สำนักงานตำรวจแห่งชาติจับมือร่วมกับกระทรวงคมนาคม ยกระกับการบังคับใช้กฎหมายจราจร ด้วยการนำ AI หรือปัญญาประดิษฐ์เข้ามาเป็นตัวช่วย “วัดความเร็วเฉลี่ยรถยนต์” โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุจากการขับรถยนต์ด้วยความเร็วเกินกำหนด
เปลี่ยนไปใช้ระบบวัดความเร็วเฉลี่ย Average Speed Camera
ระบบวัดความเร็วที่จะนำมาใช้ในครั้งนี้เรียกว่า “ระบบกล้องจับความเร็วเฉลี่ย” หรือ Average Speed Camera โดยจะทำงานในรูปแบบการวัดเหมือน Point-to-Point Speed (ความเร็วจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง) จากเดิมที่ใช้ระบบ Point Spped (วัดความเร็ว ณ จุดที่กำหนด)
การทำงานของกล้องแบบเดิม (Point Speed Camera) จะเป็นการวัดความเร็วเคลื่อนที่เฉพาะจุดที่มีการติดตั้งกล้องอยู่เท่านั้น ซึ่งผู้ขับขี่บางรายก็อาจจะแอบลักไก่ด้วยการชะลอหรือค่อย ๆ เบรครถเมื่อถึงจุดที่มีกล้อง

ระบบวัดความเร็วเฉลี่ยแบบใหม่ ทำงานร่วมกับ AI ยังไง ?
ส่วนกล้อง AI แบบใหม่ (Point-to-Point Speed Camera) จะเป็นการวัดความเร็วของรถยนต์แบบจุด-ต่อ-จุด หรือก็คือใช้เวลาที่เดินทางจากจุดติดตั้งกล้อง A ไปจนถึงจุดติดตั้งกล้อง B จากนั้นระบบจะนำเวลาจริงที่ใช้เดินทางมาหารด้วยระยะทาง
หากความเร็วเฉลี่ยที่ได้ออกมานั้นเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ผู้ขับขี่ก็จะโดนใบสั่งอยู่ดี ถึงแม้จะใช้วิธีชะลอตอนเจอกล้องวัดความเร็ว แล้วไปขับเร่งทำเวลากลางทางเอาก็ตาม สุดท้ายก็ไม่รอดอยู่ดี
เพดานค่าปรับเพิ่มขึ้นสูงสุดเป็น 4,000 บาท

และเพดานค่าปรับจากเดิมที่สูงสุด 1,000 บาท ก็ได้ปรับเพดานค่าปรับขึ้นเป็นสูงสุด 4,000 บาท อ้างอิงจากระดับความรุนแรงของความเร็วหรือพื้นที่ที่ขับ เช่น เขตชุมชนหรือโรงเรียน เป็นต้น
หากขับขี่เกินความเร็วที่กำหนด จะถูกตัดคะแนนใบขับขี่ 1 แต้ม และเมื่อถูกหัดจนครบ 12 แต้ม จะถูกลงโทษด้วยการสั่งพักใช้ใบขับขี่ทันที 90 วัน
อ้างอิงจากรายงาน ‘ระบบวัดความเร็วเฉลี่ย’ จะเริ่มใช้งานตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. 2569 เป็นต้นไป
ที่มา : SuperBike

Comment