ทีวีที่ให้สีสดมาก ๆ อาจไม่ได้หมายความว่าจะให้สีที่สมจริงเสมอไป เพราะหากมีการเร่งสีมากเกินไป ภาพอาจดูสะดุดตา แต่สีที่ได้ก็อาจห่างจากสิ่งที่ควรจะเป็น
Hisense UR8S จึงเลือกแก้โจทย์เรื่องสีตั้งแต่ต้นทาง ด้วยเทคโนโลยี RGB MiniLED ที่ใช้แสงสีแดง เขียว และน้ำเงินในการสร้างสีจากระบบ Backlight โดยตรง พร้อมวางตำแหน่งเป็นทีวีระดับพรีเมียมของ Hisense ในปี 2026 โดย Hisense เป็นแบรนด์แรกที่พัฒนาและผลิตเทคโนโลยี RGB Mini-LED ถือว่าเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่บุกเบิกเทคโนโลยีนี้อย่างจริงจัง และนำเทคโนโลยีนี้มาใช้กับทีวีในหลายขนาดมากขึ้นในปี 2026

Hisense UR8S มีให้เลือกทั้งหมด 3 ขนาด ได้แก่ 65, 75 และ 85 นิ้ว โดยรุ่นที่ได้มาใช้งานนี้เป็นขนาดใหญ่สุด 85 นิ้ว นอกจากจุดเด่นด้าน RGB MiniLED แล้ว ยังมาพร้อมหน้าจอ 4K Refresh Rate สูง 180Hz ระบบประมวลผลภาพด้วย AI ระบบเสียง 2.1.2 แชนเนลที่จูนโดย Devialet รวมถึงระบบปฏิบัติการ VIDAA
ดีไซน์เรียบหรู จอใหญ่ 85 นิ้ว ขอบบาง
Hisense UR8S มาในดีไซน์ค่อนข้างเรียบหรูตามสไตล์ทีวีระดับพรีเมียม สำหรับรุ่นขนาด 85 นิ้ว ตัวเครื่องมีขนาดค่อนข้างใหญ่ พร้อมขอบจอที่ค่อนข้างบาง ส่วนฐานเป็นโลหะทรงคล้ายสี่เหลี่ยมคางหมู ติดตั้งบริเวณกึ่งกลางตัวเครื่อง



โดยถ้าจะนำทีวีขนาด 85 นิ้วไปติดตั้งจริง แนะนำให้เผื่อทั้งพื้นที่ของโต๊ะและระยะรับชมให้เหมาะสม เพราะขนาดของจอมีผลกับประสบการณ์รับชมค่อนข้างมาก ซึ่งจากระยะที่ใช้งานจะอยู่ที่ประมาณ 2-2.5 เมตร
โดยตัวหน้าจอของ Hisense UR8S มีความละเอียดสูง 4K และรองรับ Refresh Rate สูง 180Hz แบบ Native ช่วยเพิ่มความลื่นไหลของภาพ ซึ่งจะมีประโยชน์กับคอนเทนต์ที่มีการเคลื่อนไหวรวดเร็ว เช่น การดูฟุตบอล ฉากแพนกล้องเร็ว ๆ หรือโดยเฉพาะการเล่นเกมจาก PC หรืออุปกรณ์ที่สามารถส่ง Frame Rate สูงออกมาได้ การเคลื่อนไหวของตัวละครและการหมุนกล้องจะรู้สึกต่อเนื่องขึ้น

RGB MiniLED ต่างจาก MiniLED แบบเดิมอย่างไร?
จุดเด่นสำคัญของ Hisense UR8S คือเทคโนโลยี RGB MiniLED โดยทีวี MiniLED ทั่วไปจะมีหลอด LED ขนาดเล็กจำนวนมากอยู่บริเวณด้านหลังของจอ LCD และแบ่งการควบคุมแสงออกเป็นหลายโซน เป็นไฟ Backlight เพื่อส่องสว่าง จากนั้นจึงใช้ Color Filter ของหน้าจอช่วยสร้างสีขึ้นมาอีกขั้น

