หลังจากที่ Intel ก้าวเข้าสู่ยุคของแพลตฟอร์ม Core Ultra อย่างเต็มตัว นี่ก็ถือเป็นปีที่ 2 แล้วสำหรับฝั่งเดสก์ท็อป ซึ่งตามปกติแล้วเรามักจะได้เห็นซีพียูรุ่นใหม่เปิดตัวทุกปีแบบยกสถาปัตยกรรม แต่ในปีนี้กลับแตกต่างออกไป เพราะ Intel เลือกส่งรุ่น Refresh ลงตลาดแทนในชื่อ Arrow Lake Refresh หรือ Core Ultra 200S Plus แทนที่จะขยับไปเป็น Core Ultra 300 เหมือนฝั่งโน้ตบุ๊ก

การมาของรุ่น Refresh ในรอบนี้จึงกลายเป็นคำถามสำคัญทันทีว่า “มันแรงขึ้นแค่ไหน” และ “คุ้มพอที่จะอัปเกรดหรือไม่” โดยเฉพาะสำหรับคนที่ใช้งาน Core i รุ่นเดิม หรือแม้แต่ Core Ultra รุ่นแรกที่เพิ่งเปิดตัวไปไม่นาน

แต่สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้เรื่องประสิทธิภาพก็คือ “ราคา” เพราะรอบนี้ Intel เปิดราคามาได้น่าคบหามากขึ้นอย่างชัดเจน ระดับงบเพียงหมื่นต้น ๆ ก็สามารถก้าวเข้าสู่แพลตฟอร์ม Core Ultra ได้แล้ว จากเดิมในยุค Core i ที่มักต้องขยับไปถึงงบหมื่นกลางขึ้นไปถึงจะได้ซีพียูระดับนี้

ทั้งหมดนี้ทำให้ Core Ultra 7 270K Plus กลายเป็นหนึ่งในรุ่นที่น่าจับตามองมากที่สุดของปีนี้ และในบทความนี้ เราจะมาดูกันแบบละเอียดว่า ซีพียูตัวนี้ “แรงจริงไหม คุ้มจริงหรือเปล่า และเหมาะกับใคร”

ดีไซน์

ในแง่ของดีไซน์จริง ๆ แล้วอาจไม่ใช่หัวข้อที่ต้องพูดถึงมากนักสำหรับซีพียู แต่ก็ถือเป็นสิ่งแรกที่หลายคนจะได้เห็นตั้งแต่ตอนซื้อหรือแกะกล่อง ซึ่งในจุดนี้ต้องบอกเลยว่า Intel ยังคงใช้แนวทางเดิมแทบทั้งหมด

ตัวกล่องมาในโทนสีดำตามสไตล์ Core Ultra ดูเรียบ เท่ และให้ความรู้สึกพรีเมียมเหมือนเดิม ภายในกล่องก็ไม่ได้มีอะไรหวือหวา เปิดออกมาก็จะเจอกับตัวซีพียู คู่มือเอกสารตามกฎหมาย และสติ๊กเกอร์ Badge สำหรับติดหน้าเคสเพื่อบอกชื่อรุ่นเท่านั้น โดยไม่มีชุดระบายความร้อนแถมมาให้เหมือนเคย ใครจะใช้งานก็ต้องเตรียมฮีตซิงก์หรือชุดน้ำแยกเอง

ตัวซีพียูเองก็ยังคงหน้าตาเหมือนรุ่นก่อน ๆ แทบทุกประการ ความแตกต่างหลักอยู่ที่ตัวสกรีนบนกระดองที่ระบุชื่อรุ่นเป็น Intel Core Ultra 7 270K Plus ส่วนด้านหลังก็เป็นขาพินแบบ LGA 1851 สำหรับใช้งานกับเมนบอร์ดแพลตฟอร์มใหม่ของ Intel ซึ่งโดยรวมแล้วดีไซน์ภายนอกไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่ก็ยังคงมาตรฐานความเรียบร้อยและคุณภาพตามแบบฉบับของ Intel ได้เป็นอย่างดี

