Insta360 Go 3 กล้องแอคชันพกพาขนาดจิ๋วที่พกพาง่าย ใครที่เป็นสายผจญภัยแล้วอยากเก็บบรรยากาศรอบ ๆ ไปด้วยโดยได้ตลอดเวลา ก็ยก Insta360 Go 3 ขึ้นมาได้เลย ตัวกล้องน้ำหนักเบา ทนทาน กันน้ำลึกระดับ 5 เมตรโดยที่ไม่ต้องใช้เคสเสริม แถมตัวกล้อง Go 3 สามารถแยกออกมาถ่ายแล้วใช้ Action Pod ไว้พรีวิวดูก็คือสะดวกมาก ๆ

ขนาดจิ๋วแต่แจ๋ว 

มาส่องทีดีไซน์กันก่อน รุ่นนี้มีขนาด 35 กรัม ขนาด 25.6 x 54.4 x 23.2 มม. ซึ่งจะแยกกับตัว Action Pod ที่มีน้ำหนักอยู่ที่ 96 กรัม ขนาดแบบพับหน้าจออยู่ที่ 63.5 x 47.6 x 29.5 มม. มีจำหน่ายเพียงสีขาวสีเดียวเท่านั้น 

สำรวจรอบเครื่อง

อย่างที่เห็นกันไปแล้วว่า Insta360 Go 3 มีทั้งตัวกล้องที่สามารถดึงออกมาจาก Action Pod ได้ ด้านบนของกล้องเป็นปุ่มชัตเตอร์ พลิกมาด้านขวาก็จะเจอกับปุ่มไว้แกะ Go 3 ส่วนปุ่ม Power จะอยู่ตรงด้านซ้ายเวลาจะใช้กดครั้งเดียวก็ติด แต่เวลาจะปิดเครื่องต้องกดค้าง ส่วนด้านหลังจะเป็นจอสัมผัสที่สามารถพับได้  

อุปกรณ์ให้มาครบครัน ทั้งไม้เซลฟี่แบบแม่เหล็ก, สร้อยแม่เหล็ก, Easy Clip ที่ยึดติดกับติดหมวก, Pivot Stand ที่ตั้งกล้องบนรถได้ ซึ่งแต่ละชิ้นคือใช้งานและพกพาง่ายมาก ๆ ซึ่งจะแนะนำแต่ละชิ้นให้ดูก่อนว่าเป็นอย่างไรบ้าง

Go 3 

Go 3 หรือเจ้ากล้องจิ๋วที่แยกออกมาจาก Action Pod ทางด้านหลังของกล้องจะเป็นแม่เหล็กสามารถยึดติดไว้ได้กับผิวที่เป็นเหล็กได้ทุกที่ และสามารถใช้ตัวกล้องเป็น Remote Control และตัว Action Pod เป็นจอดูพรีวิวได้ ซึ่งสามารถนำไปติดที่ปลอกคอน้องหมาน้องแมว เอาไว้เป็นกล้องติดตามตัวน้อง ๆ ได้เลย จะได้รู้ว่าวัน ๆ นึงต้องไปไหนมาไหนบ้าง

Insta360 Go 3 กับสร้อยแม่เหล็ก 

สร้อยแม่เหล็ก หรือ Magnet Pendan อุปกรณ์ชิ้นแรกที่ใช้งานคู่กับกล้องที่อยากจะแนะนำเลยก็คือสร้อยแม่เหล็ก นี่แหละ ซึ่งจะเป็นแผ่นกลม ๆ มีเชือกที่สามารถปรับพับเก็บได้ เวลาใช้ก็ง่าย ๆ จะห้อยเป็นสร้อยไปเลย หรือว่าจะนาบกับเสื้อแล้วติดลงไปเพื่อป้องกันกล้องแกว่งไปมาก็ได้

Insta360 Go 3 กับ Easy Clip 

Easy Clip อุปกรณ์ที่เอาไว้หนีบติดกับหมวก แต่ว่าจะใช้งานด้วยการตั้งไว้บนโต๊ะ เหมือนขาตั้งกล้องจิ๋วก็ได้ อีกทั้งยังสามารถติดไปกับปลอกคอของน้องหมาน้องแมวได้ด้วยนะ