แต่สำหรับ RGB MiniLED ของ Hisense UR8S ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกพัฒนาและผลิตเทคโนโลยี RGB MiniLED Backlight เปลี่ยนวิธีการทำงานตั้งแต่ต้นทางจากไฟ Backlight มาเป็นไฟ RGB 3 สี ประกอบด้วยแสงสีแดง เขียว และน้ำเงิน ที่สามารถควบคุมการปล่อยแสงแต่ละสีได้โดยตรง
ทำให้เพิ่มความสามารถในการควบคุมการแสดงผลภาพว่า บริเวณนั้นควรใช้แสงสีอะไรและในสัดส่วนเท่าไรเข้าไปด้วย ทำให้การจัดการสีเริ่มขึ้นตั้งแต่ระบบ Backlight ก่อนที่แสงจะเดินทางผ่านส่วนอื่นของหน้าจอ

ทำให้ RGB MiniLED แตกต่างจาก MiniLED แบบทั่วไป โดยเฉพาะเมื่อนำไปใช้กับคอนเทนต์ HDR หรือฉากที่มีสีสันจำนวนมาก ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ UR8S สามารถแสดง Character ด้านสีของตัวเองออกมาได้ค่อนข้างชัดเจน
จากการใช้งานจริงของ คือสีที่ออกมามีความอิ่มและมีมิติ โดยเฉพาะฉากที่มีสีสดหลายสีอยู่พร้อมกัน เช่น แสงไฟ วิวธรรมชาติ หรือคอนเทนต์ HDR ที่มีทั้งส่วนสว่างและสีมืดอยู่ในฉากเดียวกัน สีต่าง ๆ สามารถแยกออกจากกันได้ค่อนข้างชัด โดยไม่รู้สึกว่าทุกอย่างถูกเร่งจนเกินไป
รองรับ BT.2020 พร้อม IMAX Enhanced และ Dolby Vision 2 Max
ด้านการแสดงผล Hisense UR8S รองรับขอบเขตสี BT.2020 ซึ่งเป็นมาตรฐานที่มีขอบเขตสีกว้างกว่า DCI-P3 ช่วยให้ทีวีสามารถแสดงเฉดสีได้ครอบคลุมมากขึ้น

ตัวเครื่องยังรองรับ IMAX Enhanced สำหรับคอนเทนต์ที่รองรับมาตรฐานดังกล่าว โดยผู้ชมสามารถรับชมภาพในสัดส่วนและรูปแบบที่ใกล้เคียงกับประสบการณ์จากโรงภาพยนตร์ IMAX มากขึ้น
นอกจากนี้ยังรองรับ Dolby Vision 2 Max ซึ่งเข้ามาช่วยปรับการแสดงผลของทีวีให้เหมาะกับคอนเทนต์ที่กำลังรับชมโดยอัตโนมัติ

ภายในยังมีระบบประมวลผล Hi-View AI Engine RGB ที่ใช้ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์และปรับทั้งสี ความสว่าง คอนทราสต์ และรายละเอียดของภาพ เพื่อให้การแสดงผลเหมาะสมกับคอนเทนต์แต่ละประเภท

เมื่อรวมเทคโนโลยีเหล่านี้เข้าด้วยกัน ฉากที่มีสีสันจำนวนมาก เช่น แสง Neon สนามฟุตบอล ท้องฟ้า หรือภาพยนตร์ HDR จะสามารถแยกเฉดสีและเก็บรายละเอียดของภาพได้มากขึ้น แทนที่จะเร่งความสดของสีขึ้นมาเพียงอย่างเดียว
คุณภาพของภาพ
หากมาดูเรื่องภาพที่ได้จากการใช้งานจริง สิ่งหนึ่งที่สังเกตได้ค่อนข้างง่ายจาก Hisense UR8S คือเรื่อง “สี” โดยเฉพาะเมื่อรับชมคอนเทนต์ HDR ที่มีสีสันจำนวนมาก ภาพจะมีความสดและมีมิติชัดเจน
ภาพธรรมชาติแยกเฉดสีได้ดี
เมื่อทดลองเปิดวิดีโอธรรมชาติที่มีต้นไม้ พื้นหญ้า และใบไม้หลายระดับ สีเขียวไม่ได้ถูกแสดงออกมาเป็นโทนเดียวกันทั้งหมด แต่ยังสามารถมองเห็นความแตกต่างของบริเวณที่ได้รับแสงกับบริเวณที่อยู่ในเงาได้
จึงช่วยให้ภาพธรรมชาติดูมีมิติและเห็นรายละเอียดระหว่างเฉดสีมากขึ้น


