ในช่วงที่ผ่านมา หากใครเล่น X บ่อยๆ อาจได้เห็นโพสต์ที่พูดถึง Grok หรือ AI Chatbot ของ X ผ่านตากันบ้าง ถึงความสามารถและประสิทธิภาพในการทำงานของมัน ระดับที่ ‘เหนือกว่า’ ChatGPT ของ Open AI เลยด้วยซ้ำ วันนี้เราจะพาไปย้อนดูกัน ว่า Grok มีจุดเริ่มต้นมาจากอะไร และประสิทธิภาพหรือความเป็นตัวเองของมัน ที่ใครๆ ต่างก็พูดถึง จะทำได้มากแค่ไหน!
อะไรคือ Grok
Grok คือแชทบอท ที่ถูกพัฒนาขึ้นโดย xAI บริษัทซึ่งก่อตั้งโดย อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ในปี 2023 โดย Grok ถูกออกแบบมาให้มีความสามารถในการตอบคำถาม มุมมองการคิดวิเคราะห์ใหม่ๆ พร้อมอารมณ์ขัน ปนซ่า ไม่เหมือนกับแชทบอทตัวอื่นๆ ในตลาด ปัจจุบัน xAI ยังคงพัฒนา Grok และปล่อยอัปเดตหรือปรับปรุงโมเดลมาโดยตลอด รวมเป็นทั้งหมด 3 เวอร์ชันหลักๆ จนถึงตอนนี้
โดยชื่อของ ‘Grok’ อีลอน เคยอธิบายเอาไว้ว่า ได้แรงบันดาลใจมาจากนิยายไซไฟที่มีชื่อว่า “Stranger in a Strange Land” ของนักเขียน Robert A. Heinlein ซึ่งเป็นภาษาดาวอังคารที่นักเขียนได้คิดขึ้นมาใช้สำหรับนิยายเรื่องดังกล่าวโดยเฉพาะ มีความหมายว่า ‘การรู้ และเข้าใจอย่างลึกซึ้ง’
ในปัจจุบัน Grok-3 มีฟีเจอร์เด่น ๆ ที่น่าสนใจ เช่น DeepSearch เครื่องมือค้นหาขั้นสูง ฟีเจอร์ Think และความสามารถในการสร้างภาพด้วย Aurora โมเดลสร้างภาพจากข้อความที่พัฒนาโดย xAI แต่กว่าที่อีลอน มัสก์ จะพัฒนา และพา Grok มายืนอยู่ในสปอตไลท์ได้นั้น เส้นทางที่ผ่านมาก็ถือว่าน่าสนใจไม่น้อย วันนี้เราจะพาย้อนไปดูจุดเริ่มต้นของ Grok กัน

จุดแตกหักกับ OpenAI
ย้อนกลับไปในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2018 อีลอน มักส์ (Elon Musk) ได้สร้างความฉงนให้ผู้คน ด้วยการประกาศลาออกจากบริษัท OpenAI ที่เจ้าตัวร่วมก่อตั้งขึ้นในปี 2015 พร้อมเหตุผลหลักๆ สองอย่าง คือ
- เรื่องของผลประโยชน์ : ในขณะนั้น โปรเจกต์ Tesla ของอีลอน ได้เริ่มมีการนำปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้ามาใช้มากขึ้น ที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีก็คือ ‘การขับขี่อัตโนมัติ’ หรือรถยนต์ไร้คนขับ ด้วยสถานการณ์ดังกล่าว จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้กับการที่อาจจะเกิดผลประโยชน์ทับซ้อนกัน อีลอนเลยจำเป็นที่จะต้องถอยออกมาจาก OpenAI ก่อนที่หลังจากนั้น ChatGPT ก็เปิดตัวในเดือนพฤศจิกายน 2022
- วิสัยทัศน์ที่ไม่ตรงกัน : แต่จริงๆ แล้วก็ยังมีอีกข้อมูลหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน อ้างอิงจากบทความของ Semafor ซึ่งเขียนบทความเกี่ยวกับสาเหตุว่า ที่อีลอนออกจากบริษัท OpenAI จริงๆ แล้ว คือปัญหาระหว่างตัวอีลอน และแซม (Sam Altman) หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง และซีอีโอของ OpenAI เอง หลังจากที่อีลอนได้เสนอตัวว่าตนเอง จะขอขึ้นบริหาร OpenAI ด้วยตัวเอง เพราะเจ้าตัวรู้สึกว่า การพัฒนาของบริษัทยังล่าช้า และตามหลังเจ้าอื่นๆ ในตลาดอยู่มาก แต่ตัวแซม และผู้ร่วมก่อตั้งคนอื่นๆ ปฏิเสธข้อเสนอที่ว่าแบบทันที จนทำให้อีลอนเกิดอาการงอน และออกจากบริษัทไปในที่สุด

