapdragon 8 Elite Gen 5 ถือว่าทำได้ดีโดยไม่มีอาการของเฟรมเรตกระตุกโผล่มาให้เห็นเลย ทั้งในจังหวะเข้าไฟต์ หน้าดาวน์โหลด หรือช่วงที่เสาวาร์ปเพื่อย้ายผืนที่ในแผนที่ขนาดใหญ่

นอกเหนือจาก ‘พลังของชิปที่แรง’ ก็ต้องยกเครติตให้กับ ‘ระบบจัดการความร้อนที่ดี’ ด้วยเหมือนกัน เพราะทาง Samsung ก็ใส่ใจและคอยพัฒนา Vapor Chamber ให้มีประสิทธิภาพสำหรับการจัดการกับความร้อนได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้ Galaxy S26 Ultra ที่นำมาทดสอบในครั้งนี้ ไม่มีเอฟเฟกต์หรือผลกระทบจากความร้อนระหว่างเล่นเกมให้เห็นเลย
- ความร้อนจากการเล่นเกม Genshin Impact นาน 30 นาที – ความร้อนเฉลี่ย 38-39 องศา
- ความร้อนจากการอัดวิดีโอ 4K ที่ 30fps นาน 30 นาที – ความร้อนเฉลี่ย 40 องศา
แบตเตอรี่ 5,000mAh แต่ชาร์จไวขึ้น 60W แล้วนะ !
ความจุแบตเตอรี่ 5,000mAh เท่าเดิม ใช้งานได้นานตลอดวันแม้เปิด 5G แต่ที่เป็นข่าวดีสำหรับชาว Galaxy ก็คือความเร็วในการชาร์จจากเดิม 45W อัปเกรดขึ้นมาเป็นความเร็ว Super Fast Charging 60W ภายใต้มาตรฐานใหม่ PD3.0 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว !


จากการทดสอบของทีมงาน DroidSans ได้ใช้เป็นหัวชาร์จมาตรฐาน PD3.0 ในช่วง 15 นาทีแรกได้แบตเตอรี่กลับมา 45% ด้วยกำลังไฟเฉลี่ยประมาณ 51W จากนั้นเมื่อชาร์จจนครบ 30 นาที กำลังไฟก็ค่อย ๆ ลดระดับลงมาจนเหลือเพียง 34W
สรุปการชาร์จแบต Galaxy S26 Ultra ‘จนเต็ม 100% ใช้เวลาเพียงแค่ 52 นาทีเท่านั้น’ สำหรับการทดสอบในครั้งนี้
สรุปการใช้งาน Samsung Galaxy S26 Ultra
Samsung Galaxy S26 Ultra ยกระดับจากสมาร์ตโฟนสู่การเป็น AI Phone อย่างเต็มรูปแบบ โดยให้ฟีเจอร์ที่สามารถใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวันหรือการทำงานมาแบบครบครัน เช่น Circle to Search, Photo Assist, Now Nudge และ Writing Assist พร้อมการอัปเกรดความเร็วการชาร์จเข้ามาให้ด้วย


ถึงแม้ว่าดูโดยภาพรวมจุดที่อัปเกรดขึ้นมาจะน้อย แต่ก็ต้องยอมรับค่ะว่าทุก ๆ การอัปเกรดของ Galaxy S26 Ultra เป็นการอัปเกรดที่ตรงจุด สมดุล และลงตัวมาก ๆ แก้ไขทุก Pain Point ซึ่งเคยเจอในรุ่นที่ผ่านมาได้เป็นอย่างดีเลย
ไหนจะนวัตกรรมอย่างเทคโนโลยีจอกันส่อง Privacy Display ที่สามารถใช้งานได้จริง และทดแทนฟิลม์กันเผือกได้ดีมาก ๆ ไม่ต้องมากังวลว่าการติดฟิลม์จะทำให้คุณภาพแสงหน้าจอดรอปลงไปหรือเปล่า เพราะว่าฟีเจอร์ Privacy Display ควบคุมผ่านตัวซอฟต์แวร์ได้ด้วย !