ดูกีฬาได้สีสด พร้อมรองรับภาพเคลื่อนไหวเร็ว
สำหรับการรับชมฟุตบอลหรือกีฬา จุดที่เห็นได้ค่อนข้างชัดคือสีเขียวของสนามที่ดูมีชีวิตชีวา ขณะที่สีเสื้อของผู้เล่นแต่ละทีม ก็แสดงผลได้สดใสยังสามารถแยกออกจากพื้นสนามได้ชัดเจน
ด้วย Refresh Rate สูงสุด 180Hz การเคลื่อนไหวของภาพในจังหวะที่กล้องแพนตามลูกบอลหรือผู้เล่นด้วยความเร็วสูงก็ยังตามดูได้ง่าย เหมาะกับคอนเทนต์กีฬาที่มีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา


ฉากกลางคืนแยกสีของแสงได้ชัด
อีกหนึ่งสถานการณ์ที่ช่วยให้เห็นประโยชน์ของ RGB MiniLED ได้ง่ายคือฉากเมืองในช่วงกลางคืน
เมื่อในภาพมีทั้งไฟพลุสีแดง เหลือง ฟ้า และแสงจากวัตถุหลายแหล่ง สีแต่ละส่วนยังสามารถแยกออกจากกันได้ค่อนข้างชัด ขณะที่บริเวณมืดก็สามารถแสดงออกมาได้ค่อนข้างมืด
ลักษณะของฉากแบบนี้จึงช่วยแสดงข้อแตกต่างของ RGB MiniLED ได้ชัดกว่าการรับชมภาพทั่วไปที่ไม่ได้มีช่วงสีและความสว่างแตกต่างกันมากนัก


สีผิวยังดูเป็นธรรมชาติ
สำหรับคอนเทนต์ภาพยนตร์หรือวิดีโอที่มีคน Hisense UR8S สามารถแสดงสีผิวโดยรวมได้ค่อนข้างเป็นธรรมชาติ รายละเอียดของใบหน้าและความแตกต่างของสีผิวยังพอมองเห็นได้
ถือเป็นอีกจุดสำคัญสำหรับทีวีที่เน้นเรื่องสี เพราะหากมีการเร่งสีมากเกินไป สีผิวอาจเปลี่ยนไปทางแดงหรือดูไม่เป็นธรรมชาติได้


ความสว่างสูง พร้อม Anti-Reflection และ Glare-Free ลดแสงสะท้อน
หน้าจอของ Hisense UR8S มีความสว่างสูงสุด 3,800 nits ทำงานร่วมกับเทคโนโลยี Anti-Reflection และ Glare-Free ที่ช่วยลดทั้งเงาสะท้อนบนพื้นผิวหน้าจอ และแสงจ้าและแสงรบกวนจากสภาพแวดล้อม ทำให้สิ่งที่สะท้อนอยู่บนจอรบกวนสายตาน้อยลง และช่วยให้รายละเอียดของภาพยังมองเห็นได้ชัดแม้ใช้งานในห้องที่แสงสว่าง เช่น แสงจากหน้าต่าง หลอดไฟ หรือไฟภายในห้อง

ประโยชน์ของเทคโนโลยีนี้จะเห็นได้ชัดเมื่อใช้งานทีวีในห้องที่ไม่ได้มืดสนิท โดยเฉพาะห้องนั่งเล่นช่วงกลางวัน เพราะปัญหาที่มักเจอกับทีวีจอใหญ่คือ เมื่อมีแสงตกกระทบหน้าจอ เราอาจเห็นเงาของหน้าต่างหรือสิ่งของภายในห้องสะท้อนขึ้นมาจนรบกวนการรับชม แต่การแสดงผล ภาพของ Hisense UR8S ยังสามารถมองเห็นได้ชัดเจนโดยไม่จำเป็นต้องปิดม่านหรือปิดไฟทุกครั้ง อีกทั้งภาพยังคงดูได้ชัดเจน พร้อมรักษาคุณภาพ สีสัน และรายละเอียดของภาพเอาไว้ได้ดี

