Apple Watch Ultra 4 สมาร์ทวอทช์ตัวท็อปดีไซน์สปอร์ตลุยๆ สำหรับคนที่ชอบท้าทาย ผจญภัยใหม่ๆ ที่ได้รับการออกแบบโครงสร้างภายในใหม่ทั้งหมด มาพร้อมการอัปเกรดครั้งใหญ่ ทั้งด้านชิปประมวลผล S11, ระบบเซนเซอร์สุขภาพใหม่, ความจุที่เพิ่มขึ้น, ระบบนำทางความถี่คู่ที่แม่นยำ และแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาวนานยิ่งขึ้น
ไฮไลต์เด่น Apple Watch Ultra 4
- ชิป S11 SiP ใหม่ล่าสุด : ประมวลผลแบบ 64-bit Dual-Core พร้อม 4-core Neural Engine ทรงพลังที่สุดในอุปกรณ์สวมใส่
- ความจุตัวเครื่อง 64GB : เพิ่มพื้นที่เก็บข้อมูล แอปพลิเคชัน แผนที่แบบออฟไลน์ และเพลงได้มากกว่าเดิมเท่าตัว
- วัดอัตราการเต้นหัวใจแม่นยำที่สุด : ระบบเซนเซอร์แบบออปติคัลและไฟฟ้าใหม่ ตรวจจับชีพจรได้แม่นยำที่สุดในบรรดา Smartwatch
- แบตเตอรี่ใช้งานยาวนาน 50 ชั่วโมง : ใช้งานทั่วไปได้นานกว่า 2 วัน และขยายได้สูงสุด 84 ชั่วโมง ในโหมดประหยัดพลังงาน
- คะแนนความพร้อม (Readiness Score) : ฟีเจอร์ใหม่วิเคราะห์ความพร้อมของร่างกายประจำวัน
- โหมดติดตาม GPS สูงสุด 45 ชั่วโมง : รองรับการออกกำลังกายกลางแจ้ง การวิ่ง และการเดินเขาระยะไกล
- หน้าจอ Retina LTPO3 OLED แบบติดตลอด : ความสว่างสูงสุด 3,000 นิต และลดลงเหลือ 1 นิตในที่มืด
- ฟีเจอร์ช่วยเหลือฉุกเฉินและทางน้ำ : ตัววัดความลึก 40 เมตร, เซนเซอร์วัดอุณหภูมิน้ำ, เสียงไซเรน 86dB และการเชื่อมต่อผ่านดาวเทียม (Satellite)
สเปคหน้าจอ นวัตกรรมตัวเรือน และความทนทานขั้นสุด
- ตัวเรือนไทเทเนียมเกรด 5 : ขนาด 49 มม. น้ำหนักเบาเพียง 63.0 กรัม (สีไทเทเนียมธรรมชาติ) และ 63.1 กรัม (สีไทเทเนียมดำ) ขอบตัวเรือนยกสูงป้องกันหน้าจอกระจกแซฟไฟร์ จากการกระแทกด้านข้าง
- มาตรฐานความทนทาน MIL-STD 810H และ IP6X : ผ่านการทดสอบระดับกองทัพ กันฝุ่นได้สมบูรณ์แบบ
- หน้าจอ LTPO3 OLED ความละเอียด 422 x 514 พิกเซล (326 ppi) : ความสว่างสูงสุด 3,000 นิต อ่านค่ากลางแดดจัดได้ชัดเจน และปรับลดความสว่างลงเหลือ 1 นิต เมื่ออยู่ในที่มืดเพื่อประหยัดพลังงาน
- มาตรฐานการกันน้ำระดับ 100 เมตร (ISO 22810) : มาพร้อมเซนเซอร์วัดความลึก ได้สูงสุด 40 เมตร และเซนเซอร์วัดอุณหภูมิน้ำ
ระบบเสียง ไมโครโฟน และเทคโนโลยีการสื่อสาร
- ลำโพงคู่ : ให้เสียงที่ดังขึ้น ช่วยให้ได้ยินการแจ้งเตือนและการคุ้มครองการโทรชัดเจน แม้ในสภาวะที่มีเสียงลมหรือเสียงรบกวนภายนอก
- ไมโครโฟน 3 ตัวพร้อมระบบ Beamforming : ตัดเสียงรบกวนจากลม ช่วยให้คู่สายได้ยินเสียงพูดอย่างคมชัด