เทียบสเปกต่างกับ Intel Core Ultra 7 265K รุ่นเดิมยังไงบ้าง

แม้ในภาพรวมจะยังเป็นสถาปัตยกรรมเดิม แต่ Core Ultra 7 270K Plus ไม่ได้เป็นแค่การอัปเดตเล็ก ๆ แบบที่หลายคนคิด เพราะรอบนี้ Intel เลือกแก้จุดที่เคยเป็นข้อจำกัดของรุ่นก่อนอย่างค่อนข้างชัดเจน โดยเฉพาะในเรื่องของประสิทธิภาพแบบมัลติเธรดและการตอบสนองของระบบ

สิ่งที่เห็นผลชัดที่สุดคือการเพิ่มจำนวน E-Core เข้ามา ซึ่งมีผลโดยตรงกับการใช้งานจริงมากกว่าที่ตัวเลขบนกระดาษจะบอก ไม่ว่าจะเป็นการเปิดหลายโปรแกรมพร้อมกัน งานเรนเดอร์ หรือโหลดเบื้องหลังต่าง ๆ ระบบจะดู “ลื่น” และนิ่งขึ้นอย่างรู้สึกได้ เพราะมีคอร์มารองรับงานย่อยมากขึ้น ไม่ต้องไปแย่งทรัพยากรกับ P-Core เหมือนเดิม

รายการIntel Core Ultra 7 265KIntel Core Ultra 7 270K Plus
คอร์ / เธรด20 คอร์ / 20 เธรด24 คอร์ / 24 เธรด
P-Core88
E-Core1216
Base Clock P-Core3.9 GHz3.7 GHz
Base Clock E-Core3.3 GHz3.2 GHz
Boost Clock P-Core5.4 GHz5.4 GHz
Boost Clock E-Core4.6 GHz4.7 GHz
Cache36 MB40 MB
TDP125W125W
Max Turbo Power250W250W
รองรับหน่วยความจำDDR5 สูงสุด 6400 MT/sDDR5 สูงสุด 7200 MT/s
จุดเด่นเพิ่มเติมIntel Binary Optimization Tool (iBOT)

ขณะเดียวกัน Intel ยังปรับจูนในฝั่งหน่วยความจำและ Latency ให้ดีขึ้น ซึ่งเป็นอีกจุดที่เคยถูกพูดถึงในรุ่นก่อน การรองรับแรมที่ความเร็วสูงขึ้นไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลข แต่ช่วยให้การเข้าถึงข้อมูลเร็วขึ้นจริงในหลายสถานการณ์ โดยเฉพาะงานที่ต้องดึงข้อมูลซ้ำ ๆ หรือใช้งานหลายแอปพร้อมกัน

อีกหนึ่งจุดใหม่ที่ถูกเพิ่มเข้ามาคือ Intel Binary Optimization Tool (iBOT) ซึ่งถือเป็นแนวทางใหม่ที่ Intel พยายามผลักดันให้ซอฟต์แวร์สามารถรีดประสิทธิภาพจากฮาร์ดแวร์ได้มากขึ้นในระดับลึก แม้ในตอนนี้อาจยังไม่ได้เห็นผลชัดในทุกโปรแกรม แต่ก็เป็นสัญญาณว่าแพลตฟอร์ม Core Ultra กำลังขยับไปในทิศทางที่เน้นการทำงานร่วมกันระหว่างฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์มากขึ้น

โดยรวมแล้ว Core Ultra 7 270K Plus จึงไม่ใช่แค่ “แรงขึ้น” แต่เป็นการปรับสมดุลใหม่ของระบบให้ตอบโจทย์การใช้งานจริงมากขึ้น โดยเฉพาะกับคนที่ใช้งานหนักหลายอย่างพร้อมกัน หรือสายทำงานที่ต้องการทั้งความเร็วและความลื่นไหลในระยะยาว

ถ้ามองจากสเปกโดยรวม จะเห็นว่า Core Ultra 7 270K Plus ขยับเข้ามาใกล้กับ Core Ultra 9 285K มากกว่าที่คิด เพราะให้จำนวนคอร์และเธรดมาเท่ากัน ทำให้ในเชิงโครงสร้างพื้นฐานแทบไม่ต่างกันแล้ว ความแตกต่างหลักจึงไปอยู่ที่ความเร็วสัญญาณนาฬิกาและค่า Boost Clock ซึ่งฝั่ง Core Ultra 9 285K จะดันได้สูงกว่า ส่งผลให้คะแนน Benchmark โดยรวมยังคงทำได้ดีกว่า