Insta360 Go 3 กับ Pivot Stand 

ตัว Pivod Stand จะเป็นขาตั้งแม่เหล็กที่จะแตะประกอบกับตัวกล้องแล้วใช้งานได้ทันที และมีขาตั้งที่มีกาวเหนียว ๆ เอาไว้สำหรับยืดกับพื้นผิวที่เราต้องการจะวางกล้องได้ อีกทั้งตรงแม่เหล็กที่เป็นตัวยึดกับกล้องได้แล้วนั้น ยังสามารถนำมาต่อกับไม้เซลฟี่ที่ยืดหดได้ระยะไกลอีกต่างหาก (ไม้ต้องซื้อเพิ่มนะ)

กันน้ำได้ลึกถึง 5 เมตร

ใครที่เป็นสายลุย สายกิจกรรมกลางแจ้ง หรือแม้กระทั่งสายดำน้ำก็คือถูกใจไม่น้อย เพราะว่ากล้องตัวกล้องกันน้ำได้ถึง 5 เมตรแบบไม่ต้องใส่เคส ฝนกระหน่ำ หรือทำน้ำสาดใส่ก็ไม่ต้องกลัว ส่วน Action Pod จะมีมาตรฐานกันน้ำอยู่ที่ IPX4 ค่ะ

ทดสอบถ่ายภาพและวิดีโอ

ถ่ายภาพแบบเปิด HDR

ในโหมดถ่ายภาพนี้จะรองรับรูปถ่ายความละเอียดสูงสุดอยู่ที่ 2936×1088 (2.7:1) ซึ่งลองเปรียบเทียบกับภาพถ่ายแบบธรรมดาที่ว่าชัดอยู่แล้ว กับภาพถ่ายแบบเปิด PureShot HDR พบว่ารายละเอียดของแสง เงา และสีของภาพจะมีความโดดเด่นและชัดเจนมากขึ้นกว่าเดิม

ถ่ายวิดีโอสูงสุด 2.7K

รุ่นนี้รองรับวิดีโอสูงสุด 2.7K ได้สูงสุด 30fps เรียกได้ว่าวิดีโอคมชัดสะใจ พร้อมกันสั่นที่สามารถปรับได้หลายระดับใครที่ใช้ทั่ว ๆ ไป ถ่ายวิดีโอแบบไม่หวือหวาใช้แค่ระดับ Standard ก็โอเคอยู่นะ ส่วนในระดับ High อันนี้จะเป็นสาย Activity อย่างการวิ่ง และระดับ MAX อันนี้เหมาะสำหรับสาย Extreme ปีนเขาหรือปั่นจักรยานวิบาก ในการทดสอบเราได้ก็ได้ปรับความละเอียดอยู่ที่ 2.7K และกันสั่นแบบ MAX วิดีโอก็จะออกมาประมาณนี้เลย

ในการถ่ายวิดีโอจะมีให้เลือกมุม FOV ได้ 4 รูปแบบ ได้แก่ Ultra, Action, Liner และ NARROW

โหมด FreeFrame

ใครที่ต้องการใช้คลิปเดียวแต่อยากได้ฟุตเทจหลาย ๆ อัตราส่วน แนะนำให้ใช้โหมด FreeFrame ถ่ายเลย ซึ่งหลังจากที่ถ่ายวิดีโอไปแล้วนั้น ก็ค่อยมาปรับขนาดเป็นแนวตั้งแนวนอนเพื่อใช้งานในแต่ละแพลตฟอร์มได้ ผ่านแอปพลิเคชัน Insta 360 อีกที ซึ่งในโหมดนี้จะเลือกความละเอียดสูงสุดได้ 1440P ในอัตราส่วน 16:9 สูงสุด 50 FPS แต่ในวิดีโอที่เราถ่ายเป็นค่าที่ทางกล้องตั้งออกมาอยูู่แล้วที่ 1440P ในอัตราส่วน 16:9 30 FPS วิดีโอที่ได้ก็จะประมาณนี้เลย

โหมด TimeShift

TimeShift ลูกเล่นสนุก ๆ สำหรับคนทีอยากจะถ่ายภาพ Hyperlapse แต่ไม่ต้องตั้งกล้องไว้เฉย ๆ สามารถเดินไปมาได้เลย ซึ่งโหมดนี้สามารถถ่ายวิดีโอได้ความละเอียดสูงสุด 1440P เฟรมเรท 30FPS อัตราส่วนมีให้เลือก 2 แบบคือ 16:6 และ 9:16 ส่วนวิดีโอที่เราถ่ายมาให้ดูนั้นจะเป็นความละเอียดที่กล้องปรับมาให้อยู่ที่ 1440P 15 FPS

