แม้สถานการณ์ขาดแคลนชิป DRAM ทั่วโลกจะยังไม่คลี่คลาย แต่ราคาหน่วยความจำ DDR5 สำหรับผู้ใช้ทั่วไปในยุโรปเริ่มส่งสัญญาณปรับตัวลดลงเล็กน้อย สวนทางกับตลาดสหรัฐฯ ที่ราคายังคงอยู่ในระดับสูง โดยความเคลื่อนไหวครั้งนี้อาจสะท้อนให้เห็นถึงการเริ่มต้นของการปรับฐานราคา หลังจากที่ราคาพุ่งขึ้นรุนแรงตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา
ข้อมูลกราฟราคาที่ถูกเผยแพร่ในคอมมูนิตี้สายพีซีชื่อดัง แสดงให้เห็นแนวโน้มราคาชุดแรม DDR5 ขนาด 32GB โดยเฉลี่ยในสหภาพยุโรป ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2025 ถึงกุมภาพันธ์ 2026 ในช่วงแรก ราคาทรงตัวอยู่ที่ราว 95-100 ยูโร ก่อนจะเริ่มขยับขึ้นในเดือนตุลาคม และเร่งตัวแรงในเดือนพฤศจิกายน จนทำจุดสูงสุดในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ที่ระดับประมาณ 430-470 ยูโร หรือราว 16,000-17,500 บาท นับเป็นการปรับขึ้นหลายเท่าตัวภายในเวลาไม่ถึงครึ่งปี

อย่างไรก็ตาม หลังผ่านช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นมา เส้นกราฟเริ่มสะท้อนแนวโน้มขาลงทั้งในส่วนของราคาต่ำสุดและราคาเฉลี่ย ซึ่งอาจเป็นสัญญาณว่าตลาดเริ่มรับแรงกดดันจากราคาที่สูงเกินไป และความต้องการซื้อเริ่มชะลอตัว
เพื่อยืนยันแนวโน้มดังกล่าว มีการตรวจสอบราคาจริงผ่าน Amazon เยอรมนี โดยอ้างอิงข้อมูลย้อนหลังจากบริการติดตามราคา CamelCamelCamel ในกลุ่มแรม DDR5 ขนาด 32GB ความเร็ว 6000/6400 แบบดูอัลแชนแนล จากแบรนด์หลักอย่าง Crucial, Corsair, G.Skill, Kingston และ Patriot

ผลที่พบคือ แม้ราคาจะยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับช่วงกลางปี 2025 แต่หลายรุ่นได้ปรับลดลงจากจุดสูงสุดเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน ตัวอย่างเช่น รุ่นของ Corsair ที่เคยอยู่ราว 480 ยูโรช่วงต้นกุมภาพันธ์ ลดลงมาเหลือประมาณ 425 ยูโร ขณะที่ Kingston ลดจากราว 550 ยูโรในช่วงต้นมกราคม เหลือประมาณ 463 ยูโร ณ เวลาที่รายงาน ทั้งนี้ ราคาขายปลีกในยุโรปรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แล้ว ซึ่งแตกต่างจากราคาที่แสดงในสหรัฐฯ
เมื่อเทียบกับตลาดอเมริกา แม้บางรุ่นจะเริ่มเห็นการปรับลงเล็กน้อยเช่นกัน แต่ภาพรวมยังไม่ชัดเจนว่ากำลังเข้าสู่แนวโน้มขาลงจริงหรือไม่ โดยราคายังคงสูงกว่าช่วงก่อนเกิดวิกฤตราคาอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม แม้จะเริ่มเห็นสัญญาณปรับฐาน แต่โอกาสที่ราคา DDR5 จะกลับไปอยู่ในระดับ “ปกติ” ในระยะสั้นยังถือว่าน้อย ปัจจัยสำคัญยังคงเป็นภาวะอุปทานตึงตัว และความต้องการหน่วยความจำที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยสถานการณ์อาจคลี่คลายได้ก็ต่อเมื่อความต้องการโดยรวมลดลง หรือกำลังการผลิต DRAM ใหม่ในช่วงปลายปี 2026 ถึง 2027 เริ่มเข้าสู่ตลาด รวมถึงการเปลี่ยนผ่านไปสู่กระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นของผู้ผลิตรายใหญ่
ถึงแม้การปรับลดรอบนี้จะยังไม่ใช่การดิ่งลงอย่างชัดเจน แต่ก็สะท้อนว่าราคาที่พุ่งสูงเกินไปเริ่มส่งผลกระทบต่อดีมานด์ และอาจบีบให้ผู้ค้าปลีกทยอยปรับราคาลงเพื่อกระตุ้นยอดขายในที่สุด
ที่มา : HKEPC

Comment