แต่ถ้าพูดถึงการใช้งานจริง ความแตกต่างอาจไม่ได้ชัดเจนในทุกสถานการณ์ ขึ้นอยู่กับลักษณะงานของแต่ละคนมากกว่า โดยเฉพาะงานที่กระจายโหลดหลายคอร์ รุ่นอย่าง Core Ultra 7 270K Plus ก็สามารถให้ประสบการณ์ที่ใกล้เคียงได้พอสมควร

จุดที่ต่างกันแบบเห็นได้ชัดและมีผลต่อการตัดสินใจมากที่สุดกลับเป็นเรื่องของราคา เพราะ Core Ultra 9 285K เปิดมาระดับประมาณสองหมื่นบาทขึ้นไป ขณะที่ Core Ultra 7 270K Plus อยู่ในช่วงหมื่นต้น ๆ เท่านั้น ซึ่งถือว่าห่างกันเกือบเท่าตัว เมื่อมองในมุมนี้ Core Ultra 7 270K Plus จึงกลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากสำหรับคนที่อยากได้ประสิทธิภาพระดับสูงใกล้เคียงรุ่นท็อป แต่ไม่จำเป็นต้องจ่ายแพงถึงระดับนั้น

ผลการทดสอบ

หลังจากดูทั้งภาพรวม สเปก และความเปลี่ยนแปลงจากรุ่นก่อนกันไปแล้ว สิ่งที่หลายคนอยากรู้ที่สุดก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของ “ประสิทธิภาพจริง” ว่าตัวเลขบนกระดาษจะสะท้อนออกมาในการใช้งานได้มากน้อยแค่ไหน

โดยเฉพาะกับ Core Ultra 7 270K Plus ที่มีการเพิ่มคอร์ ปรับปรุงระบบหน่วยความจำ และใส่ฟีเจอร์ใหม่เข้ามาหลายจุด คำถามคือมันจะแรงขึ้นจริงแค่ไหนเมื่อเทียบกับรุ่นเดิม และเมื่อเทียบกับคู่แข่งในระดับเดียวกัน

ในหัวข้อนี้ เราจะพาไปดูผลการทดสอบทั้งในรูปแบบ Benchmark และการใช้งานจริง เพื่อให้เห็นภาพชัดที่สุดว่า ซีพียูรุ่นนี้ให้ประสิทธิภาพได้คุ้มค่ากับการอัปเกรดหรือไม่

สเปกที่ใช้ในการทดสอบ

ก่อนจะไปดูผลการทดสอบทั้งหมด เรามาดูสเปกของชุดทดสอบในครั้งนี้กันก่อน เพื่อให้เห็นภาพว่าซีพียู Core Ultra 7 270K Plus ถูกใช้งานร่วมกับฮาร์ดแวร์ในระดับไหน และช่วยให้สามารถนำผลลัพธ์ไปอ้างอิงหรือเปรียบเทียบกับการใช้งานจริงของตัวเองได้ง่ายขึ้น

โดยในครั้งนี้เราเลือกใช้ชุดอุปกรณ์ที่อยู่ในระดับกลางถึงสูง เพื่อไม่ให้เกิดคอขวดในส่วนอื่น ๆ และสามารถดึงประสิทธิภาพของซีพียูออกมาได้อย่างเต็มที่ ทั้งในงานทั่วไปและการทดสอบแบบหนัก ๆ

  • M/B : ASRock Z890 Pro RS WiFi White
  • GPU : GIGABYTE WINDFORCE NVIDIA GeFoce RTX 4070
  • RAM : KLEVV CRAS XR5 RGB 32GB 6000
  • CPU Cooler : THERMALRIGHT Core Vision 360 WHITE ARGB
  • Case : MONTECH SKY TWO WHITE
  • SSD : PNY XLR8 CS3140 1TB 
  • PSU : SUPER FLOWER LEADEX VII PLATINUM PRO 1000W
  • OS : Windows 11 Home 25H2   
  • Monitor : ZOWIE XL2586X+ Full HD 600Hz

สำหรับการทดสอบในครั้งนี้ เราแบ่งออกเป็นทั้งหมด 4 รูปแบบ เพื่อให้เห็นทั้งประสิทธิภาพในค่า Default และศักยภาพสูงสุดที่ตัวซีพียูสามารถดึงออกมาได้เมื่อมีการปรับแต่งเพิ่มเติม

