หลายบ้านยังเลือกซื้อน้ำขวดมาดื่มกันเป็นประจำ เพราะสะดวก หาซื้อง่าย ไม่ต้องติดตั้งอะไรให้ยุ่งยาก แถมยังไม่ต้องกังวลเรื่องเปลี่ยนไส้กรองด้วย แต่เคยลองคำนวณกันไหมว่า ค่าน้ำดื่มที่เราจ่ายกันอยู่ทุกวัน พอรวมเป็นเดือนหรือเป็นปีแล้ว มันกลายเป็นเงินเท่าไหร่? วันนี้เราทำเครื่องมือช่วยคำนวณมาให้เพื่อนๆ ใช้คิดกันได้ง่ายๆแล้ว
ลองคำนวณเอง บ้านของคุณควรซื้อน้ำขวดหรือเครื่องกรองน้ำ?
แทนที่จะต้องมานั่งกดเครื่องคิดเลข เราทำเครื่องมือช่วยคำนวณมาให้ลองเล่นกัน โดยสามารถเลือกจำนวนสมาชิกในบ้าน ปริมาณน้ำที่ดื่มในแต่ละวัน ราคาน้ำขวด รวมถึงราคาเครื่องกรองและค่าไส้กรองของแต่ละยี่ห้อได้ด้วย
ระบบจะคำนวณให้ทันทีว่า แบบไหนมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่า ต้องใช้เวลากี่เดือนถึงคืนทุน และเมื่อผ่านไป 5 ปี จะประหยัดเงินได้มากแค่ไหน
น้ำขวด vs เครื่องกรองน้ำ
จ่ายเท่าไหร่ คืนทุนกี่เดือน และช่วยลดขวดได้แค่ไหน?
น้ำขวดสะดวกกว่า
⚡ ลองบ้านรูปแบบอื่น
📈 ต้นทุนสะสม 24 เดือน
▤ ดูวิธีคำนวณและตาราง 24 เดือน ▾
| เดือน | น้ำขวด | เครื่องกรอง | ส่วนต่าง |
|---|
📊 ต้นทุนสะสม 5 ปี
▤ ดูวิธีคำนวณและตาราง 5 ปี ▾
| เดือน | น้ำขวด | เครื่องกรอง | ส่วนต่าง |
|---|
⚙️ ปรับค่าคำนวณ
กรุณาใส่ตัวเลขให้ครบและรอบเปลี่ยนไส้ต้องเป็นจำนวนเดือนเต็ม
ⓘ สมมติฐานและข้อจำกัด ▾
ค่าเริ่มต้นเป็นเครื่อง RO ราคา 7,000 บาท น้ำขวดลิตรละ 7 บาท ไส้ PP 1,500 บาททุก 12 เดือน และไส้ RO 4,500 บาททุก 36 เดือน การเปลี่ยนไส้กรองนับ ณ เดือนครบกำหนด รวมเดือนสุดท้ายของกราฟ เครื่องกรองจริงบางรุ่นใช้ชุดไส้ต่างกัน โปรดปรับค่าให้ตรงรุ่น
ยังไม่รวมค่าน้ำประปา ค่าไฟ น้ำทิ้ง RO ค่าซ่อม และการเปลี่ยนเครื่องใหม่ เวลาและขวดพลาสติกไม่ถูกรวมในต้นทุนเงิน
นอกจากเงินแล้ว ยังมีเรื่องเวลาและขยะพลาสติกที่ต้องคิดด้วย
ความสะดวกเป็นอีกเรื่องที่หลายคนมองข้าม การซื้อน้ำขวดอาจดูง่าย แต่ถ้าต้องคอยซื้อ ยกแพ็กน้ำเข้าบ้าน หาพื้นที่เก็บ และนำขวดที่ใช้แล้วไปทิ้งหรือรีไซเคิลอยู่เรื่อย ๆ ก็เป็นภาระที่สะสมไปตามเวลา ในทางกลับกัน เครื่องกรองน้ำก็มีภาระในการติดตั้ง ดูแลรักษา และเปลี่ยนไส้กรองเช่นกัน เพียงแต่ไม่ต้องคอยซื้อน้ำเข้าบ้านบ่อย ๆ อีกแล้ว
