ภูมิทัศน์สื่อไทยกำลังเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ เมื่อที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (บอร์ด กสทช.) มีมติเห็นชอบ (ร่าง) แผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2569–2573) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีไฮไลต์สำคัญคือการปั้น “แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งแห่งชาติ” (National Streaming Platform) ขึ้นมาเป็นเกราะกำบังให้ผู้ประกอบการไทยสู้กับบิ๊กเทคระดับโลก

3 ไฮไลต์สำคัญ แผนแม่บท กสทช. ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2569–2573)

จากการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ กสทช. ได้ปรับปรุงเนื้อหาและเตรียมนำประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาเพื่อบังคับใช้ โดยมุ่งเน้นไปที่ 3 แกนหลัก ดังนี้

1. จัดตั้ง National Streaming Platform (แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งแห่งชาติ)

กสทช. มีนโยบายส่งเสริมให้เกิดช่องทางที่หลากหลายในการเข้าถึงบริการ โดยจะพัฒนาแนวทางการจัดให้มี “แพลตฟอร์มกลางของประเทศ สำหรับโทรทัศน์ภาคพื้นดินและวิทยุกระจายเสียง” (Television and Audio National Streaming Platforms) เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยมีพื้นที่ส่วนกลางในการกระจายคอนเทนต์สู่ผู้ชมยุคดิจิทัล ลดการพึ่งพาและถูกส่วนแบ่งรายได้จากแพลตฟอร์มต่างชาติ

2. ยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคยุค AI และสื่อออนไลน์

  • สกัดกั้นข้อมูลเท็จ: มุ่งเน้นการคุ้มครองประชาชนจากข้อมูลบิดเบือน, ข่าวลวง (Fake News) และเนื้อหาที่เป็นอันตรายหรือขัดต่อกฎหมาย
  • ค่าบริการที่เป็นธรรม: ประชาชนต้องได้รับบริการที่มีคุณภาพในราคาที่เข้าถึงได้ ทั่วถึง และเท่าเทียม

3. ดึงกลุ่ม “ภาพและเสียงบนอินเทอร์เน็ต” เข้าสู่ระบบ

กสทช.เตรียมพัฒนากลไกการกำกับดูแลและส่งเสริมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การประกอบกิจการภาพและเสียงผ่านระบบอินเทอร์เน็ต (เช่น บริการ OTT หรือ Streaming ต่างๆ) อยู่ภายใต้กติกาที่เหมาะสมและสอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้ชมในปัจจุบัน

โรดแมปทีวีดิจิทัล หมดอายุปี 2572 ที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้

แม้แผนแม่บทฉบับใหญ่จะผ่านฉลุย แต่สำหรับอีกหนึ่งวาระใหญ่คือ Roadmap กิจการโทรทัศน์และการแพร่ภาพและเสียง (พ.ศ. 2569-2573) เพื่อรองรับช่วงเปลี่ยนผ่านก่อนที่ ใบอนุญาตทีวีดิจิทัลจะหมดอายุลงในเดือนเมษายน 2572 ประเด็นนี้บอร์ด กสทช. ถกเครียดกันกว่า 3 ชั่วโมง แต่ก็ยังไม่สามารถหาข้อยุติได้ในบางเรื่อง และสั่งให้สำนักงาน กสทช.กลับไปทำข้อมูลเพิ่มเติมภายใน 30 วัน โดยมี 2 ปมใหญ่ที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

ปมที่ 1: รูปแบบการประมูลรอบใหม่ (ใครควรประมูล? ระหว่าง ช่องรายการ vs โครงข่าย)

เดิมที กสทช. วางแผนจะจัดประมูลล่วงหน้าในช่วงปลายปี 2571 แต่ยังเกิดคำถามในเชิงโครงสร้างว่า ควรจะให้ใครเป็นผู้เข้าประมูล