- เสียงไซเรนฉุกเฉิน 86 เดซิเบล : ส่งสัญญาณเสียงความถี่พิเศษ ที่สามารถได้ยินได้ไกลสูงสุดถึง 180 เมตร เพื่อขอความช่วยเหลือในป่าหรือพื้นที่ประสบภัย
ระบบนำทางแม่นยำสูง
Apple Watch Ultra 4 ใช้ระบบ GPS ความถี่คู่แบบ L1 และ L5 ร่วมกับระบบดาวเทียมครอบคลุมทั่วโลก ได้แก่ GPS, Galileo, QZSS และ BeiDou ทำงานร่วมกับอัลกอริทึมประมวลผลตำแหน่งขั้นสูง ช่วยให้อุปกรณ์สามารถคำนวณระยะทาง เส้นทาง และความเร็วได้อย่างแม่นยำ แม้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่บดบังสัญญาณ เช่น ป่าทึบ หรือท่ามกลางตึกสูงในเมืองใหญ่
การเชื่อมต่อฮาร์ดแวร์และการถ่ายโอนข้อมูล
- ระบบเซลลูลาร์ 5G RedCap และ LTE : รองรับการเชื่อมต่ออิสระโดยไม่ต้องมี iPhone อยู่ใกล้ๆ
- การเชื่อมต่อผ่านดาวเทียม : รองรับระบบส่งข้อความฉุกเฉิน Emergency SOS, การรับส่งข้อความแบบสองทาง (Two-way messaging) และการระบุตำแหน่งผ่าน Find My ผ่านดาวเทียม Globalstar
- รองรับ Wi-Fi 4 (802.11n 2.4GHz และ 5GHz) และ Bluetooth 5.3 : เชื่อมต่ออุปกรณ์ไร้สายและหูฟังได้เสถียร
- ชิป Ultra Wideband รุ่นที่ 2 : ช่วยให้ใช้ฟีเจอร์ค้นหาตำแหน่ง iPhone ได้แม่นยำ
ระบบติดตามสุขภาพแม่นยำที่สุด พร้อมฟังก์ชัน HRV และสัญญาณชีพ
เซนเซอร์วัดหัวใจแบบใหม่
Apple Watch Ultra 4 ใช้เซนเซอร์วัดหัวใจแบบออปติคัลรุ่นที่ 3 ร่วมกับเซนเซอร์ไฟฟ้า (ECG) ที่ออกแบบใหม่ ทำงานร่วมกับชิป S11 โดยมี LED สีเขียวขนาดใหญ่ขึ้นและประหยัดพลังงาน ช่วยให้วัดอัตราการเต้นของหัวใจได้ทุกๆ 5 วินาที ตลอดทั้งวัน แบบเบื้องหลัง ช่วยให้การประมวลผล วงแหวนกิจกรรม และกลไกหน้าปัดแสดงผลอัตราการเต้นหัวใจแบบเรียลไทม์ มีความละเอียดแม่นยำสูงสุด
ข้อมูลอ้างอิง : ผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ของ Apple ในกลุ่มประชากรที่หลากหลายกว่า 1,000 คน ยืนยันว่า Apple Watch Ultra 4 มีความแม่นยำในการตรวจจับอัตราการเต้นของหัวใจสูงที่สุดในบรรดาอุปกรณ์สวมใส่
ตรวจวัดค่า HRV บ่อยขึ้น 24 เท่า
ค่าความผันแปรของอัตราการเต้นของหัวใจ (HRV) เป็นตัวชี้วัดสำคัญของระดับความเครียดและการฟื้นตัวของร่างกาย โดย Ultra 4 สามารถวัดค่า HRV ได้บ่อยขึ้นถึง 24 เท่า และแสดงผลแยกเป็น 2 ส่วนชัดเจน
- HRV ขณะฟื้นตัว : วิเคราะห์เทียบกับค่ามาตรฐานเฉพาะบุคคล เพื่อบอกสัญญาณความเครียดและการฟื้นตัวในแต่ละวัน
- HRV โดยรวม : สะท้อนภาพรวมสุขภาพหัวใจและระบบหลอดเลือดระยะยาว
