หากพูดถึงเกมออนไลน์จากฝั่งจีนที่กำลังมาแรงที่สุดในช่วงนี้ คงยากจะมองข้าม NTE หรือ Neverness to Everness เกมแอคชั่น RPG แนวแฟนตาซีผสม Sci-Fi ที่เพิ่งเปิดให้เล่นได้ไม่นาน แต่กลับสร้างกระแสได้อย่างรวดเร็ว ด้วยจุดเด่นที่แตกต่างจากเกมแนวเดียวกันอย่างชัดเจน โดยตัวเกมเลือกใช้ธีม “โลกยุคปัจจุบัน” ผสานเข้ากับระบบ Open-world ที่ให้อิสระสูง ชวนให้นึกถึงเกมระดับตำนานอย่าง GTA แต่ถ่ายทอดออกมาในสไตล์กราฟิกอนิเมะเต็มรูปแบบ

หากจะเทียบให้เห็นภาพง่ายที่สุด กลิ่นอายของเกมอาจใกล้เคียงกับ Zenless Zone Zero ในแง่ของความเป็น Urban Fantasy แต่ NTE เพิ่มความเปิดกว้างของโลกและอิสระในการเล่นเข้าไปอย่างชัดเจน จนกลายเป็นประสบการณ์ที่ต่างออกไป

ในบทความนี้ ทีมงานจะพาไปเล่าความรู้สึกหลังจากได้ลองเล่นจริงมาแล้วประมาณ 1 สัปดาห์ ว่าตัวเกมทำได้ดีแค่ไหนในแง่ของเกมเพลย์ ระบบต่าง ๆ และความสนุกโดยรวม ซึ่งต้องบอกเลยว่าตัวเกมมีเสน่ห์ไม่น้อย โดยเฉพาะสายกาชาที่น่าจะถูกใจกับดีไซน์ตัวละครที่จัดเต็ม และองค์ประกอบหลายอย่างที่ทำให้เกมนี้กลายเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ไม่ควรมองข้ามในปีนี้

กราฟิก & งานภาพ

ในด้านกราฟิก NTE ถือว่าทำออกมาได้สวยงามตามมาตรฐานเกมยุคใหม่ในปี 2026 งานภาพโดยรวมใช้สไตล์อนิเมะกึ่งสมจริง ผสมธีม Sci-Fi และ Urban Fantasy ที่ให้กลิ่นอายความเป็นเมืองยุคปัจจุบันแบบเข้าถึงง่าย มีทั้งแสงเงาที่สวยงาม สีสันสดใส องค์ประกอบนีออน และรายละเอียดของฉากที่ช่วยสร้างบรรยากาศให้โลกของเกมดูน่าสำรวจมากขึ้น

ตัวละครหลักของเกมทำออกมาได้ดีตามสไตล์อนิเมะ โมเดลสวย รายละเอียดชุด หน้าตา และบุคลิกค่อนข้างชัดเจน ไม่ได้ดูเป็นตัวละครที่ปั้นมาแบบลวก ๆ ส่วน NPC เองก็ถือว่าลงทุนใส่รายละเอียดมาพอสมควร แม้จะมีการใช้ซ้ำให้เห็นอยู่บ้างตามเมือง แต่โดยรวมยังช่วยให้โลกของเกมดูมีชีวิตมากกว่าการเป็นฉากเปล่า ๆ ให้ผู้เล่นเดินผ่าน

ภาพ : IGN

จุดที่น่าชมคือแอนิเมชันหลายส่วนทำได้ลื่นไหล โดยเฉพาะจังหวะการเคลื่อนไหวระหว่างเล่น การเดิน วิ่ง และการออกท่าทางต่าง ๆ ให้ความรู้สึกมีน้ำหนักพอสมควร ไม่ได้ลอยหรือเบาหวิวจนหลุดจากเกมเพลย์ เอฟเฟกต์ตอนใช้สกิลก็ทำออกมาได้จัดจ้าน อลังการ และมีเอกลักษณ์ เข้ากับโทนเกมที่เน้นความแฟนตาซีผสมความเป็นเมืองสมัยใหม่ได้ดี

