ฟีเจอร์ “การตรวจจับการชนกัน” หรือ “Crash Detection” ที่จะทำงานเมื่ออุปกรณ์ตรวจจับได้ว่าผู้ใช้อยู่ในรถที่ชนกัน ทีมงาน DroidSans จะมาแนะนำวิธีเปิดใช้ฟีเจอร์นี้บน iPhone โดยที่ไม่จำเป็นต้องมี Apple Watch ก็สามารถใช้งานฟีเจอร์นี้ได้เช่นกัน

อุปกรณ์ที่รองรับและหลักการในการทำงานของฟีเจอร์ Crash Detection

สำหรับระบบ “การตรวจจับการชนกัน” สามารถใช้งานได้กับ iPhone 14 Series ขึ้นไป (หรือรุ่นที่ใหม่กว่า) และต้องใช้ระบบปฏิบัติการ iOS 16 หรือเวอร์ชันที่ใหม่กว่า

วิธีการทำงานของฟีเจอร์ “การตรวจจับการชนกัน” ระบบจะทำการตรวจจับการชนหรืออุบัติเหตุรถยนต์ที่รุนแรง เช่น การชนด้านหน้า, การชนด้านข้าง, การชนท้าย และการพลิกคว่ำ โดยอาศัยการทำงานร่วมกันของเซนเซอร์ต่าง ๆ ดังนี้ (อ้างอิงจาก: Mashable)

  • เซนเซอร์ gyroscope และ accelerometer ในการตรวจจับการเคลื่อนไหวหรือความแรงกระแทกรอบทิศทาง (แรง G)
  • ไมโครโฟน สำหรับตรวจจับเสียงภายนอกอุปกรณ์ที่อาจดังเป็นพิเศษ ซึ่งเกิดจากการชน/กระแทกในอุบัติเหตุรถยนต์
  • เซนเซอร์ Barometer เพื่อตรวจวัดแรงดันอากาศรอบ ๆ เมื่อ AirBag ในรถยนต์เริ่มทำงาน

เมื่อ Detect หรือตรวจจับการชนกัน iPhone จะส่งเสียงเตือนและขึ้นหน้าจอแจ้งเตือนเป็นเวลา 10 วินาที (เลือกปิดแจ้งเตือน/ลากแถบเลื่อนเพื่อโทรออกไปยังเบอร์ฉุกเฉิน) สำหรับประเทศไทยจะโทรออกไปยังเบอร์ 191

หากในช่วงเวลานั้นไม่มีการตอบสนองหรือ Action อะไรกับตัว iPhone อุปกรณ์ของผู้ใช้จะโทรแจ้งหน่วยบริการฉุกเฉินให้โดยอัตโนมัติหลังจากนับถอยหลัง 30 วินาที และถ้าหากผู้ใช้เพิ่มรายชื่อผู้ติดต่อฉุกเฉินไว้ด้วย อุปกรณ์จะส่งข้อความเพื่อแชร์ตำแหน่งและแจ้งไปยังรายชื่อผู้ติดต่อให้ทราบว่า “เจ้าของ iPhone ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์”

ทั้งนี้ Apple ก็ได้ระบุเอาไว้ว่า iPhone หรือ Apple Watch อาจไม่สามารถตรวจจับรถชนกันได้ทุกครั้ง ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ เช่น การทำงานร่วมกันของเซนเซอร์ และสภาพแวดล้อมโดยรอบ

วิธีเปิด/ตั้งค่าฟีเจอร์ Crash Detection บน iPhone

  • ไปที่แอป “ตั้งค่า” จากนั้นเลื่อนลงมาด้านล่างแล้วเลือกเมนู “SOS ฉุกเฉิน”
  • กดเปิด “โทรหลังจากเกิดรถชนกันรุนแรงมาก”

สิ่งที่สำคัญนอกเหนือจากการกดเปิดฟีเจอร์ “ตรวจจับการชนกัน” แล้วก็คือ “การเพิ่มรายชื่อติดต่อฉุกเฉิน” ในหน้าเดียวกันหลังจากกดเปอดฟีเจอร์แล้ว ให้เราเลื่อนลงมาล่างสุดเพื่อทำการแก้ไข/เพิ่มรายชื่อติดต่อฉุกเฉินได้เลย

เมื่อระบบพาเรามายังหน้าต่าง “ข้อมูลทางการแพทย์” ให้เลื่อนลงมาอีกนิด จะเจอกับหัวข้อรายชื่อการติดต่อฉุกเฉิน ให้ทำการกดเพิ่มรายชื่อจากนั้นระบบจะให้ผู้ใช้ดึง/เลือกรายชื่อที่ต้องการมาเป็นรายชื่อติดต่อฉุกเฉิน

หากเกิดอุบัติเหตุแล้วระบบตรวจจับการชนกันได้ SOS ฉุกเฉินจะส่งข้อความพร้อมตำแหน่งที่ตั้งปัจจุบันของ iPhone ให้กับรายชื่อที่เพิ่มเอาไว้ทันที

ในกรณีของ Apple Watch หากต้องการใช้งานฟีเจอร์ Crash Detection จำเป็นต้องใช้ Apple Watch Series 8, Apple Watch SE (รุ่นที่ 2) และ Apple Watch Ultra หรือรุ่นที่ใหม่กว่าขึ้นไป

ในครั้งต่อไปหากมีโอกาส พวกเราทีมงาน DroidSans จะมาแนะนำวิธีตั้งค่าเปิดใช้งานฟีเจอร์ Crash Detection หรือ Fall Detection บนสมาร์ตวอชกันด้วยนะคะ <3