ด้านความสบายตา ตัวทีวียังให้ความสำคัญกับ Eye Comfort และผ่านมาตรฐาน TUV Certified ซึ่งออกแบบโดยคำนึงถึงการรับชมต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม หากใช้งานเป็นเวลาหลายชั่วโมงก็ควรพักสายตาเป็นระยะเช่นเดียวกับการใช้งานหน้าจอประเภทอื่น
Gaming รองรับสูงสุด 180Hz เหมาะกับการต่อ Gaming PC
Hisense UR8S รองรับ Refresh Rate สูงสุดถึง 180Hz หรือสามารถแสดงผลภาพได้สูงสุด 180 เฟรมต่อวินาทีในกรณีที่อุปกรณ์และคอนเทนต์รองรับ
สำหรับผู้ใช้งานเครื่อง Console เพียงอย่างเดียวอาจไม่ได้ใช้ความสามารถของหน้าจอ 180Hz อย่างเต็มที่ แต่สำหรับการต่อ Gaming PC ความสามารถนี้จะเริ่มมีประโยชน์มากขึ้น โดยเฉพาะเกมที่สามารถสร้าง Frame Rate ได้สูง
เมื่อนำไปทดสอบกับเกมแข่งรถอย่าง Forza Horizon 6 ซึ่งมีกราฟิกและฉากที่เน้นสีสัน รวมถึงรองรับ HDR ภาพของตัวรถ เมือง วิวทิวทัศน์ และแสงต่าง ๆ สามารถใช้ประโยชน์จากคุณภาพการแสดงผลของหน้าจอขนาดใหญ่ได้ดี


ส่วนเกม FPS อย่าง Valorant ประโยชน์ของ Refresh Rate สูงจะอยู่ที่ความต่อเนื่องของการเคลื่อนไหว เวลาหมุนกล้องหรือ Track ตัวละครที่เคลื่อนที่เร็ว ภาพสามารถตามสายตาได้ง่ายขึ้นเมื่อเทียบกับหน้าจอ Refresh Rate ต่ำ


อย่างไรก็ตาม การที่ตัวทีวีรองรับ 180Hz ไม่ได้หมายความว่าเมื่อต่อกับอุปกรณ์ทุกประเภทแล้วจะสามารถใช้งาน 180Hz ได้ทันที เพราะยังขึ้นอยู่กับสเปกของคอมพิวเตอร์ Frame Rate ที่ตัวเกมทำได้ รวมถึงการเชื่อมต่อและสายที่ใช้งานด้วย
นอกจากนี้ยังสามารถนำไปเชื่อมต่อกับเครื่องเกมอย่าง Nintendo Switch เพื่อขยายประสบการณ์จากหน้าจอขนาดเล็กขึ้นมาเป็นทีวีขนาดใหญ่ เหมาะกับการเล่นเกมร่วมกันหลายคนกับครอบครัวหรือเพื่อน


พอร์ต HDMI 2.1 ให้มาถึง 4 ช่อง
พอร์ตเชื่อมต่อของ Hisense UR8S อยู่บริเวณด้านซ้ายของตัวเครื่อง โดยให้พอร์ต HDMI 2.1 มาถึง 4 ช่อง เหมาะกับผู้ที่มีอุปกรณ์หลายประเภท เช่น Gaming PC เครื่องเล่นเกม หรืออุปกรณ์ Entertainment อื่น ๆ
พอร์ตที่ให้มาประกอบด้วย
- HDMI 2.1 จำนวน 4 ช่อง (มี 1 ช่องเป็นแบบ eARC ที่รับ-ส่งสัญญาณได้ 2 ทาง)
- USB 2.0 จำนวน 1 ช่อง
- USB 3.0 จำนวน 1 ช่อง
- Ethernet จำนวน 1 ช่อง
- ANT 1 จำนวน 1 ช่อง
- ANT 2 จำนวน 1 ช่อง
- Digital Audio Out จำนวน 1 ช่อง
- รองรับ Wi-Fi ในตัว