หลังจากนั้นในปี 2019 ก็ได้มีประกาศออกมา ว่าไมโครซอฟต์ประกาศลงทุนใน OpenAI มูลค่าสูงถึง 1 พันล้านดอลลาร์ แต่สิ่งที่ทำให้พิเศษไปกว่าเงินจำนวนมหาศาลที่ไมโครซอฟต์ทุ่มลงไป ก็คือการที่ OpenAI ได้ใช้ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่บน Azure ของไมโครซอฟต์ ในการเทรน AI อย่าง ChatGPT ด้วย

และคาดว่าด้วยเหตุการณ์นี้เอง ที่ทำให้อีลอนไม่พอใจพอสมควร จนต้องการจะก่อตั้งทีมมาพัฒนา AI แข่งกับ ChatGPT แถมยังยืดเยื้อมาจนถึงกรณีที่อีลอน คอยวิจารณ์การมีอยู่ของ AI หรือการทำงานของ ChatGPT นั้น เป็นภัยต่อมนุษยชาติ จนได้ยื่นฟ้อง OpenAI และ Microsoft ข้อหาผูกขาดตลาด AI และมุ่งแต่จะเอาผลกำไร ซึ่งขัดแย้งกับวัตถุประสงค์ในการก่อตั้งบริษัท แถมยังมีการเรียกร้องให้ แล็บต่างๆ หยุดการแข่งขันพัฒนา AI ให้ก้าวหน้าจนเกินไป เพราะอาจนำไปสู่ภัยอันตรายต่อมนุษย์ได้
การส่งสาสน์ของชายผู้ไม่ยอมแพ้
ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง มีนาคมปี 2023 มีข่าวลือแว่วออกมาจากคนใกล้ชิดกับอีลอน ว่าตัวอีลอนกำลังวางแผนที่จะตั้งทีมพัฒนา AI Chatbot เป็นของตัวเอง เพื่อสู้กับ ChatGPT จากที่ก่อนหน้านี้ เจ้าตัวเคยเปรยๆ ไว้ว่า อยากจะทำหรือพัฒนา AI ที่เปิดกว้าง และมีคาแรคเตอร์ที่ชัดเจน ไม่ติดอยู่ในกรอบเดิมๆ หรือมัวแต่เทรนให้ AI เลี่ยงคำตอบบางอย่าง เพราะกลัวว่าจะไปสร้างความไม่พอใจให้กับผู้ใช้งาน และจะต้องไม่มีความทางการคล้ายกับที่ ChatGPT เป็น
ประจวบเหมาะกับเมื่อไม่นานมานี้ อีลอนเพิ่งได้เข้าซื้อ Twitter ไปหมาดๆ แถมยังเปลี่ยนชื่อเป็น X ที่เชื่อว่าใครหลายๆ คน ก็ยังไม่ชินในการเรียกชื่อใหม่นี้สักที กระแสตอบรับที่ว่าจึงมีทั้งคนที่เชื่อ และต่างเป็นกังวลว่าอีลอน คิดที่จะทำหรือเสิร์ฟอะไรมาให้พวกเราได้เห็นกันอีก ด้วยนิสัยของเจ้าตัวมักจะทำอะไรท้าทาย หรือสุดโต่งเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
ในฝั่งของคนที่กังวล และมีข้อสงสัยว่าจะเป็นไปได้ยังไง ก็เพราะตอนนั้น Musk ดูจะมีงานล้นมืออยู่แล้ว ทั้ง Twitter ที่เพิ่งเทคโอเวอร์ ไหนจะมี Tesla กับ SpaceX ที่ต้องดูแล เลยมีคนที่เทใจไปในเชิงว่า “งานล้นมือขนาดนี้ จะเอาเวลาที่ไหนมาทำ AI” บ้างก็มีคนมองว่า ข่าวลือนี้อาจจะเอาไว้แค่ขู่ หรือกวน OpenAI เล่นๆ แค่นั้น