โดยในโหมดแรกจะเป็นการทดสอบแบบค่าเริ่มต้น (Default) ใช้งานแบบเปิดเครื่องแล้วใช้งานได้ทันทีตามปกติ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ใกล้เคียงกับผู้ใช้งานส่วนใหญ่มากที่สุด

ขณะที่อีกโหมดจะเป็นการ “ปลดล็อกศักยภาพ” แบบง่าย ๆ ผ่าน BIOS โดยมีการปรับ Base Frequency Boost ขึ้นไปที่ 320W พร้อมเปิดใช้งานฟีเจอร์ Intel 200S Boost และเลือก Power Delivery Profile เป็น ASRock Extreme Mode เพื่อให้ซีพียูสามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ยังไม่ได้ OC แบบจัดเต็มนะเพื่อให้ทุกคนสามารถทำตามได้

และเพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างได้ชัดเจนมากขึ้น เราจะนำผลลัพธ์ทั้งหมดมาเปรียบเทียบกับ Core Ultra 7 265K รุ่นก่อนหน้าแบบตรง ๆ ว่าการอัปเกรดในรอบนี้ให้ความแรงเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน ทั้งในแง่ของตัวเลข Benchmark และการใช้งานจริง

ผลการทดสอบ Benchmark

Cinebench R23

ยิ่งมากยิ่งแรง

Cinebench 2024

ยิ่งมากยิ่งแรง

Cinebench 2026

ยิ่งมากยิ่งแรง

Geekbench 6

ยิ่งมากยิ่งแรง

V-ray

ยิ่งมากยิ่งแรง

Blender

ยิ่งมากยิ่งแรง

CPU-Z

ยิ่งมากยิ่งแรง

WinRAR

ยิ่งมากยิ่งแรง

Memory – AIDA64

ยิ่งมากยิ่งแรง

ยิ่งน้อยยิ่งแรง

จากผลการทดสอบ Benchmark ในหลายโปรแกรม จะเห็นได้ค่อนข้างชัดว่า Core Ultra 7 270K Plus ให้ประสิทธิภาพที่สูงขึ้นจาก Core Ultra 7 265K จริง โดยภาพรวมอยู่ที่ประมาณ 20% ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่สอดคล้องกับการเพิ่มจำนวน E-Core เข้ามาโดยตรง และสะท้อนให้เห็นว่าการเพิ่มคอร์ในรอบนี้ไม่ได้เป็นแค่ตัวเลข แต่ส่งผลกับประสิทธิภาพจริงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในงานที่ใช้ Multi Thread

ในส่วนของโหมด Intel 200S Boost ก็ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพขึ้นมาได้อีกเล็กน้อยตามที่ Intel ระบุไว้ แม้จะไม่ได้แรงขึ้นแบบก้าวกระโดดเหมือนการ OC แบบปรับแต่งเองทุกจุด แต่จุดเด่นคือความง่ายในการใช้งาน เพราะสามารถเพิ่มความแรงได้ทันทีด้วยการตั้งค่าไม่กี่ขั้นตอนใน BIOS เหมาะสำหรับคนที่อยากได้ประสิทธิภาพเพิ่มโดยไม่ต้องเสียเวลามาก

อย่างไรก็ตามจากผลที่ได้จะเห็นว่าฟีเจอร์นี้ให้ผลค่อนข้างชัดกับ Core Ultra 7 265K มากกว่า ขณะที่ใน Core Ultra 7 270K Plus ผลลัพธ์ที่เพิ่มขึ้นอาจไม่ได้โดดเด่นมากนัก ซึ่งอาจเป็นเพราะตัวซีพียูรุ่นใหม่นี้ถูกปรับจูนมาได้ค่อนข้างเต็มประสิทธิภาพตั้งแต่ค่าเริ่มต้นอยู่แล้ว หรืออีกมุมหนึ่งก็เป็นไปได้ว่าฟีเจอร์ดังกล่าวยังไม่ได้ถูก Optimize มาเพื่อรีดประสิทธิภาพจากชิปรุ่นนี้ได้อย่างเต็มที่นัก

ผลการทดสอบการเล่นเกม

หลังจากดูผลการทดสอบในฝั่ง Benchmark กันไปแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่หลายคนให้ความสำคัญไม่แพ้กันก็คือ “ประสิทธิภาพในการเล่นเกม” ซึ่งถือเป็นการใช้งานจริงที่สะท้อนภาพรวมของซีพียูได้ชัดเจนมากขึ้น

