Google ได้เผยโฉม แว่นตาอัจฉริยะ (Intelligent Eyewear) เจเนอเรชันใหม่ ในงาน Google I/O 2026 ทาง ที่ขับเคลื่อนด้วยระบบปฏิบัติการ Android XR แพลตฟอร์มที่ Google พัฒนาร่วมกับพันธมิตรยักษ์ใหญ่อย่าง Samsung และ Qualcomm โดยมี AI อัจฉริยะอย่าง Gemini เป็นหัวใจหลักในการส่งมอบประสบการณ์แบบ Hands-free ที่แท้ทรู

แว่นตาอัจฉริยะนี้ถูกออกแบบมาภายใต้แนวคิด “มอบความช่วยเหลือในทุกช่วงเวลา โดยไม่ดึงคุณออกจากโลกความจริง” ซึ่งจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ๆ คือ

  1. แว่นตาอัจฉริยะระบบเสียง (Audio Glasses) : เน้นการโต้ตอบด้วยเสียงผ่านลำโพงส่วนตัว (เปิดตัวก่อน ช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 2026 นี้)
  2. แว่นตาอัจฉริยะพร้อมจอแสดงผล (Display Glasses) : เน้นการแสดงข้อมูลบนเลนส์แว่นตา (จะตามมาในอนาคต)

พี่ภัทรไปลองใส่ตัวดีไซน์แรกมาแล้ว Display Glasses ถือว่าเป็นคนไทยคนแรกๆ เลยล่ะ ที่ได้ลอง

ดีไซน์ระดับแฟชั่น เมื่อเทคโนโลยีชั้นนำ มารวมกับแบรนด์แว่นตาระดับโลก

ปัญหาของแว่นตาอัจฉริยะในอดีตคือดีไซน์ที่ดูเทอะทะ แต่ Google แก้เกมนี้ด้วยการจับมือกับ Samsung และสองแบรนด์แว่นตาระดับแฟชั่นไอคอนอย่าง Gentle Monster และ Warby Parker

การร่วมมือครั้งนี้ทำให้แว่นตาอัจฉริยะมีหน้าตาที่สวยงาม น้ำหนักเบา และสวมใส่สบายได้ตลอดทั้งวันเหมือนแว่นสายตาหรือแว่นกันแดดทั่วไป โดยในงาน Google I/O ได้มีการเผยโฉม 2 ดีไซน์แรกที่เป็นน้ำจิ้ม ก่อนที่ทั้งสองแบรนด์จะเปิดตัวคอลเลกชันเต็มรูปแบบในช่วงปลายปีนี้

แว่นตา Audio Glasses ทำอะไรได้บ้าง?

เพียงแค่พูดคำว่า “Hey Google” หรือแตะที่ขาแว่น Gemini AI ก็พร้อมสแตนด์บายรับคำสั่งทันที โดยมีฟีเจอร์ไฮไลต์ที่น่าสนใจดังนี้

1. ถามตอบจากสิ่งที่คุณเห็น (Ask about what you see)

ด้วยกล้องอัจฉริยะที่ติดมากับตัวแว่น Gemini สามารถวิเคราะห์สิ่งแวดล้อมรอบตัวได้ทันที เช่น

  • สแกนป้ายร้านอาหารเพื่อดูรีวิวขณะเดินผ่าน
  • วิเคราะห์และบอกชื่อประเภทของก้อนเมฆบนท้องฟ้า
  • ถอดรหัสหรือแปลความหมายของป้ายจอดรถที่เข้าใจยาก

2. ระบบนำทางอัจฉริยะที่รู้ทิศทางจริง (Navigate with ease)

แว่นตาจะรับรู้พิกัด (Location) และทิศทางที่ใบหน้าของคุณกำลังหันไปจริง ๆ ทำให้การนำทางแบบ Turn-by-turn มีความแม่นยำและเป็นธรรมชาติ นอกจากนี้ยังสั่งให้ Gemini ค้นหาร้านอาหารตามสไตล์ที่ชอบ หรือเพิ่มจุดแวะพักระหว่างทางได้ง่าย ๆ

3. เชื่อมต่อไร้รอยต่อ แบบไม่ต้องมองจอ (Stay connected, hands-free)

สามารถรับสาย, ส่งข้อความ หรือสั่งให้ Gemini ช่วยสรุปข้อความ (Notification) ที่เราพลาดไปได้โดยไม่ต้องควักมือถือขึ้นมา รวมไปถึงการสั่งเปิดเพลงให้เข้ากับบรรยากาศรอบตัว โดยเสียงจะขับออกทางลำโพงเหนือใบหู (Over-ear speakers) ที่ให้ความคมชัดและเป็นส่วนตัวสูง คนรอบข้างไม่ได้ยิน

4. ถ่ายภาพและแต่งรูปด้วย AI “Nano Banana” (Capture and edit)

สั่งถ่ายภาพหรือวิดีโอคุณภาพสูงได้ทันทีด้วยคำสั่งเสียง และพิเศษสุดกับการทำงานร่วมกับโปรแกรม Nano Banana ที่ช่วยลบสิ่งรบกวนในภาพพื้นหลัง หรือปรับแต่งภาพกวน ๆ ได้ทันที เช่น สั่งว่า “Hey Google ถ่ายรูปแล้วใส่หมวกตลก ๆ ให้ทุกคนหน่อย”

5. แปลภาษาแบบเรียลไทม์ (Translate speech and writing)

ระบบแปลภาษาอัจฉริยะที่สามารถแปลบทสนทนาเป็นเสียงพูด โดยปรับโทนเสียงและระดับเสียง (Tone and Pitch) ให้เลียนแบบเสียงของผู้พูดจริงได้อย่างเป็นธรรมชาติ หรือจะใช้มองป้ายเมนูอาหารเพื่อฟังคำแปลก็ทำได้ทันที

6. จัดการงานซับซ้อนเบื้องหลัง (Get help with tasks)

Gemini Intelligence สามารถทำงานแบบหลายขั้นตอน (Multi-step tasks) ได้ด้วยตัวเอง เช่น สั่งให้แว่นเตรียมออเดอร์กาแฟผ่านแอป DoorDash ทิ้งไว้ในขณะที่โทรศัพท์ยังอยู่ในกระเป๋า เรามีหน้าที่แค่กดกดยืนยันจ่ายเงินในขั้นตอนสุดท้ายเท่านั้น

7. รองรับการสั่งงานแอปในเครื่อง (Tap into your apps)

รองรับการสั่งงานเสียงเพื่อเรียกใช้แอปพลิเคชันยอดนิยมในสมาร์ทโฟน เช่น เรียกรถ Uber หรือฝึกภาษาผ่านแอป Mondly โดยตัวแว่นสามารถเชื่อมต่อได้ไร้รอยต่อทั้งระบบ Android และ iOS

จะเปิดตัวและวางขายเมื่อไร

ใครที่สนใจเตรียมตัวให้พร้อม เพราะรุ่น Audio glasses มีกำหนดการวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในช่วง ฤดูใบไม้ร่วง (Fall) ปี 2026 นี้