อย่างไรก็ตาม งานแอนิเมชันของตัวละครในบางช่วงยังมีความแข็งอยู่บ้าง โดยเฉพาะฉากสนทนาที่บางครั้งตัวละครนิ่งเกินไป หรือบางครั้งขยับในจังหวะที่ดูไม่ค่อยเป็นธรรมชาติ ทำให้รู้สึกเหมือนโมเดลตัวละครยังไม่ได้กลืนไปกับฉากและสภาพแวดล้อมอย่างสมบูรณ์ ในบางคัทซีนการขยับปากก็อาจไม่ตรงกับเสียงพากย์นัก ซึ่งพอเข้าใจได้ในกรณีที่เราเลือกเล่นเสียงพากย์ต่างภาษา แต่ถ้ามองในภาพรวม ฉากคัทซีนหลัก ๆ ยังถือว่าทำออกมาได้ดี มีให้เห็นค่อนข้างเยอะ และสัมผัสได้ว่าทีมงานตั้งใจใส่รายละเอียดเข้ามาไม่น้อย

สไตล์ภาพของ NTE ถือว่าน่าสนใจ เพราะเป็นการนำความเป็นอนิเมะมาผสมกับโลก Sci-Fi แฟนตาซีที่มีกลิ่น Cyberpunk เบา ๆ จับคู่กับแฟชั่นแนว Street และบรรยากาศเมืองที่คล้ายโลกจริง ทำให้ภาพรวมดูเท่ เข้าถึงง่าย และไม่แฟนตาซีจนไกลตัวเกินไป ฉากเมืองเองก็มีการใส่กิมมิกของวัฒนธรรมเอเชียเข้ามาค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะกลิ่นอายแบบญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นซากุระ รถไฟในเมือง รถไฟริมทะเล หรือแลนด์มาร์กหลายแห่งที่เห็นแล้วชวนให้นึกถึงสถานที่จริง ทำให้การเดินสำรวจเมืองมีเสน่ห์ในแบบของมันเอง

สภาพแวดล้อมโดยรวมทำออกมาได้สวย มีทั้งโซนเมือง ต้นไม้ ภูเขา และพื้นที่ที่ผสมความเป็นธรรมชาติเข้ากับเมืองยุคปัจจุบันได้ค่อนข้างลงตัว โดยเฉพาะช่วงฝนตกที่ถือเป็นหนึ่งในโมเมนต์ที่งานภาพของเกมโดดเด่นมาก หากเปิด Ray Tracing จะยิ่งเห็นความสวยของแสงสะท้อน พื้นเปียก และบรรยากาศเมืองที่ดูมีมิติมากขึ้น ส่วนถ้าไม่ได้เปิด Ray Tracing ก็ยังสวยอยู่ เพียงแต่อาจมีบางจังหวะที่เงาหรือแสงสะท้อนดูแปลก ๆ บ้าง

อีกส่วนที่ทำออกมาได้ดีคือพื้นที่ใน Nexus หรืออาณาเขตของ Anomaly ซึ่งให้บรรยากาศแตกต่างจากเมืองปกติอย่างชัดเจน ตรงนี้ช่วยขับเอกลักษณ์ของเกมออกมาได้มากขึ้น เพราะถ้ามองเฉพาะฉากเมืองทั่วไป บางจุดอาจยังรู้สึกว่า Art Direction ไม่ได้โดดเด่นหรือมีลายเซ็นเฉพาะตัวมากนัก ด้วยความที่ธีมหลักคือเมืองยุคปัจจุบัน ทำให้หลายองค์ประกอบดูใกล้เคียงกับฉากเมืองในเกม Unreal Engine 5 อื่น ๆ อยู่บ้าง แต่เมื่อเข้าสู่พื้นที่ผิดปกติหรือฉากที่เกี่ยวข้องกับ Anomaly เกมจะเริ่มแสดงตัวตนของตัวเองได้ชัดขึ้น

