ช่วงที่ผ่านมามีกระแสข่าวว่า EU ออกกฎหมายให้สมาร์ตโฟนต้องถอดและเปลี่ยนแบตได้ง่าย โดยมีผลบังคับใช้ปี 2027 เป็นต้นไป ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ได้หมายความว่า ‘มือถือต้องถอดฝาหลังเพื่อเปลี่ยนแบตได้’ ตามที่ใครหลาย ๆ คนเข้าใจ เพราะรายละเอียดหรือข้อยกเว้นมีมากกว่านั้น !
กฎหมาย ‘แบตเตอรี่’ ของ EU ตัวนี้ครอบคลุมอะไรบ้าง ?
กฎระเบียบใหม่ของ EU ที่ผ่านร่างมาตั้งแต่ปี 2023 ระบุว่า แบตเตอรี่ในอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าจำเป็นต้อง “ถอดออกและเปลี่ยนได้อย่างสะดวก” โดยผู้ใช้งานทั่วไป (end-user) และไม่จำเป็นต้องใช้ “เครื่องมือเฉพาะทาง” เว้นแต่ทางแบรนด์จะมีอุปกรณ์เฉพาะแถมฟรีมาให้ตอนซื้อเลย

หรือพูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ “ไม่จำเป็นต้องออกแบบให้มือถือเป็นแบบถอดฝาหลังเพื่อถอดแบตฯ ก็ได้” แต่ต้องออกแบบให้ง่ายกับการที่ผู้ใช้จะเปลี่ยนแบตฯ ด้วยตัวเองหรือเปลี่ยนโดยช่างทั่วไป และไม่จำเป็นต้องเข้าศูนย์เพื่อหาช่างเฉพาะทางอย่างเดียว
เบื้องต้นกฎหมายนี้ไม่ได้ครอบคลุมเพียงแค่สมาร์ตโฟน แต่ยังรวมไปถึงแท็บเล็ต แว่นตาอัจฉริยะ (Smart Glasses) และอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าอื่น ๆ ที่มีแบตเตอรี่ด้วย ตามที่ได้กล่าวไปก่อนหน้านี้
ทีนี้ก็ต้องมารอดูกันว่า “มือถือที่เข้าข่ายต้องปรับดีไซน์ตามกฏหมายใหม่ของ EU” จะออกแบบมือถือให้ง่ายกับการเปลี่ยนแบตเตอรี่ยังไง แต่ที่แน่ ๆ ก็คือเราอาจไม่ได้เห็น iPhone เวอร์ชันถอดฝาหลังเปลี่ยนแบตได้ตามที่คนลือกันบนอินเทอร์เน็ต

iPhone กับ Samsung และมือถือเรือธงหลาย ๆ แบรนด์อาจรอดจากกฎหมายนี้
กฎหมายฉบับนี้ของ EU มีข้อยกเว้นที่น่าสนใจอยู่หนึ่งอย่าง ได้แก่ “แบตเตอรี่ที่รักษาประจุไว้ได้ไม่ต่ำกว่า 80% หลังการชาร์จครบ 1,000 รอบ จะได้รับการยกเว้น” ซึ่งแบตเตอรี่ของ iPhone 15 เป็นต้นมา ได้รับการออกแบบตามมาตรฐานดังกล่าวไปเป็นที่เรียบร้อย

หรือจะเป็น iPhone 17 Pro Max กับ Google Pixel 10 Pro ที่ผ่านการทดสอบก่อนวางจำหน่ายใน EU โดยระบุว่าได้รับการรับรองที่ 1,000 รอบการชาร์จ ขณะที่ Samsung Galaxy S26 Ultra กับ Nothing Phone 4a Pro ทำได้ 1,200 และ 1,400 รอบตามลำดับ

หมายความว่า Apple ไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนดีไซน์หรือการออกแบบใด ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับกฎระเบียบนี้เลย รวมไปถึงเรือธงอย่าง Samsung Galaxy เพราะหากดูจากสเปคปัจจุบันแล้วก็ถือว่าเข้าเงื่อนไขสำหรับการยกเว้นอยู่หลายจุด
- Regulation (EU) 2023/1670 : ในภาคผนวกที่ 2 ได้มีการระบุข้อยกเว้นเอาไว้ว่า ‘ผู้ผลิต ผู้นำเข้า หรือตัวแทนที่ได้รับอนุญาต’ สามารถออกแบบให้แบตฯ มือถือจำเป็นต้องถูกเปลี่ยนโดยช่างมืออาชีพ/เฉพาะทางได้ (professional repairers) ก็ต่อเมื่อเข้าเงื่อนไขเหล่านี้
- อัปเดตระบบปฏิบัติการ OS ให้ไม่ตำกว่า 5 ปี
- แบตเตอรี่มีประจุไม่ต่ำกว่า 83% หลังผ่านการชาร์จไปแล้ว 500 รอบ
- แบตเตอรี่มีประจุไม่ต่ำกว่า 80% หลังผ่านการชาร์จไปแล้ว 1,000 รอบ
- ผ่านมาตรฐานการทนน้ำทนฝุ่นไม่ต่ำกว่า IP67
- ผ่านการทดสอบตามมาตรฐานของ EU ได้แก่ การตกกระแทก 45 ครั้ง (ไม่มีเคสหรือฟิลม์ป้องกัน) โดยไม่เสียฟังก์ชันการทำงาน
- หน้าจอแสดงผลมีความทนทานต่อรอยขีดข่วนไม่ต่ำกว่าระดับ 4
- อุปกรณ์/ชิ้นส่วนอะไหล่ยังต้องมีวางจำหน่าย 7 ปี หลังจากวันหยุดวางจำหน่าย/เลิกผลิต
โดยข้อกำหนด Regulation (EU) 2023/1670 ถือเป็นข้อบังคับที่ทาง EU ให้ผู้ผลิตสมาร์ตโฟนและแท็บเล็ตยึดถือเป็นกฎหมายหลัก เพื่อนำไปปรับใช้ตาม
แล้วมือถือแบบไหนที่จะได้รับผลกระทบจากกฎหมายฉบับนี้ ?
มีข้อมูลระบุว่า ขยะอิเล็กทรอนิกส์ในสหภาพยุโรปมีมากถึง 5 ล้านตันต่อปี และมีเพียง 40% เท่านั้นที่ถูกนำไปรีไซเคิลแบบจริงจัง EU เลยออกกฎหมายนี้ขึ้นมาเพื่อจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่เกิดจากพฤติกรรมการผลิต/บริโภคเกินความจำเป็น

ในมุมมองของผู้เขียนมองว่ามือถือที่เข้าข่าย และอาจได้รับผลกระทบจากกฎหมายแบตเตอรี่ของ EU ไปเต็ม ๆ ก็คือ ‘มือถือ Mid-tier หรือมือถือ Budget’ ที่เน้นให้แบตเตอรี่มาเยอะ ๆ 7,000mAh – 9,000mAh แต่ไม่ผ่านมาตรฐานความทนทานขั้นต่ำ IP67 กับการเก็บประจุให้ไม่น้อยกว่า 80% หลังผ่านการชาร์จ 1,000 รอบ
เพราะตราบใดที่ผู้ผลิตต้องการตีลาดยุโรป ก็จำเป็นต้องปรับตัวตามอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะการจะทำมือถือรุ่นเดียวแบ่งออกเป็น 2 โมเดล สำหรับขายในตลาดอื่นกับตลาดยุโรปแยกกันต่างหาก ก็มีแต่จะทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น
ที่มา : EU, Tom’s Guide, Bloomberg

Comment