มุมมองสัญญาณชีพตอนกลางวัน
เสริมประสิทธิภาพจากแอปสัญญาณชีพเดิม โดยผู้ใช้สามารถสลับดูข้อมูลสุขภาพระหว่าง ตอนกลางคืน และ ตอนกลางวัน เพื่อสังเกตความผิดปกติหรือความเปลี่ยนแปลงของร่างกายได้ทันที ก่อนที่จะแสดงผลในคืนถัดไป
ฟีเจอร์ความพร้อม (Readiness Score)
ฟีเจอร์ ความพร้อม (Readiness) ออกแบบมาเพื่อประเมินสภาวะร่างกายในแต่ละวัน โดยคำนวณจากปัจจัยหลัก
- กิจกรรมที่ทำล่าสุด
- ความหนักเบาในการฝึกซ้อม (Training Load)
- ค่าสัญญาณชีพ (Vitals)
- คะแนนการนอนหลับ (Sleep Score)
ระบบจะประมวลผลออกมาเป็นคะแนน 0 ถึง 10 คะแนน พร้อมคำแนะนำที่นำไปใช้ได้จริง เช่น ฟื้นตัว (Recover), ค่อยๆ เพิ่ม (Ramp Up), พร้อม (Ready) หรือ ออกไปลุย (Prime) โดยอัลกอริทึมนี้พัฒนาขึ้นร่วมกับแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ด้านการกีฬาจากโครงการ Apple Heart and Movement Study และจะอัปเดตแบบเรียลไทม์ตลอดวันตามกิจกรรมที่เกิดขึ้น
แบตเตอรี่อึดขึ้น ชาร์จเร็วขึ้น เพื่อสายลุยตัวจริง
- การใช้งานทั่วไป : นานสูงสุด 50 ชั่วโมง (มากกว่า 2 วัน)
- Low Power Mode : นานสูงสุด 84 ชั่วโมง
- ระบบชาร์จไว : ชาร์จเพียง 15 นาที ใช้งานได้นานสูงสุด 18 ชั่วโมง และชาร์จเพียง 5 นาที สำหรับการติดตามการนอนหลับได้ยาวนานถึง 10 ชั่วโมง (ชาร์จ 0-80% ในเวลาประมาณ 45 นาที)
- โหมดออกกำลังกายกลางแจ้ง (GPS + Heart Rate)
- โหมดประหยัดพลังงาน : ติดตาม GPS และวัดหัวใจแบบเต็มรูปแบบได้นาน 25 ชั่วโมง (เพิ่มขึ้นจากรุ่นก่อนหน้า 25%)
- โหมดประหยัดพลังงานสูงสุด : อ่านค่า GPS ทุกวินาที ได้นานสูงสุด 45 ชั่วโมง เพียงพอสำหรับการแข่งขันวิ่งเทรลระยะ 160 กิโลเมตร
อัลกอริทึมนับก้าวใหม่ แม่นยำยิ่งขึ้นด้วย Machine Learning
ชิป S11 ทำงานร่วมกับโมเดลการเรียนรู้ของระบบ (Machine Learning) ที่ออกแบบใหม่หมด ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการวัดระยะทางและการนับก้าวทั้งการเดิน/วิ่งในร่มและการใช้งานประจำวัน พร้อมกลไกหน้าปัดนาฬิกาแบบใหม่ “ก้าวเดิน” (Steps Complication) สำหรับดูจำนวนก้าวแบบเรียลไทม์
คุณสมบัติด้านความปลอดภัยและการช่วยเหลือ SOS
- ระบบตรวจจับเหตุการณ์ : เซนเซอร์ High-g Accelerometer วัดแรงจีได้สูงสุด 256g ร่วมกับ High Dynamic Range Gyroscope ตรวจจับการล้มหรืออุบัติเหตุทางรถยนต์ร้ายแรง พร้อมโทรแจ้งบริการฉุกเฉินและส่งพิกัดตำแหน่งโดยอัตโนมัติ