ข่าวลือที่กลายเป็นจริง
จากนั้น อีลอนก็ไม่ปล่อยให้ต้องเสียเวลารอเปล่าๆ ด้วยการคอนเฟิร์มจากปากตัวเอง ในรายการ Tucker Carlson ว่าตัวเองกำลังพัฒนา ‘TruthGPT’ หรือ AI Chatbot ที่มุ่งเน้นในการให้คำตอบแบบอิงตามความจริง ไม่มีการเลี่ยงบาลี หรือมัวแต่สนใจประเด็นละเอียดอ่อนให้มากความ โดยอีลอนบอกว่าวัตถุประสงค์ในการสร้าง AI ตัวนี้ ก็เพื่อจะเข้าใจธรรมชาติของจักรวาล และวิธีนี้นี่แหละ เป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับ AI เพื่อให้ AI ไปสนใจสิ่งเหล่านั้น จนไม่มุ่งเป้ามาทำลายมนุษยชาติ เพราะพวกเราคือหนึ่งในสิ่งที่น่าสนใจของจักรวาลนี้
พร้อมกันนั้น อีลอนก็ได้มีการจดทะเบียนบริษัท X.AI ไปตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม ก่อนที่จะไปออกรายการดังกล่าวเสียอีก โดยได้ดึงนักวิจัยจากทั้ง DeepMind, OpenAI และ Google มาร่วมทีมพัฒนาด้วย โดยฐานข้อมูลของ X จำนวนมหาศาล มาเป็นส่วนหนึ่งของการเทรนโมเดล AI นี้ด้วย โดยใช้เป็นโมเดล LLM ของทางบริษัทเอง ขนาด 314 พันล้านพารามิเตอร์
ผู้ท้าชิงหน้าใหม่เปิดตัว
Grok-1 เปิดตัวครั้งแรกในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2023 ในตอนนั้น Grok มีจุดเด่นด้วยสไตล์การตอบคำถาม หรือการพูดคุยอันเป็นเอกลักษณ์ และมีความเป็นกันเองไปพร้อมๆ กัน โดยจุดเด่นอีกอย่างคือ ‘ฐานข้อมูลจาก X’ ที่ผู้ใช้งานสามารถใช้ค้นหาโพสต์ หรือคีย์เวิร์ดที่ตนเองต้องการจาก X ได้โดยตรง ผ่าน Grok แบบเรียลไทม์ ซึ่งในการเปิดตัวครั้งนี้ ให้บริการเฉพาะแค่ผู้ที่สมัคร X Premium+ เท่านั้น จนภายหลังก็ขยายไปถึงผู้ใช้ X Premium ในเดือนธันวาคม 2023 โดยสิ่งที่ทำให้ Grok นั้นพิเศษ และได้รับการจับตามองก็คือ การที่มันสนับสนุนการเปิดซอร์สโค้ด (Open-Source) ของโมเดล AI ต่าง ๆ
Grok-2 ได้ประกาศเปิดตัวเวอร์ชัน Beta ในวันที่ 13 สิงหาคม 2024 ซึ่งในครั้งนี้มาพร้อมกันถึงสองโมเดล คือ Grok-2 และ Grok-2 mini โดยจะเน้นไปที่การปรับปรุงการให้เหตุผล และประสิทธิภาพที่ดีมากขึ้น ด้วยฐานข้อมูลขจาก X แบบเรียลไทม์ที่เป็นปัจจุบันมากยิ่งขึ้น รองรับทั้งอินพุทตัวหนังสือ และรูปภาพ แถมยังรองรับการสร้างรูปภาพอีกด้วย
แต่ด้วยความสามารถที่เพิ่มขึ้นมานี้เอง ปัญหาบางอย่างก็เริ่มที่จะตามมา ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่ The Verge รายงานว่า พบผู้ใช้หลายคนเอา Grok AI ไปสร้างรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือจากการตกเป็นข่าวของ Grok AI ที่แพร่ข้อมูลเท็จ ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปี 2024
Grok-3 หรือโมเดลแชทบอทตัวปัจจุบันของ Grok AI ที่อีลอนประกาศไว้ก่อนการเปิดตัวอย่างมั่นใจว่า ‘นี่จะเป็น AI ที่ฉลาดที่สุด’ โดยเปิดตัวในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2025 พร้อมการทำงานและความสามารถที่ดีขึ้นจาก Grok-2 เป็นอย่างมาก ด้วยชุดข้อมูลจำนวนมหาศาล ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การเข้าใจคำถาม และสามารถให้คำตอบที่ละเอียดได้มากขึ้น พร้อมการรองรับภาษาไทยที่มีประสิทธิภาพกว่าเดิม จากก่อนหน้านี้ใน Grok-2 ดูเหมือนไม่สามารถทำงานร่วมกับภาษาไทยได้เก่งเท่าไหร่