จำนวน HDMI ที่ให้มาค่อนข้างเยอะ ทำให้สามารถเชื่อมต่อหลายอุปกรณ์พร้อมกันได้โดยไม่ต้องคอยถอดสลับสายบ่อย ๆ
ระบบเสียง 2.1.2 แชนเนล จูนโดย Devialet
ระบบเสียงเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของ Hisense UR8S โดยให้ชุดลำโพงมาแบบ 2.1.2 Multi-Channel
ประกอบด้วยลำโพงหลักด้านซ้ายและขวา 2 ตัว สำหรับเสียงหลัก ซับวูฟเฟอร์ด้านหลังอีก 1 ตัวสำหรับเสริมเสียงเบส และลำโพงอีก 2 ตัวที่ยิงเสียงขึ้นเพื่อสะท้อนกับเพดานลงมายังตำแหน่งผู้ชม ช่วยเพิ่มมิติของเสียงในแนวตั้ง

ระบบเสียงของ UR8S ยังได้รับการจูนโดย Devialet แบรนด์เครื่องเสียงระดับ Luxury จากฝรั่งเศส

จากการทดสอบทั้งภาพยนตร์ เพลง และเกม เสียงพูดทำออกมาได้ค่อนข้างชัด ขณะที่เสียงเบสมีน้ำหนัก และสามารถสร้างมิติเสียงรอบตัวได้มากกว่าชุดลำโพงสเตอริโอทั่วไป
นอกจากนี้ยังรองรับ Dolby Atmos เพื่อเพิ่มรายละเอียดและมิติของเสียงทั้งจากเสียงเพลงและเอฟเฟกต์ภายในภาพยนตร์

สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการติดตั้งชุดลำโพงแยก ระบบเสียงที่มากับตัวเครื่องถือว่าค่อนข้างครบ สามารถเริ่มใช้งานทั้งภาพและเสียงจากทีวีเครื่องเดียวได้ทันที ช่วยลดพื้นที่และความซับซ้อนในการติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติม
VIDAA ใช้งานง่าย แอป Streaming หลักมีให้ครบ
Hisense UR8S ใช้ระบบปฏิบัติการ VIDAA โดยหน้า Home ถูกออกแบบให้เข้าถึงแอป Streaming ที่ใช้งานเป็นประจำได้โดยตรง ไม่จำเป็นต้องเข้าเมนูหลายขั้น
แอปที่รองรับมีทั้ง
- YouTube
- Netflix
- Disney+
- Prime Video
- HBO Max
- Apple TV
- TrueID TV
- VIU
- Monomax
รวมถึงบริการอื่น ๆ ที่รองรับ

การใช้งานโดยรวมค่อนข้างตรงไปตรงมา เช่น หากกลับถึงบ้านแล้วต้องการเปิด YouTube หรือ Netflix ก็สามารถเลือกจากหน้า Home ได้ทันที

รีโมทมีไมโครโฟน สั่งงานและค้นหาคอนเทนต์ด้วยเสียง
รีโมทของ Hisense UR8S นอกจากปุ่มควบคุมทั่วไปแล้ว ยังมีไมโครโฟนสำหรับรับคำสั่งเสียง
ผู้ใช้สามารถหยิบรีโมทขึ้นมาแล้วสั่งงาน เช่น “เปิด Disney+” หรือใช้เสียงช่วยค้นหาชื่อคอนเทนต์ที่ต้องการรับชมได้โดยตรง

ความสามารถนี้เหมาะกับการใช้งานบนทีวี เพราะการพิมพ์ชื่อหนัง ชื่อซีรีส์ หรือชื่อวิดีโอที่ยาวด้วยรีโมทแบบปกติมักใช้เวลาพอสมควร การเปลี่ยนมาใช้เสียงช่วยค้นหาจึงสะดวกกว่าในการใช้งานจริง