- คุณสมบัติ Check In : แจ้งเตือนคนสนิทหรือครอบครัว เมื่อผู้ใส่เดินทางถึงจุดหมายอย่างปลอดภัย
- การระบุตำแหน่งเซลลูลาร์สุดท้าย : ทำเครื่องหมายบนแผนที่อัตโนมัติเมื่อขาดการเชื่อมต่อสัญญาณเซลลูลาร์ เพื่อช่วยให้ผู้สวมใส่เดินกลับไปยังจุดที่มีสัญญาณได้ง่ายขึ้น
ระบบปฏิบัติการ watchOS 27 ฟังก์ชันอัจฉริยะและการควบคุมด้วยนิ้วมือ
- Dynamic App Grid : ตารางแอปแบบไดนามิก แสดงไอคอน 5 แอปที่ Siri แนะนำตามการใช้งานจริง
- Single-Hand Gestures : ควบคุมวิดเจ็ตด้วยมือเดียว เพียงแตะนิ้วชี้และนิ้วโป้งเข้าด้วยกัน โดยใช้คำสั่ง “แตะสองครั้ง” เพื่อดูผ่านวิดเจ็ตซ้อนอัจฉริยะ (Smart Stack) และ “แตะหนึ่งครั้ง” เพื่อเลือก
- Smart Stack Suggestions : วิดเจ็ตแนะนำตามสถานการณ์ เช่น แสดงตำแหน่งรถที่จอดอยู่จาก Apple Maps หรือข้อความอวยพรวันเกิด
- Menopause Support : เพิ่มการดูแลและติดตามภาวะใกล้หมดประจำเดือนและหมดประจำเดือน ในคุณสมบัติการติดตามรอบเดือน (Cycle Tracking) สำหรับผู้ใช้อายุ 40 ปีขึ้นไป
- Apple Intelligence : รองรับฟีเจอร์ AI เมื่อทำงานร่วมกับ iPhone รุ่นที่รองรับ เช่น การสรุปการแจ้งเตือนและการแปลภาษาแบบเรียลไทม์
การอัปเดต watchOS 27 : ปล่อยอัปเดตวันจันทร์ที่ 14 กันยายน (รองรับ Apple Watch Series 9 ขึ้นไป, SE 3 และ Ultra 2 ขึ้นไป ร่วมกับ iPhone 11 หรือ iPhone SE รุ่นที่ 2 ขึ้นไป ที่ใช้ iOS 27)
ดีไซน์ ตัวเรือน สายนาฬิกา และรุ่นพิเศษ Hermès
Apple Watch Ultra 4 มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ ไทเทเนียมธรรมชาติ (Natural Titanium) และ ไทเทเนียมดำ (Black Titanium) พร้อมสายรุ่นใหม่
- Trail Loop : สีน้ำตาลแดงอัมเบอร์เข้ม, สีทราย, สีเบอร์กันดี
- Alpine Loop : สีทะเลทราย, สีเขียวมะกอกเข้ม, สีเบอร์กันดี
- Ocean Band : วัสดุซิลิโคนโปร่งแสง ได้แก่ สีเทาโปร่งแสง, สีเขียวเคลป์โปร่งแสง, สีดำโปร่งแสง
- Milanese Loop ไทเทเนียม : สายโลหะไทเทเนียมถัก ออกแบบมาเพื่อกิจกรรมทางทะเลและความหรูหรา
- Apple Watch Hermès Ultra 4 : มาพร้อมสายใหม่ Grand H ไทเทเนียม มีกลไกปรับความยาวสายในตัวเพื่อสวมทับชุดเว็ทสูทได้สะดวก พร้อมหน้าปัดพิเศษ Fathom และ Wonder
ราคาและการวางจำหน่าย Apple Watch Ultra 4 ในไทย
- Apple Watch Ultra 4 : ราคาเริ่มต้น 29,900 บาท (พร้อมวางจำหน่ายในประเทศไทยเร็วๆ นี้)
สิทธิพิเศษ : รับสิทธิ์ใช้งาน Apple Music ฟรี 3 เดือน สำหรับลูกค้าใหม่ที่ซื้ออุปกรณ์รุ่นที่ร่วมรายการ

Comment