จากข่าวที่มีการเผยแพร่ว่า จะมีการนำ AI หรือปัญญาประดิษฐ์เข้ามาเป็นตัวช่วย “วัดความเร็วเฉลี่ยรถยนต์” โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุจากการขับรถยนต์ด้วยความเร็วเกินกำหนด ทางเพจเฟซบุ๊กตำรวจทางหลวงออกมายืนยันแล้วว่าเป็นข่าวปลอม

(อัปเดต) ไม่มีนโยบายใช้กล้องตรวจจับความเร็วเฉลี่ยด้วย AI

(อัปเดต | 29 ม.ค. 2569) เพจเฟซบุ๊ก ‘ตำรวจทางหลวง’ ได้ออกมาชี้แจงว่า ข้อมูลกรณีมาตรการตรวจจับความเร็วแบบค่าเฉลี่ยไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

เบื้องต้นตำรวจทางหลวงยังคงใช้มาตรการตรวจจับความเร็วแบบเฉพาะจุด หรือการใช้กล้อง ASE (Automatic Speed Enforcement) ซึ่งใช้เรดาร์ตรวจจับความเร็วของรถตลอดเวลา

ยังไม่มีการใช้ระบบวัดความเร็วเฉลี่ย Average Speed Camera

ระบบวัดความเร็วที่ตกเป็นข่าวถูกเรียกว่า “ระบบกล้องจับความเร็วเฉลี่ย” หรือ Average Speed Camera ทำงานในรูปแบบการวัดแบบ Point-to-Point Speed (ความเร็วจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง) จากเดิมที่ใช้ระบบ Point Spped (วัดความเร็ว ณ จุดที่กำหนด)

การทำงานของกล้องแบบ Point Speed Camera จะเป็นการวัดความเร็วเคลื่อนที่เฉพาะจุดที่มีการติดตั้งกล้องอยู่เท่านั้น ซึ่งผู้ขับขี่บางรายก็อาจจะแอบลักไก่ด้วยการชะลอหรือค่อย ๆ เบรครถเมื่อถึงจุดที่มีกล้อง

ระบบวัดความเร็วเฉลี่ยแบบใหม่ ทำงานร่วมกับ AI ยังไง ?

ส่วนกล้อง AI แบบใหม่ (Point-to-Point Speed Camera) จะเป็นการวัดความเร็วของรถยนต์แบบจุด-ต่อ-จุด หรือก็คือใช้เวลาที่เดินทางจากจุดติดตั้งกล้อง A ไปจนถึงจุดติดตั้งกล้อง B จากนั้นระบบจะนำเวลาจริงที่ใช้เดินทางมาหารด้วยระยะทาง

หากความเร็วเฉลี่ยที่ได้ออกมานั้นเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ผู้ขับขี่ก็จะโดนใบสั่งอยู่ดี ถึงแม้จะใช้วิธีชะลอตอนเจอกล้องวัดความเร็ว แล้วไปขับเร่งทำเวลากลางทางเอาก็ตาม สุดท้ายก็ไม่รอดอยู่ดี

เพดานค่าปรับเพิ่มขึ้นสูงสุดเป็น 4,000 บาท ไม่เป็นความจริง

เพดานค่าปรับสูงสุดยังคงอยู่ที่ 1,000 บาท ไม่มีการปรับเพดานขึ้นเป็น 4,000 บาท ตามที่มีข้อมูลเผยแพร่ออกมาบนโลกอินเทอร์เน็ต

โดยผู้ที่ขับขี่เกินความเร็วที่กำหนด จะถูกตัดคะแนนใบขับขี่ 1 แต้ม และเมื่อถูกหัดจนครบ 12 แต้ม จะถูกลงโทษด้วยการสั่งพักใช้ใบขับขี่ทันที 90 วัน

ที่มา : SuperBike, ตำรวจทางหลวง