อมีรายงานล่าสุดเปิดเผยว่า Qualcomm กำลังซุ่มทดสอบชิปเซ็ตระดับเรือธงรุ่นถัดไปที่ใช้สถาปัตยกรรมการผลิตระดับ 2 นาโนเมตร (2nm) แต่ความน่าสนใจในรอบนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องของความแรงและความประหยัดพลังงานเท่านั้น เพราะ Qualcomm วางแผนที่จะปล่อยชิปเซ็ตตัวท็อปนี้ออกมาถึง 2 เวอร์ชัน เพื่อตอบโจทย์ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนและผู้ใช้งานที่แตกต่างกัน โดยจะแบ่งตามเทคโนโลยีหน่วยความจำ (RAM) นั่นคือเวอร์ชันที่รองรับ LPDDR5X และเวอร์ชันไฮเอนด์ที่รองรับ LPDDR6
Snapdragon 8 Elite Gen 6 Pro ชิปเซ็ต 2nm ที่แรงที่สุดในฝั่ง Android
ชิปเซ็ตรุ่นใหม่นี้คาดว่าจะใช้ชื่ออย่างเป็นทางการว่า Snapdragon 8 Elite Gen 6 Pro (หรืออาจมีการเปลี่ยนแปลงตามการทำการตลาดของ Qualcomm ในอนาคต) โดยจะถูกผลิตบนสถาปัตยกรรมขั้นสูงระดับ 2 นาโนเมตร (2nm) ของ TSMC ซึ่งเป็นโรงงานผลิตชิปชั้นนำของโลก
การขยับมาใช้สถาปัตยกรรม 2nm ในครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน (Performance) และการจัดการพลังงาน (Battery Efficiency) ให้ดีขึ้นกว่าชิปเซ็ตรุ่นก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด ทำให้สมาร์ทโฟนทำงานได้เร็วขึ้น ประมวลผลกราฟิกหนักๆ ได้ลื่นไหล แต่อัตราการกินพลังงานต่ำลง ส่งผลให้แบตเตอรี่อึดขึ้น
ความเหมือนที่แตกต่าง LPDDR5X VS LPDDR6


จากข้อมูลแผนผังบล็อกไดอะแกรมที่หลุดออกมา ระบุว่า Qualcomm เลือกใช้วิธีคงความเร็วสัญญาณนาฬิกา (Clock Speed) ของแกนประมวลผลหลักให้เท่ากันทั้งสองเวอร์ชัน แต่เลือกที่จะสร้างความแตกต่างในส่วนของหน่วยความจำ ดังนี้
- เวอร์ชันมาตรฐาน : รองรับหน่วยความจำ LPDDR5X ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ใช้อยู่ในสมาร์ทโฟนเรือธงยุคปัจจุบัน แม้จะไม่ใช่เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด แต่ก็มีความเสถียรและให้ประสิทธิภาพที่สูงเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปและการเล่นเกมระดับสูง
- เวอร์ชันโปร : รองรับหน่วยความจำความเร็วสูงรุ่นใหม่อย่าง LPDDR6 และยังมาพร้อมการรองรับเทคโนโลยีพื้นที่จัดข้อมูล UFS 5.0 อีกด้วย ซึ่งนี่คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยปลดล็อกพลังประมวลผลกราฟิก (คาดว่าจะใช้ GPU Adreno 850) และเพิ่มการรับส่งข้อมูลที่รวดเร็วแบบก้าวกระโดด
ทำไมต้องแยกเป็น 2 เวอร์ชัน?
เหตุผลสำคัญที่ทำให้ Qualcomm ต้องเลือกเดินเกมแยกชิปเซ็ตเป็น 2 เวอร์ชันในรอบนี้ สามารถสรุปได้เป็น 2 ปัจจัยหลักๆ คือ
1. ปัญหาต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้น
มีรายงานว่า ชิปเซ็ตเวอร์ชันตัวท็อปอย่างรุ่นที่รองรับ LPDDR6 อาจมีราคาต้นทุนส่งมอบให้กับผู้ผลิตสมาร์ทโฟน (OEMs) สูงทะลุ $300 (หรือประมาณ 10,000 กว่าบาท) ต่อหนึ่งชิ้น ซึ่งนี่ยังไม่รวมค่าหน้าจอ กล้อง และวัสดุอื่นๆ หากฝืนให้ทุกแบรนด์ใช้ชิปรุ่นนี้รุ่นเดียว ราคาขายปลีกของสมาร์ทโฟนเรือธงอาจพุ่งสูงจนผู้บริโภคเข้าถึงยาก
การส่งรุ่น LPDDR5X ออกมา จึงเป็นทางออกที่ชาญฉลาด เพื่อให้แบรนด์มือถือค่ายต่างๆ มีตัวเลือกในการควบคุมต้นทุน สามารถผลิตสมาร์ทโฟนสเปคเรือธงรุ่นรอง ในราคาที่จับต้องได้ง่ายขึ้น ในขณะที่รุ่น LPDDR6 จะถูกสงวนไว้ให้กับสมาร์ทโฟนระดับสูงสุดอย่างกลุ่ม Ultra เท่านั้น
2. ขีดความสามารถด้าน On-Device AI
เทคโนโลยี Generative AI ที่รันบนสมาร์ทโฟนโดยตรง ไม่ต้องพึ่งพาระบบคลาวด์ตลอดเวลา จำเป็นต้องใช้แบนด์วิดท์ของหน่วยความจำที่กว้างและเร็วมากๆ แรมแบบ LPDDR6 จะเข้ามาตอบโจทย์ในจุดนี้ ทำให้การประมวลผลฟีเจอร์ AI อัจฉริยะต่างๆ ภายในเครื่องทำได้เรียลไทม์ แม่นยำ และกินพลังงานน้อยลง ใครที่ต้องการเสพประสบการณ์ AI แบบจัดเต็ม ชิปเวอร์ชัน Pro จึงเป็นคำตอบ
ข้อมูลอื่นๆ เพิ่มเติม
นอกเหนือจากเรื่องแรมแล้ว มีข่าวลือว่า Qualcomm อาจมีการซอยย่อยชิปเซ็ตในรูปแบบ binned versions เพิ่มเติมในภายหลัง เช่น การปรับลดสเปคเป็น CPU แบบ 7-core เพื่อเจาะกลุ่มตลาดที่หลากหลายมากขึ้นในระดับราคาที่แตกต่างกัน
สำหรับข้อมูลอย่างเป็นทางการ คาดว่า Qualcomm จะเริ่มเปิดเผยรายละเอียดและโรดแมปของชิปเซ็ตสถาปัตยกรรม 2nm ตัวนี้ในช่วงปลายปี 2026 ก่อนที่จะถูกนำไปติดตั้งลงในสมาร์ทโฟนระดับพรีเมียมที่จะวางจำหน่ายจริงในปี 2027
ที่มา : Reptalica, gizmochina

Comment