ถือเป็นข่าวใหญ่รับปี 2026 สำหรับวงการสมาร์ทโฟน และวงการสำรวจอวกาศ เมื่อ Jared Isaacman ผู้อำนวยการ NASA คนใหม่ (ภายใต้การแต่งตั้งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์) ได้ประกาศอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2026 ที่ผ่านมา ว่า “อนุญาตให้นักบินอวกาศพกสมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุดขึ้นสู่ห้วงอวกาศได้” โดยมี iPhone ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยขั้นสูงสุด

จุดเปลี่ยนสำคัญ จากกฎเหล็กสู่ความยืดหยุ่น

ในอดีต NASA มีกฎระเบียบที่เข้มงวดในการตรวจสอบอุปกรณ์ทุกชิ้น ทำให้นักบินอวกาศต้องใช้กล้อง DSLR รุ่นเก่า (เช่น Nikon รุ่นปี 2016) ซึ่งล้าหลังและใช้งานยาก แต่ในยุคของ Isaacman เขาต้องการลดขั้นตอนที่ยุ่งยากและนำเทคโนโลยีภาคเอกชนมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

  • ความเร็วคือหัวใจ : แทนที่จะรอการรับรองนานหลายปี NASA เลือกที่จะเร่งกระบวนการทดสอบมาตรฐานความปลอดภัย เพื่อให้ทันกับเทคโนโลยีปัจจุบัน
  • American First : นโยบายนี้สอดคล้องกับแนวทางของทรัมป์ ที่ต้องการโชว์ศักยภาพนวัตกรรมของสหรัฐฯ บนเวทีอวกาศโลก

2 ภารกิจประวัติศาสตร์ที่ iPhone จะร่วมเดินทาง

ข้อมูลจาก Bloomberg และ MacRumors ยืนยันว่า iPhone จะถูกนำไปใช้ในภารกิจสำคัญดังนี้

  1. SpaceX Crew-12 : ภารกิจส่งนักบินไปยังสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) มีกำหนดการปล่อยยานในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2026 โดยใช้ยานอวกาศ SpaceX Dragon ปฏิบัติภารกิจบนสถานีเป็นเวลา 6 เดือน
  2. Artemis II : ภารกิจประวัติศาสตร์ในการส่งมนุษย์ไปโคจรรอบดวงจันทร์ ในรอบกว่า 50 ปี (นับตั้งแต่ปี 1972) ซึ่งมีกำหนดการในช่วงเดือนมีนาคม 2026

การให้ความสำคัญกับ iPhone ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องการถ่ายรูป แต่เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ “Ensuring American Space Superiority” ของทรัมป์ ที่ต้องการโชว์ศักยภาพเทคโนโลยีสัญชาติอเมริกันบนเวทีโลกและนอกโลก

กว่าจะเป็น iPhone ที่ Space-Qualified

แม้จะเป็น iPhone รุ่นที่เราหาซื้อได้ทั่วไป แต่การจะขึ้นไปอยู่บนยาน Orion หรือแคปซูลของ SpaceX ได้นั้น ต้องผ่านการทดสอบมาตรฐานความปลอดภัยขั้นสูงสุด (Hardware Qualification)

  • Battery Safety : แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนต้องผ่านการทดสอบเรื่องการระบายความร้อน เพื่อป้องกันการระเบิดหรือไฟไหม้ในสภาวะความกดอากาศต่ำ
  • Radiation Resilience : ชิปประมวลผล (Apple A-Series) ต้องทำงานได้เสถียรแม้จะถูกรบกวนจากรังสีคอสมิกในอวกาศ
  • EMI Compliance: ต้องไม่ปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าไปรบกวนระบบสื่อสารและระบบนำทางของยานอวกาศ
  • G-Force Endurance: ตัวเครื่องต้องทนแรงสั่นสะเทือนมหาศาล ขณะพุ่งทะยานออกจากชั้นบรรยากาศ

ประโยชน์มากกว่าแค่การถ่ายรูป

ในอดีต NASA ใช้กล้อง DSLR และอุปกรณ์ที่ปรับแต่งมาโดยเฉพาะเท่านั้น แต่การเปิดโอกาสให้ใช้สมาร์ทโฟนส่วนตัว มีเหตุผลสำคัญ คือ

  • การเชื่อมต่อความรู้สึก : ช่วยให้นักบินอวกาศสามารถบันทึกภาพวิดีโอและช่วงเวลาพิเศษส่งกลับมาให้ครอบครัวได้ง่ายขึ้น ช่วยลดความเครียดระหว่างทำภารกิจ
  • คุณภาพของกล้องระดับโปร : ปัจจุบันระบบกล้องและวิดีโอของ iPhone พัฒนาไปไกลมาก จนสามารถเก็บภาพเหตุการณ์สำคัญบนยานอวกาศได้คมชัด รวมถึงความไวของระบบออโต้โฟกัสและขนาดที่กะทัดรัด ทำให้นักบินอวกาศไม่พลาดช็อตสำคัญที่เกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาที
  • การแชร์แรงบันดาลใจ : NASA ต้องการให้คนบนโลกเข้าถึงภาพลักษณ์และบรรยากาศในอวกาศได้แบบ Real-time และมีความเป็นกันเองมากขึ้นผ่านเลนส์สมาร์ทโฟนที่คนทั้งโลกคุ้นเคย ทำให้คนรู้สึกเข้าถึงการสำรวจอวกาศได้ง่ายขึ้น

ก้าวต่อไปของ Apple และ NASA

แม้จะยังไม่มีการระบุชัดเจนว่าเป็น iPhone รุ่นไหน (คาดว่าเป็นรุ่น Pro หรือรุ่นเรือธงล่าสุด) แต่การขยับตัวครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า NASA กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่ ที่ใช้ Consumer Technology หรือเทคโนโลยีที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน มาเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจสำรวจจักรวาล

ก็รอติดตามชมแคมเปญ “Shot on iPhone” ที่ส่งตรงจากวงโคจรดวงจันทร์ได้เร็วๆ นี้ ซึ่งอาจจะเป็นภาพประวัติศาสตร์ที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนจากมุมมองส่วนตัวของนักบินอวกาศเองก็เป็นได้ แต่ที่หลายคนอยากรู้ คือค่าโทรศัพท์จากอวกาศจะแพงแค่ไหน และนอกเหนือจาก Airplane Mode แล้ว เราอาจจะได้เห็น “Space Mode” ใน iOS รุ่นถัดไปหรือไม่?

ที่มา : NASA Administrator Jared Isaacman, Bloomberg, MacRumors, Engadget, Seeking Alpha