อะไรทำให้ Grok น่าสนใจ
Grok มาพร้อมกับฟีเจอร์สำหรับพูดคุย ถามตอบที่เปิดให้ใช้งานฟรี (แบบมีขีดจำกัด) โดยสามารถให้คำตอบหรือความคิดเห็นกับผู้ใช้งานได้อย่างละเอียด โดยที่ผู้ใช้งานไม่จำเป็นจะต้องทวน คอยขยายความ และเจาะลึกคำถามให้ Grok แต่มันสามารถจะเข้าใจบริบท และประมวลคำถามของผู้ใช้งานพร้อมแสดงลำดับการคิดให้ได้รู้แบบเรียลไทม์ ในเวลาไม่นาน
เช่น ฟีเจอร์ DeepSearch เหมาะสำหรับการค้นคว้าวิจัย หรือข้อมูลเชิงลึก สามารถค้นหาข้อมูลแบบเรียลไทม์ หรือสิ่งที่เป็นกระแสในช่วงนั้นจาก X ได้ด้วย เป็นสิ่งที่โมเดล AI ตัวอื่นๆ ยังไม่สามารถทำได้ จากที่ไปทดสอบหรือลองเล่นกับ Grok มา หากยิงคำถามที่เกี่ยวข้องกับประเด็นร้อน หรือเทรนด์ใหม่ๆ ในช่วงเช้าของแต่ละวัน Grok ดูจะสามารถให้คำตอบ และสรุปใจความของประเด็นต่างๆ ออกมาได้เป็นอย่างดี ในขณะที่ฝั่งของ ChatGPT จะยังไม่สามารถตอบหรือให้ข้อมูลที่เป็นปัจจุบันได้มากขนาดนั้น หากไม่อธิบายสิ่งที่เราต้องการให้มากพอ


ฟีเจอร์ Think คอยแยกปัญหาหรือคำถามของผู้ใช้งานให้เป็นขั้นตอนแบบละเอียด เพื่อให้ได้คำตอบที่แม่นยำมากขึ้น ก็ถูกเพิ่มเข้ามาใน Grok-3 เช่นกัน แถมยังรองรับการทำงานด้วยเสียงอีกด้วย (แต่ยังไม่สามารถตอบกลับเรา เป็นภาษาไทยได้นะ)
และด้วยสาเหตุเหล่านี้เอง ทั้งคาแรคเตอร์ที่ชัดเจน การมีฐานข้อมูลจากแพลตฟอร์มอย่าง X จำนวนมหาศาลแบบเรียลไทม์ ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ใช้งานที่ต้องการตามข้อมูลข่าวสาร หรือใช้งานแพลตฟอร์ม X เป็นหลัก ดูจะถูกอกถูกใจพอสมควร


แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ใช้ว่า Grok จะเหนือกว่า AI ตัวอื่นๆ ไปเสียหมด อย่างที่ได้บอกไปข้างต้นว่า Grok จะเก่งเป็นพิเศษในแง่ของการสรุปข้อมูลจากการค้นหาเว็บ และการดึงฐานข้อมูลจาก X ซึ่งมีความเรียลไทม์เหนือกว่า AI ตัวอื่นๆ แต่ถ้าต้องเจาะลึกในแง่ของ ‘การหาข้อมูลเชิงลึก หรือความสามารถแบบรอบด้าน’ ChatGPT จาก OpenAI ก็ดูจะสามารถทำได้ดีกว่า ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเขียนบทความ การออกไอเดียสำหรับการสร้างคอนเทนต์ ไปจนถึงการเขียนโค้ด
แล้วเพื่อนๆ เคยได้ลองใช้งาน Grok กันบ้างมั้ยครับ? คิดยังไงกันบ้างกับความสามารถของ Grok และ ChatGPT ในปัจจุบัน ใครเก่งกว่ากันในด้านไหนบ้าง สามารถมาแชร์ความคิดเห็น หรือพูดคุยกันได้เต็มที่เลย!
Comment