โหมด Slow Motion

สำหรับโหมด Slow Motion เจ้ากล้อง Insta360 Go 3 จะสามารถถ่ายวิดีโอความละเอียดสูงสุดอยู่ที่ 1080P @120fps เมื่อถ่ายวิดีโอออกมาจะไม่สามารถดูย้อนหลังผ่านกล้องได้ ต้องมาเปิดดูผ่านแอปอีกที และในตอนที่ถ่ายอัตราส่วนของจอจะถูกปรับให้เป็นแนวตั้งมาให้ (ถึงแม้ว่าจะถือกล้องในแนวนอน) ซึ่งถ้าหากจะถ่ายวิดีโอในแนวนอนต้องตั้งกล้องขึ้นค่ะ

โหมด Interval

ในโหมดนี้จะเป็นเหมือนการที่เราตั้งเวลาถ่ายภาพไปเรื่อย ๆ โดยที่ไม่ต้องกดถ่ายบ่อย ๆ เพราะว่าภาพจะถูกถ่ายออกมาเองตามเวลาตั้งค่าไว้ เราก็สามารถกดชัตเตอร์ครั้งเดียวแล้วถือกล้องถ่ายไปยาว ๆ ได้เลย แล้วค่อยมาเลือกรูปเอาทีหลังผ่านแอป โดยในการจับเวลานับถอยหลังจะตั้งได้ตั้งแต่ 3 วินาทีเป็นต้นไป ส่วนตัวเอาไว้ใช้ถ่ายน้องหมาที่บ้านที่ซุกซน ขยับตัวตลอดเวลา เลยตั้งเวลาไว้ที่ 3 วินาทีพอ เผื่อจะเก็บภาพเด็ด ๆ ได้หลาย ๆ ช็อต

ถ่ายวิดีโอในที่แสงน้อย

ในการถ่ายวิดีโอในที่แสงน้อยนั้น ได้ทดสอบโดยการปรับความละเอียดของวิดีโอเป็น 2.7K 30FPS พร้อมเปิดกันสั่นในที่แสงน้อย วิดีโอที่ได้ออกมาก็จะชัดและนิ่งอยู่ประมาณนี้เลย คือเห็นรายละเอียดครบถ้วนว่าใคร ทำอะไร อยู่ที่ไหน แต่รายละเอียดแบบยิบย่อยอย่างพวกลายของเสื้อจะยังไม่ชัดเจนเท่าไหร่ ส่วนการถ่ายในตอนกลางคืนแบบมีแสงไฟปกติถือว่าทำออกมาได้ดีเลยล่ะ

ถ่ายแบบแยก GO 3 ออกจาก Action Pod

สำหรับการใช้งานแบบระยะไกลด้วยการนำ GO 3 ไปติดอยู่ที่ปลายไม้ จากนั้นก็ใช้ Action Pod ถือเป็นจอพรีวิว ก็ถือเป็นฟังก์ชันที่ใช้งานได้สะดวกและสนุกมากเลย ซึ่งด้านหลังของ GO 3 นั้นเป็นแม่เหล็ก สามารถนำไปแปะไว้กับพวกขาโต๊ะ ขาเก้าอี้ หรือประตู หรือข้างรถที่เป็นเหล็ก ก็จะทำให้ถ่ายออกมาได้มุมเก๋ ๆ

สั่งงานด้วยเสียงได้

รุ่นนี้มี Voice Control 2.0 ซึ่งสามารถใช้งานสั่งงานด้วยเสียงได้ ไม่ต้องคอยกดเปิดปิดเสมอไป รองรับการใช้งาน 2 ภาษา ได้แก่ ภาษาอังกฤษ และภาษาจีน

ไมค์โครโฟน 2 ตัว ให้เสียงชัด

ตัวกล้อง Go 3 มีไมค์โครโฟนแบบ built-in ทั้งหมด 2 ตัว ผู้ใช้งานสามารถอัดเสียงได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้ไมค์แยก โดยตำแหน่งอยู่ที่ด้านบนและตรงกลางของตัวกล้อง หลังจากทดสอบพบว่า กล้องสามารถเก็บรายละเอียดของเราได้ว่าพูดอะไรอยู่ในระดับที่ชัดเจน มีเสียงรอบข้างเข้านิดหน่อย สามารถเลือกปรับได้ว่าต้องการใช้แบบไหน ทั้งแบบ Wind Reduction, Stereo หรือ Direction Focus