แม้ในปัจจุบันเกมส่วนใหญ่จะพึ่งพาการ์ดจอเป็นหลัก แต่ซีพียูก็ยังมีบทบาทสำคัญในเรื่องของความลื่นไหล ความเสถียรของเฟรมเรต รวมถึงการจัดการโหลดต่าง ๆ ภายในเกม โดยเฉพาะในเกมยุคใหม่ที่มีระบบฟิสิกส์ AI และองค์ประกอบเบื้องหลังที่ซับซ้อนมากขึ้น

ในการทดสอบครั้งนี้ เราได้นำ Core Ultra 7 270K Plus ไปใช้งานร่วมกับเกมยอดนิยมที่มีระบบ Benchmark ภายในตัว เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำและสามารถเปรียบเทียบได้ชัดเจน ได้แก่ Monster Hunter Wilds, Black Myth: Wukong, Far Cry 6, Cyberpunk 2077 และ Forza Horizon 5 ซึ่งครอบคลุมทั้งเกมแนว Open-world, Action และ Racing ที่มีลักษณะการใช้งานซีพียูแตกต่างกันออกไป

ยิ่งมากยิ่งแรง

จากผลการทดสอบการเล่นเกม จะเห็นได้ว่าตัวเลขเฟรมเรตไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเท่ากับผล Benchmark ในโปรแกรมอื่น ๆ มากนัก ซึ่งเป็นสิ่งที่ค่อนข้างสอดคล้องกับลักษณะของเกมในปัจจุบันที่ยังคงพึ่งพาประสิทธิภาพของการ์ดจอเป็นหลัก

แม้ Core Ultra 7 270K Plus จะมีจำนวนคอร์เพิ่มขึ้นและให้ประสิทธิภาพแบบมัลติเธรดที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน แต่ในงานเล่นเกมที่ยังไม่ได้ใช้ทรัพยากรทุกคอร์เต็มที่ ความแตกต่างจึงไม่ได้แสดงออกมาในรูปแบบของ FPS ที่สูงขึ้นอย่างชัดเจน

ผลการทดสอบการตัดต่อวิดีโอ

ถัดมาจะเป็นอีกหนึ่งหัวข้อสำคัญสำหรับสายทำงานโดยเฉพาะ นั่นก็คือ “ประสิทธิภาพในการตัดต่อวิดีโอ” ซึ่งเป็นงานที่สามารถดึงศักยภาพของซีพียูออกมาได้อย่างเต็มที่ ทั้งในแง่ของการประมวลผลแบบมัลติเธรดและการจัดการโหลดที่ซับซ้อน

ในการทดสอบครั้งนี้ เราเลือกใช้สถานการณ์ที่ใกล้เคียงกับการใช้งานจริงมากที่สุด โดยเป็นการ Export ไฟล์วิดีโอความละเอียด 4K ความยาว 7 นาที 20 วินาที ซึ่งเป็นคลิปมาตรฐานที่ใช้ทดสอบเป็นประจำ ผ่านโปรแกรม Adobe Premiere Pro 2026 ภายในโปรเจกต์มีการใส่เอฟเฟกต์ เกรดสี และตัดต่อหลายเลเยอร์ในลักษณะเดียวกับงานจริงที่ใช้ทำคอนเทนต์ลง YouTube เพื่อให้ผลลัพธ์ที่ได้สะท้อนประสิทธิภาพในการใช้งานจริงได้ชัดเจนมากที่สุด

ยิ่งน้อยยิ่งแรง

จากผลการทดสอบจะเห็นว่า Core Ultra 7 270K Plus สามารถ Export งานได้เร็วกว่า Core Ultra 7 265K จริง แต่ความแตกต่างอยู่ในระดับเพียงไม่กี่วินาทีเท่านั้น ซึ่งถือว่าไม่ได้ทิ้งห่างกันแบบชัดเจน

จุดนี้สะท้อนให้เห็นว่าแม้จำนวนคอร์ที่เพิ่มขึ้นจะช่วยในงานมัลติเธรดได้ดี แต่ในงานตัดต่อวิดีโอจริง โดยเฉพาะใน Adobe Premiere Pro ที่ยังมีการพึ่งพาทั้งความเร็วคอร์เดี่ยวและการเร่งผลผ่าน GPU ร่วมด้วย ทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมไม่ได้ขยับขึ้นแบบก้าวกระโดด แต่ถ้าเป็นโปรเจกต์ขนาดใหญ่กว่านี้ ความเร็วที่เพิ่มขึ้นแม้เพียงเล็กน้อยก็สามารถช่วยลดเวลาโดยรวมลงได้พอสมควรในระยะยาว