ส่วนเรื่องสิ่งแวดล้อม หากบ้าน 4 คนดื่มน้ำรวมวันละ 8 ลิตร เทียบกับการซื้อขวด PET ขนาด 600 มิลลิลิตร ก็จะเท่ากับการใช้ขวดพลาสติกประมาณ 4,867 ขวดต่อปี ซึ่งเป็นจำนวนไม่น้อยเลยการเปลี่ยนมาใช้เครื่องกรองน้ำร่วมกับแก้วหรือขวดน้ำที่ใช้ซ้ำได้ จึงช่วยลดการพึ่งพาขวดพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวได้มาก แม้เครื่องกรองเองจะมีการใช้พลังงาน วัสดุ และไส้กรองที่ต้องจัดการเมื่อหมดอายุเช่นกัน
เลือกเครื่องกรองน้ำแบบไหนดี? RO, UF ต่างกันยังไง
ก่อนจะตัดสินใจซื้อเครื่องกรองน้ำ อย่าเพิ่งดูแค่ราคาเครื่องอย่างเดียว เพราะระบบกรองแต่ละแบบมีความสามารถและต้นทุนดูแลรักษาต่างกัน
เครื่องกรอง RO (Reverse Osmosis) ใช้เยื่อกรองที่สามารถแยกสารละลายและสิ่งปนเปื้อนหลายชนิดออกจากน้ำได้ เหมาะกับกรณีที่ต้องการลดปริมาณสารละลายในน้ำ แต่มีข้อแลกเปลี่ยนคือต้องเปลี่ยนไส้กรองตามกำหนด และโดยทั่วไปจะมีน้ำทิ้งจากกระบวนการกรอง
เครื่องกรอง UF (Ultrafiltration) ใช้เยื่อกรองสำหรับกำจัดอนุภาคและจุลินทรีย์ตามความสามารถของไส้กรอง แต่ไม่สามารถกำจัดสารละลายขนาดเล็กอย่างเกลือแร่หรือสารปนเปื้อนบางชนิดได้เหมือน RO จึงต้องพิจารณาคุณภาพน้ำต้นทางประกอบด้วย
นอกจากนี้ยังมีเครื่องกรองที่ใช้ Activated Carbon สำหรับช่วยลดกลิ่น คลอรีน และสารบางชนิด ซึ่งมักเป็นส่วนหนึ่งของระบบกรองหลายขั้นตอน สิ่งที่ควรตรวจสอบก่อนซื้อ ได้แก่ คุณภาพน้ำต้นทาง ประสิทธิภาพการกรองที่มีหลักฐานรับรอง ราคาของไส้กรอง ระยะเวลาที่ต้องเปลี่ยน และความสะดวกในการหาซื้ออะไหล่ เพราะเครื่องกรองราคาถูกบางรุ่นอาจมีค่าไส้กรองแพงกว่าที่คิด
สรุป ซื้อน้ำขวดหรือเครื่องกรองน้ำ แบบไหนเหมาะกับเราที่สุด?
ถ้าอาศัยอยู่คนเดียว ดื่มน้ำไม่มาก หรือเช่าห้องอยู่ระยะสั้น การซื้อน้ำขวดอาจยังเป็นทางเลือกที่สะดวกและคุ้มค่าในแง่ค่าใช้จ่าย เพราะไม่ต้องลงทุนซื้อเครื่องกรองตั้งแต่แรก
แต่สำหรับบ้านที่มีสมาชิกหลายคน ดื่มน้ำเป็นประจำทุกวัน การซื้อเครื่องกรองน้ำอาจคืนทุนได้ภายในเวลาไม่ถึงปี และช่วยประหยัดเงินได้อีกหลายหมื่นบาทในระยะยาว ขึ้นอยู่กับราคาเครื่องและค่าไส้กรองที่เลือกใช้
สุดท้ายแล้ว ไม่มีคำตอบเดียวที่เหมาะกับทุกบ้าน ลองเอาตัวเลขจริงของตัวเองไปใส่ในเครื่องคำนวณด้านบนก่อนตัดสินใจ จะได้รู้ว่าเงินที่ประหยัดได้ คุ้มพอที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมการดื่มน้ำของเราหรือเปล่า

Comment