จุดที่ชอบหลังทดลองใช้ Hisense UR8S
จุดแรกคือ RGB MiniLED ที่เพิ่มความสามารถจาก MiniLED ซึ่งเดิมเน้นการควบคุมแสง มาเป็นการจัดการองค์ประกอบของสีผ่าน Backlight ด้วย จุดเด่นจะยิ่งเห็นชัดเมื่อรับชมคอนเทนต์ HDR หรือฉากที่มีสีสันหลากหลาย
จุดที่สองคือการออกแบบมาสำหรับใช้งานในห้องนั่งเล่นได้ค่อนข้างดี ด้วยความสว่างสูงสุด 3,800 nits และ Anti-Reflection จึงสามารถรับชมในสภาพแวดล้อมที่มีแสงได้ โดยไม่จำเป็นต้องทำห้องให้มืดตลอดเวลา ขณะเดียวกันระบบเสียง 2.1.2 แชนเนลก็ช่วยให้สามารถเริ่มใช้งานได้โดยไม่จำเป็นต้องซื้อชุดเสียงเพิ่มเติมทันที
อีกส่วนคือ Gaming โดยเฉพาะผู้ที่นำไปต่อกับ Gaming PC เพราะ Refresh Rate สูงสุด 180Hz สามารถใช้ประโยชน์กับเกมที่มี Frame Rate สูงได้ รวมถึงยังเหมาะกับการรับชมกีฬาที่มีการเคลื่อนไหวรวดเร็ว

จุดสังเกตก่อนซื้อ
แม้จะใช้เทคโนโลยี RGB MiniLED แต่ Hisense UR8S ยังคงเป็นทีวีที่ใช้พื้นฐานจอ LCD ไม่ใช่ OLED ดังนั้นผู้ที่ให้ความสำคัญกับระดับสีดำในฉากมืดมากเป็นพิเศษ ควรทดลองรับชมฉากลักษณะดังกล่าวด้วยตัวเองก่อนตัดสินใจ
อีกประเด็นคือ Refresh Rate 180Hz อาจไม่ได้ใช้งานตลอดเวลา หากการใช้งานส่วนใหญ่คือ Netflix, YouTube หรือเครื่อง Console เพราะคอนเทนต์แต่ละประเภทมี Frame Rate แตกต่างกัน ประโยชน์ของหน้าจอ 180Hz จะเห็นได้ชัดขึ้นเมื่อเชื่อมต่อกับ Gaming PC ที่สามารถสร้าง Frame Rate สูงได้
ส่วนระบบ VIDAA แม้จะรองรับบริการ Streaming หลักค่อนข้างครบ แต่หากมีแอปเฉพาะที่ต้องใช้งานเป็นประจำ ควรตรวจสอบก่อนซื้อว่าแอปดังกล่าวมีให้ดาวน์โหลดบนระบบหรือไม่

Hisense UR8S เหมาะกับใคร
Hisense UR8S เหมาะกับผู้ที่กำลังมองหาทีวีจอใหญ่ระดับพรีเมียมสำหรับใช้งานหลายรูปแบบในเครื่องเดียว ตั้งแต่ดูภาพยนตร์ HDR, Netflix, YouTube, กีฬา ไปจนถึงเล่นเกมผ่าน Console และ Gaming PC
โดยเฉพาะผู้ที่ให้ความสำคัญกับสีสันของภาพ แต่ยังต้องการรายละเอียดของเฉดสี ความสว่างสูง และ Refresh Rate สูงสำหรับคอนเทนต์ที่มีการเคลื่อนไหวรวดเร็ว
และมีระบบเสียง 2.1.2 แชนเนลที่จูนโดย Devialet และรองรับ Dolby Atmos ก็ช่วยให้สามารถใช้งานเป็นชุด Entertainment หลักของห้องได้โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มชุดลำโพงแยกตั้งแต่วันแรก

ราคาและการวางจำหน่าย
สำหรับราคาของทีวี Hisense UR8S
- รุ่นขนาด 65 นิ้ว ราคา 62,999 บาท
- รุ่นขนาด 75 นิ้ว ราคา 75,999 บาท
- รุ่นขนาด 85 นิ้ว ราคา 99,999 บาท
รับประกัน 3 years warranty (ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับร้านตัวแทนจำหน่าย) และใครที่สนใจ Hisense UR8S สามารถดูรายละเอียด ราคา และโปรโมชันล่าสุดได้ที่ช่องทางลิงก์ด้านล่าง
- Shopee: https://th.shp.ee/fUWyDmfp
- Lazada: https://s.lazada.co.th/s.ZjInhW?c=r

Comment