ผลการทดสอบอุณหภูมิ

ยิ่งน้อยยิ่งเย็น

จากผลการทดสอบผ่าน HWMonitor พบว่า Core Ultra 7 270K Plus มีอุณหภูมิสูงกว่า Core Ultra 7 265K อยู่ประมาณ 9 องศาเซลเซียส ซึ่งถือว่าต่างกันชัดเจน สาเหตุหลักมาจากจำนวน E-Core ที่เพิ่มขึ้น ทำให้ภาระการประมวลผลและความร้อนสูงขึ้นตามไปด้วย

แม้จะยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ แต่หากต้องการใช้งานให้เต็มประสิทธิภาพ โดยเฉพาะแบบ Full Load ต่อเนื่อง แนะนำให้ใช้ชุดระบายความร้อนที่มีประสิทธิภาพสูง โดยในการทดสอบนี้เราใช้ชุดน้ำปิด 360 มม. ก็สามารถเอาอยู่ได้สบาย

ผลการทดสอบการกินไฟ

ยิ่งน้อยยิ่งประหยัดพลังงาน

จากการวัดอัตราการใช้พลังงานทั้งระบบผ่าน watt meter ที่ปลั๊กไฟ พบว่า Core Ultra 7 270K Plus มีการใช้พลังงานสูงกว่า Core Ultra 7 265K เล็กน้อย โดยต่างกันประมาณ 20W ซึ่งถือว่าเพิ่มขึ้นจริง แต่ไม่ได้มากจนมีนัยสำคัญ

จุดที่น่าสนใจคือฟีเจอร์ Intel 200S Boost ที่ช่วยให้ Core Ultra 7 270K Plus สามารถดันประสิทธิภาพขึ้นได้โดยใช้พลังงานใกล้เคียงเดิม ขณะที่ Core Ultra 7 265K กลับมีแนวโน้มใช้ไฟน้อยลงแต่ยังคงให้ประสิทธิภาพที่ดีขึ้น คาดว่าสาเหตุเกิดจากตัว BIOS ทำการ Under Voltage หรือการจูนให้ชิปทำงานได้คุ้มค่าพลังงานมากที่สุด แบบที่เคยนิยมกันในยุค Core i Gen 14

อย่างไรก็ตาม หากมีการโอเวอร์คล็อกหรือปรับแต่งเพิ่มเติมด้วยตัวเอง การใช้พลังงานก็มีโอกาสเพิ่มขึ้นมากกว่านี้ได้ ขณะที่การทำ Under Voltage แบบจริงจังก็สามารถช่วยลดการใช้พลังงานลงได้มากกว่าค่าที่เห็นจากการทดสอบเช่นกัน

สรุป

โดยสรุปแล้ว Intel Core Ultra 7 270K Plus ถือเป็นซีพียูที่ทำผลงานออกมาได้น่าประทับใจพอสมควร และช่วยกู้ภาพลักษณ์ของ Intel กลับมาได้บ้าง หลังจากช่วงเปิดตัว Core Ultra 200S รุ่นแรกที่กระแสตอบรับยังไม่ดีนัก ถ้ารุ่นนี้เปิดตัวมาด้วยแนวทางแบบนี้ตั้งแต่แรก เชื่อว่าน่าจะได้รับเสียงตอบรับที่ดีกว่านี้มาก ทั้งในแง่ของความคุ้มค่าและประสิทธิภาพ

ในด้านผลทดสอบ Core Ultra 7 270K Plus แสดงให้เห็นชัดว่ามันแรงขึ้นจาก Core Ultra 7 265K จริง โดยเฉพาะในงาน Benchmark และงานที่ใช้ Multi Thread ที่ได้อานิสงส์จากการเพิ่ม E-Core เข้ามา แต่ถ้ามองในแง่การใช้งานจริง ความแตกต่างอาจไม่ได้มากพอจะทำให้คนที่มี Core Ultra 7 265K อยู่แล้วต้องรีบอัปเกรด เพราะประสบการณ์โดยรวมไม่ได้ทิ้งห่างกันแบบชัดเจนขนาดนั้น

