สหราชอาณาจักรกำลังเผชิญปัญหาใหม่เกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมาย Online Safety Act หรือ OSA ที่เป็นกฎหมายที่ออกมาเพื่อเพิ่มความปลอดภัยบนโลกออนไลน์ โดยเฉพาะการปกป้องเด็กและเยาวชนจากคอนเทนต์ที่อาจเป็นอันตราย เช่น เนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ คอนเทนต์รุนแรง หรือเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมกับวัย

ภายใต้กฎหมายดังกล่าว แพลตฟอร์มออนไลน์หลายประเภท โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่มีคอนเทนต์จากผู้ใช้ หรือแพลตฟอร์มที่มีเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ ต้องติดตั้งระบบตรวจสอบอายุที่เข้มงวดมากขึ้น เพื่อให้แน่ใจว่าเด็กจะไม่สามารถเข้าถึงเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมได้ง่ายเหมือนในอดีต ขณะเดียวกันหน่วยงานกำกับดูแลของอังกฤษก็เริ่มมีการตรวจสอบและดำเนินการกับบริการที่ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดแล้ว

รายงานล่าสุดจาก Internet Matters ที่อ้างอิงการสำรวจเด็กและผู้ปกครองในสหราชอาณาจักรจำนวน 1,000 คน พบว่า แม้กฎหมาย OSA จะเริ่มส่งผลให้หลายแพลตฟอร์มเพิ่มมาตรการด้านความปลอดภัยมากขึ้นจริง ไม่ว่าจะเป็นระบบควบคุมโดยผู้ปกครอง ฟิลเตอร์คอนเทนต์ ระบบยืนยันอายุ และการแสดงเนื้อหาที่เหมาะกับเด็กมากขึ้น แต่ในทางปฏิบัติ ระบบตรวจอายุเหล่านี้ยังมีช่องโหว่อยู่ไม่น้อย

เด็กที่เข้าร่วมการสำรวจหลายคนระบุว่า การข้ามระบบตรวจอายุบนแพลตฟอร์มออนไลน์ยังทำได้ง่ายมาก วิธีที่ง่ายที่สุดคือการกรอกวันเกิดปลอม เพื่อให้ระบบเข้าใจว่าผู้ใช้งานมีอายุถึงเกณฑ์ตามที่กำหนด ขณะที่ในบางกรณีซึ่งแพลตฟอร์มใช้การตรวจสอบผ่านภาพใบหน้า เด็กบางคนยังสามารถหลอกระบบได้ด้วยการวาดหรือติด “หนวดปลอม” บนใบหน้า เพื่อให้ดูเหมือนเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น

ผลสำรวจระบุว่า เด็กอายุต่ำกว่าเกณฑ์ 46% มองว่าการหลบเลี่ยงระบบตรวจอายุในปัจจุบันทำได้ง่าย ขณะที่เด็ก 49% ยังเคยพบเจอคอนเทนต์ที่เป็นอันตรายบนโลกออนไลน์อยู่ดี ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้กฎหมายจะช่วยกดดันให้แพลตฟอร์มจริงจังกับความปลอดภัยของเด็กมากขึ้น แต่ระบบที่นำมาใช้จริงยังไม่ได้แข็งแรงพอที่จะป้องกันเด็กจากเนื้อหาไม่เหมาะสมได้อย่างเต็มที่

นอกจากปัญหาระบบตรวจอายุที่ยังถูกหลอกได้ง่าย ผู้ปกครองในอังกฤษยังมีความกังวลเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับคอนเทนต์ที่สร้างโดย AI รวมถึงระยะเวลาที่เด็กใช้ชีวิตอยู่บนโลกออนไลน์มากเกินไป ซึ่งกลายเป็นอีกหนึ่งความท้าทายสำคัญของทั้งแพลตฟอร์ม ผู้ปกครอง โรงเรียน และหน่วยงานภาครัฐ

Internet Matters เสนอว่า การทำให้อินเทอร์เน็ตปลอดภัยสำหรับเด็กไม่ควรอาศัยแค่ระบบตรวจอายุเพียงอย่างเดียว แต่ควรเริ่มตั้งแต่การออกแบบบริการ หรือแนวคิด safety-by-design ที่ฝังเรื่องความปลอดภัยไว้ตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ค่อยมาเพิ่มมาตรการภายหลังเมื่อเกิดปัญหาแล้ว

นอกจากนี้ แพลตฟอร์มควรใช้แนวทางประเมินความเสี่ยงของแต่ละบริการ โดยดูว่าฟีเจอร์ เนื้อหา และรูปแบบการใช้งานมีความเสี่ยงกับเด็กมากน้อยแค่ไหน จากนั้นจึงกำหนดมาตรการป้องกันให้เหมาะสม รวมถึงควรออกแบบประสบการณ์การใช้งานให้เหมาะกับช่วงวัยของเด็ก ไม่ใช่ใช้มาตรฐานเดียวกันกับผู้ใช้ทุกกลุ่ม

รายงานยังชี้ว่า ระบบตรวจสอบอายุควรมีประสิทธิภาพสูงขึ้น และต้องสามารถแยกแยะอายุของผู้ใช้ได้อย่างน่าเชื่อถือมากกว่าเดิม เพราะหากยังสามารถหลอกได้ง่ายด้วยการกรอกวันเกิดปลอม หรือใช้รูปลักษณ์ปลอม ๆ อย่างหนวดปลอม ระบบดังกล่าวก็อาจไม่ช่วยลดความเสี่ยงได้จริงเท่าที่ควร

อีกประเด็นที่ Internet Matters ให้ความสำคัญคือการสร้างความรู้เท่าทันสื่อ หรือ media literacy ให้กับทั้งเด็กและผู้ปกครอง โดยมองว่าแพลตฟอร์ม โรงเรียน และภาครัฐควรร่วมมือกันให้ความรู้เกี่ยวกับความเสี่ยงบนโลกออนไลน์ วิธีป้องกันตัวเอง และวิธีรับมือเมื่อพบเจอคอนเทนต์ที่ไม่เหมาะสม

กรณีนี้จึงสะท้อนว่า การออกกฎหมายอย่าง Online Safety Act เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการทำให้อินเทอร์เน็ตปลอดภัยขึ้นสำหรับเด็ก แต่ยังไม่ใช่คำตอบทั้งหมด หากแพลตฟอร์มยังใช้ระบบตรวจอายุที่ถูกหลอกได้ง่าย และยังไม่มีมาตรการบังคับใช้ที่ชัดเจนเพียงพอ เด็กก็ยังมีโอกาสเข้าถึงคอนเทนต์อันตรายได้อยู่ดี

สรุปแล้ว ข่าวนี้ชี้ให้เห็นช่องว่างสำคัญระหว่าง “กฎหมาย” กับ “การใช้งานจริง” เพราะแม้รัฐบาลอังกฤษจะพยายามบังคับให้แพลตฟอร์มออนไลน์ตรวจอายุผู้ใช้งานเข้มงวดขึ้น แต่เด็กจำนวนมากยังสามารถหลบเลี่ยงระบบได้ด้วยวิธีพื้นฐานมาก ๆ อย่างการใส่อายุปลอม หรือแม้แต่การติดหนวดปลอมเพื่อหลอกระบบตรวจจับใบหน้า ทำให้การปกป้องเด็กบนโลกออนไลน์ยังต้องอาศัยทั้งเทคโนโลยีที่แม่นยำขึ้น การกำกับดูแลที่จริงจัง และการให้ความรู้แก่ผู้ใช้งานควบคู่กันไป

ที่มา : neowin