  • แนวคิดใหม่: ให้ผู้ให้บริการโครงข่าย (MUX) เป็นผู้ประมูลแทนช่องรายการ เพื่อไม่ให้ช่องรายการต้องแบกรับภาระสองต่อ (ทั้งค่าใบอนุญาตช่องและค่าเช่าโครงข่าย) เนื่องจากซัพพลายในตลาดทีวีดิจิทัลเปลี่ยนไปแล้ว
  • ข้อกังวล: ผู้ให้บริการโครงข่ายบางรายในปัจจุบันก็มีสถานะเป็นเจ้าของช่องรายการด้วย อาจทำให้เกิดปัญหาความได้เปรียบทางการแข่งขันหรือผลประโยชน์ทับซ้อน

บอร์ด กสทช. จึงสั่งให้ไปวิเคราะห์เปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสีย ทั้งในมิติทางกฎหมาย มิติเศรษฐศาสตร์ และผลกระทบต่อผู้บริโภคมาอย่างละเอียด

ปมที่ 2: แผนยุติทีวีดาวเทียมระบบ C-Band (ย่านความถี่ 3500 MHz)

ที่ประชุมเห็นชอบในหลักการที่จะ ยุติการใช้งานทีวีดาวเทียมระบบ C-Band (3700-4200 MHz) สำหรับบริการ Direct to Home (DTH) ในเดือนเมษายน 2572 เพื่อนำคลื่นความถี่ (เช่น ย่าน 3500 MHz) ไปบริหารจัดการเพื่อประโยชน์ด้านอื่นในอนาคต และจะเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบ KU-Band แทน

ผลกระทบ ไทม์ไลน์ที่ไม่ตรงกัน

  • ปัจจุบันยังมีประชาชนไทยใช้งานจานดาวเทียมระบบนี้สูงถึงประมาณ 10 ล้านครัวเรือน
  • ใบอนุญาต MUX จะสิ้นสุดในปี 2571 แต่ ใบอนุญาตทีวีดิจิทัลจะสิ้นสุดในปี 2572 ซึ่งช่วงเวลาไม่ตรงกัน
  • กสทช. จึงต้องทำแผนการเปลี่ยนผ่านที่รัดกุมที่สุด เพื่อไม่ให้กระทบต่อสิทธิในการรับชมทีวีของประชาชนจำนวนมาก

สรุป Timeline สำคัญ

กำหนดเวลาเหตุการณ์สำคัญ
ภายใน 30 วันสำนักงาน กสทช. ต้องส่งผลวิเคราะห์การประมูลคลื่น/โครงข่าย และแผนเปลี่ยนผ่านทีวีดาวเทียม
ปลายปี 2571กรอบเวลาเดิมที่คาดว่าจะจัดประมูลใบอนุญาตทีวีดิจิทัลรอบใหม่
ปี 2571ใบอนุญาตผู้ให้บริการโครงข่าย (MUX) สิ้นสุดลง
เมษายน 2572ใบอนุญาตทีวีดิจิทัลสิ้นสุดลง / ยุติการใช้งานระบบดาวเทียม C-Band

สรุปก้าวต่อไปของ กสทช. และทิศทางสื่อไทย

ภายใน 30 วันนับจากนี้ สำนักงาน กสทช. จะต้องนำข้อวิเคราะห์เชิงลึกทั้งหมดกลับมาเสนอต่อบอร์ดอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกฎหมายจัดสรรคลื่นความถี่, แผนการเปลี่ยนผ่านจากระบบ C-Band และโมเดลการประมูลทีวีดิจิทัลรอบใหม่

การผลักดัน National Streaming Platform ควบคู่ไปกับการจัดระเบียบโครงข่าย MUX และคลื่นความถี่รอบนี้ จึงไม่ใช่แค่การต่ออายุสัมปทานแบบเดิมๆ แต่เป็นการรื้อโครงสร้างเพื่อสร้างทางรอดให้กับอุตสาหกรรมโทรทัศน์และคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทย ท่ามกลางกระแสการถาโถมของแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ข้ามชาติอย่างแท้จริง

ที่มา : infoquest, bangkokbiznews