รายละเอียดสเปค Samsung Galaxy S26 Ultra
- หน้าจอ : Dynamic AMOLED 2X ขนาด 6.9 นิ้ว
- ความละเอียด : 3,120 x 1,440 พิกเซล (WQHD+)
- อัตรารีเฟรชเรต : 1 – 120Hz
- ความสว่างสูงสุด 2,600 nits
- รองรับ Privacy Display
- ชิปเซต : Snapdragon 8 Elite Gen 5 for Galaxy
- หน่วยความจำ (LPDDR5x) : 12GB / 16GB
- พื้นที่จัดเก็บ : 256GB / 512GB / 1TB
- กล้องหลัง 4 ตัว:
- กล้องหลัก 200MP (f/1.4) เซนเซอร์ S5KHP2 ขนาด 1/1.3 นิ้ว
- กันสั่น OIS และออโต้โฟกัส
- กล้องอัลตราไวด์ 50MP (f/1.9) เซนเซอร์ S5KJN3 ขนาด 1/2.5 นิ้ว
- มุมมองกว้าง 120˚ และออโต้โฟกัส
- กล้องเทเลโฟโต้ 10MP (f/2.4) เซนเซอร์ S5K3LD ขนาด 1/3.94 นิ้ว ออปติคัลซูม 3 เท่า
- กันสั่น OIS และออโต้โฟกัส
- กล้องเทเลโฟโต้ปริทรรศน์ 50MP (f/2.9) เซนเซอร์ IMX854 ขนาด 1/2.52 นิ้ว ออปติคัลซูม 5 เท่า
- กันสั่น OIS และออโต้โฟกัส
- กล้องหลัก 200MP (f/1.4) เซนเซอร์ S5KHP2 ขนาด 1/1.3 นิ้ว
- กล้องหน้า : 12MP (f/2.2)
- เสียง : ลำโพงคู่ระบบสเตอรีโอ
- รองรับ Dolby Atmos
- แบตเตอรี่ : 5000mAh
- รองรับชาร์จไว 60W มาตรฐาน Samsung PD3.0
- รองรับชาร์จไร้สาย 25W
- เครือข่าย : 5G
- การเชื่อมต่อ :
- Wi-Fi 7
- Bluetooth 5.4
- NFC
- USB-C 3.2 Gen 1
- เซนเซอร์ : สแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอแบบอัลตราโซนิค
- ความทนทาน : IP68
- ระบบปฏิบัติการ : One UI 8.5 บนพื้นฐาน Android 16
- ขนาด : 163.6 x 78.1 x 7.9 มม.
- น้ำหนัก : 214 กรัม
ราคาและการวางจำหน่าย
Samsung Galaxy S26 Ultra วางจำหน่ายด้วยกันทั้งหมด 4 สีหลัก ได้แก่ สีม่วง (Cobalt Violet) สีฟ้า (Sky Blue) สีขาว (White) และสีดำ (Black) โดยที่หน้าเว็บไซต์ samsung.com ก็จะมีอีกสองสีพิเศษสุด Exclusive ให้เลือกซื้อเพิ่มเติมอีกด้วยเช่นกัน คือ สีชมพู (Pink Gold) และสีเงิน (Silver Shadow)

- ความจุ 12GB + 256GB ราคา 46,900 บาท
- ความจุ 12GB + 512GB ราคา 54,900
- ความจุ 16GB + 1TB ราคา 66,900
โปรโมชันพิเศษสำหรับผู้ที่ Pre-order ล่วงหน้า Samsung Galaxy S26 Series ทุกรุ่น
โปรโมชันพิเศษตั้งแต่วันที่ 26 ก.พ. 69 – 10 มี.ค. 69 รับโปรสุดพิเศษเฉพาะผู้ที่พรีออเดอร์ และรับส่วนลดสูงสุด 17,000 บาท ที่ Samsung Experience Store และร้านค้าที่ร่วมรายการ
- ฟรี! เพิ่มความจุเป็น 2 เท่า มูลค่าสูงสุด 12,000.-
- ลดค่าเครื่องเพิ่มสูงสุด 5,000.- เมื่อนำเครื่องเก่ามาแลกเครื่องใหม่
- รับส่วนลด 30% สำหรับการแลกซื้อ Galaxy Watch l Galaxy Buds (คำสั่งซื้อเดียวกันเท่านั้น)
ผู้ที่ลงทะเบียนแสดงความสนใจล่วงหน้าเอาไว้ก่อนหน้านี้ สามารถนำโค้ดที่ได้รับมากรอกเพื่อรับเพิ่ม Galaxy SmartTag2 มูลค่า 1,090.- ฟรี


ไวแท้