ในการทดสอบเสียงจากไมค์โครโฟน ได้เลือกใช้เป็น Wind Reduction เพราะตอบโจทย์ต่อสถานการณ์ที่เป็นอยู่มากที่สุด ในขณะที่ถ่ายอยู่ลมที่พัดมาอยู่ในระดับที่ยังไงก็ต้องได้ยินแน่ ๆ ซึ่งฟังก์ชันนี้ก็ช่วยได้มากเลยล่ะค่ะ

แบตเตอรี่

รุ่นนี้ได้อัปเกรดแบตเตอรี่ให้ใช้งานได้นานกว่าเดิม โดยแยกเป็น กล้อง GO 3 แบตเตอรี่กล้องอย่างเดียวจะอยู่ที่ 310mAh สามารถถ่ายวิดีโอได้นาน 45 นาที ส่วนถ้าใช้งาน GO 3 ร่วมกับ Action Pod จะสามารถใช้งานได้ 170 นาที ซึ่งจากที่ทดลองใช้งานถ่ายวิดีโอในโหมดต่าง ๆ กลางแจ้งแบบถ่ายแล้วก็พักบ้างตั้งแต่บ่าย 2 – 5 โมง เป็นเวลาทั้งหมด 3 ชั่วโมง แบตเตอรี่ก็ยังไม่หมดเกลี้ยงนะ

สรุปการใช้งาน

ในการใช้งาน Insta360 Go 3 พูดได้คำเดียวเลยว่าสนุกมากจริง ๆ เพราะว่าการถ่ายวิดีโอในชีวิตประจำวันจะไม่ใช่แค่เพียงยกกล้อง Action ขึ้นมาถ่ายเฉย ๆ แต่ว่าสามารถดึงลูกเล่นออกมาใช้ได้เยอะมาก และแอปพลิเคชันสำหรับโอนถ่ายไฟล์เองก็ใช้งานได้สะดวกมาก ๆ มีให้เลือกปรับและตัดต่อให้คลิปมีความสมบูรณ์พร้อมเอาไปลงโซเชียลได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลาโหลดไฟล์ทีนึงแล้วมาเข้าแอปตัดต่อทีนึง

ข้อดี

  • ขนาดเล็ก พกพาสะดวกมาก ๆ
  • แบตเตอรี่เยอะกว่าเดิม 50%
  • แยกใช้งานระหว่าง Go 3 และ Action Pod ได้
  • มีจอ LCD ไว้พรีวิวภาพและวิดีโอ
  • กันน้ำ
  • มีโหมดให้เลือกหลากหลายมาก

ข้อสังเกต

  • แม่หล็กยึดติดระหว่าง Go 3 และ Action Pod ค่อนข้างแน่น เวลาถอดต้องใช้มืองัดตรงเลนส์กล้อง จุดนี้ค่อนข้างหวาดเสียวอยู่เหมือนกัน
  • มีเพียงสีขาวสีเดียวเท่านั้น
  • หากแยก Go 3 ออกมาใช้งานในระยะไกล ภาพที่ได้แบบเรียลไทม์ใน Action Pod มีความกระตุกเล็กน้อย

ราคาจำหน่าย

Insta360 Go 3 มีเพียงสีขาวสีเดียวเท่านั้น เฉพาะกล้องอย่างเดียว และอุปกรณ์เสริมที่มีมาให้ในกล่อง วางจำหน่ายในราคาและรุ่นความจุ ดังนี้

  • 32GB ราคา 13,990 บาท
  • 64GB ราคา 14,990 บาท
  • 128GB ราคา 16,500 บาท

โปรโมชั่น

ซื้อกล้อง Insta360 Go 3 ตั้งแต่วันที่ 4 – 28 ธันวาคม 2566 รับส่วนลดสูงสุด 5% ไปเลย และสินค้าอื่น ๆ ลดสูงสุด 30% สามารถเข้าไปดูและสั่งซื้อสินค้าได้ที่ร้านค้า Official LAZADA