หากเทียบกับคู่แข่งอย่าง AMD Ryzen 9000 Series ก็ต้องยอมรับว่า Intel ยังไม่ได้กลับมาแบบพลิกเกม โดยเฉพาะในฝั่งเกมมิ่งที่ Ryzen 7 9800X3D ยังทำได้โดดเด่นกว่าอย่างชัดเจน ทั้งในเรื่อง FPS และความนิยมในตลาด จึงไม่แปลกที่ฝั่ง AMD จะยังครองกระแสได้มากกว่าในหมู่เกมเมอร์

อย่างไรก็ตาม ถ้ามองในภาพรวมทั้งประสิทธิภาพและราคา Core Ultra 7 270K Plus กลับเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมาก เพราะให้ผลทดสอบที่ดีขึ้นในหลายด้าน ขณะที่ราคายังต่ำกว่าคู่แข่งระดับเดียวกันอยู่พอสมควร ห่างกันราว 6,000-7,000 บาท จึงทำให้ความคุ้มค่าของรุ่นนี้เด่นขึ้นมาอย่างชัดเจน

ดังนั้น ถ้ามองจากราคาตลาดตอนนี้ Core Ultra 7 265K แทบไม่ใช่ตัวเลือกที่คุ้มแล้ว เพราะบางร้านตั้งราคาไว้ราว 13,900 บาท ขณะที่ Core Ultra 7 270K Plus ลงมาอยู่แถว 11,900-11,990 บาทเท่านั้น เท่ากับว่ารุ่นใหม่ถูกกว่าประมาณ 2,000 บาท แต่กลับได้สเปกและผลทดสอบโดยรวมที่ดีกว่าในหลายด้าน

สำหรับคนที่มี Core Ultra 7 265K อยู่แล้ว ยังไม่จำเป็นต้องรีบอัปเกรด เพราะในการใช้งานจริงความต่างไม่ได้มากพอจะทำให้รู้สึกคุ้มกับการเปลี่ยนเครื่องหรือเปลี่ยนชิปใหม่ แต่ถ้าเป็นคนที่กำลังประกอบคอมใหม่ จุดนี้แทบไม่ต้องคิดนาน เพราะ Core Ultra 7 270K Plus กลายเป็นตัวที่น่าเล่นกว่าชัดเจน ทั้งสดกว่า แรงกว่า และราคายังถูกกว่าด้วย

พูดง่าย ๆ คือในสถานการณ์ตอนนี้ Core Ultra 7 270K Plus คือรุ่นที่ควรเลือกเป็นอันดับแรก เว้นแต่จะเจอดีลล้างสต็อกของ Core Ultra 7 265K ที่ลดลงไปต่ำกว่านี้มากจริง ๆ ไม่อย่างนั้นตัวเก่าก็ดูเสียเปรียบทั้งในเรื่องความคุ้มค่าและตำแหน่งทางการตลาดอย่างชัดเจน

ตารางผลการทดสอบ

BenchmarkCore Ultra 7 265KCore Ultra 7 270K Plusส่วนต่าง
Cinebench R23 Single Core2158239010.75
Cinebench R23 Multi Core345624229522.37
Cinebench 2024 Single Core1321416.82
Cinebench 2024 Multi Core1926237923.52
Cinebench 2026 Single Core51858412.74
Cinebench 2026 Multi Core7697957324.37
Geekbench 6 Single Core305432767.27
Geekbench 6 Multi Core20465223159.04
V-ray345464299224.45
Blender Monster220.265281.01227.58
Blender Junkshop168.167211.26325.63
Blender Classroom123.997153.6623.92
CPU-Z Single Core865.8901.74.15
CPU-Z Multi Core15469.119012.222.90
WinRAR332464420932.98
AIDA64 RAM Read92407934701.15
AIDA64 RAM Write8355183534-0.02
AIDA64 RAM Copy86518865140.00
AIDA64 RAM Latency9790.9-6.29
Monster Hunter Wild Score23363235840.95
Monster Hunter Wild FPS137.61138.710.80
Wukong74774.05
Far cry 61261389.52
Cyberpunk167.12167.260.08
Forza2052050.00
Export 4K2:28:042:25:00-2.07
Temp768410.53
Power365370.21.42
Price1390011900-14.39