ข้อสังเกตหลัก ๆ ของงานภาพอยู่ที่ความอ่อนช้อยและความเป็นธรรมชาติของแอนิเมชัน ซึ่งยังไม่ถึงระดับที่เนียนมากนัก เมื่อเทียบกับบางเกมที่ขยับตัวละครได้พริ้วกว่า NTE ยังมีบางช่วงที่ให้ความรู้สึกแข็ง ๆ ทื่อ ๆ อยู่พอสมควร รวมถึงมุมกล้องที่บางครั้งยังทำได้ไม่ค่อยดี โดยเฉพาะเวลาต่อสู้ในพื้นที่แคบหรือโดนอัดเข้ามุม อาจทำให้การเล่นยากขึ้นโดยไม่จำเป็น ส่วนมุมกล้องตอนขับรถก็ยังมีจังหวะที่ชวนหงุดหงิดอยู่บ้าง แม้ในคัทซีนหลายช่วงจะจัดมุมออกมาได้ดีมากก็ตาม

ด้านเสียงประกอบและเพลงประกอบถือว่าทำออกมาได้ดี เข้ากับบรรยากาศเมืองและโทน Street ของเกม ช่วยเสริมอารมณ์ระหว่างสำรวจเมือง ต่อสู้ หรืออยู่ในฉากเนื้อเรื่องได้ดีพอสมควร

โดยรวมแล้ว กราฟิกและงานภาพของ NTE ถือว่าอยู่ในระดับดีมากในแง่ความสวยงาม รายละเอียดของเมือง เอฟเฟกต์สกิล และบรรยากาศโดยรวม โดยเฉพาะฉากฝนตกกับพื้นที่ Anomaly ที่ทำออกมาโดดเด่นเป็นพิเศษ เพียงแต่ในแง่ Art Direction และความอ่อนช้อยของแอนิเมชันยังมีจุดที่ต้องปรับอีกพอสมควร ถ้าในอนาคตทีมงานสามารถทำให้การขยับของตัวละครเป็นธรรมชาติมากขึ้น และเพิ่มเอกลักษณ์ของฉากเมืองให้ชัดกว่านี้ได้ งานภาพของเกมนี้จะยกระดับขึ้นไปได้อีกมากเลยทีเดียว

งานพากย์คุณภาพอนิเมะญี่ปุ่น

งานพากย์เป็นอีกหนึ่งจุดที่ NTE ทำออกมาได้น่าประทับใจมาก โดยเฉพาะเสียงพากย์ภาษาญี่ปุ่นที่ให้คุณภาพในระดับเดียวกับอนิเมะญี่ปุ่นฟอร์มดีหลายเรื่อง ฟังแล้วรู้สึกได้ทันทีว่าทีมงานค่อนข้างใส่ใจในการคัดเลือกนักพากย์ ไม่ได้เลือกมาเพียงแค่ให้มีเสียงประกอบตัวละครเท่านั้น แต่หลายตัวละครใช้เสียงของนักพากย์ที่เคยฝากผลงานไว้ทั้งในอนิเมะและเกมดัง ๆ มาแล้ว ทำให้คาแรกเตอร์แต่ละคนมีน้ำเสียง บุคลิก และเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันชัดเจน

จุดที่น่าชมอีกอย่างคือ NPC ในเนื้อเรื่องเองก็มีเสียงพากย์ใส่เข้ามาด้วย ซึ่งช่วยให้โลกของเกมดูมีชีวิตชีวามากขึ้นพอสมควร ไม่ได้รู้สึกว่าเราเดินไปคุยกับตัวละครประกอบที่มีแค่กล่องข้อความให้อ่านอย่างเดียว แม้หลายเสียงอาจมาจากนักพากย์หน้าใหม่ หรือเป็นชื่อที่ผู้เล่นสายอนิเมะอาจยังไม่คุ้นมากนัก แต่คุณภาพงานพากย์โดยรวมยังอยู่ในระดับดี ฟังเป็นธรรมชาติ และเข้ากับบรรยากาศของเกมได้ดี ไม่ได้รู้สึกว่าดรอปจากตัวละครหลักที่เล่นได้มากนัก เพียงแต่อาจไม่มีเสียงที่คุ้นหูหรือจำได้ทันทีสำหรับคนที่ดูอนิเมะหรือเล่นเกมญี่ปุ่นมาเยอะเท่านั้นเอง

เนื้อเรื่อง

ในด้านเนื้อเรื่อง NTE เลือกใช้เซ็ตติ้งโลกแบบ Urban Fantasy ผสม Sci-Fi โดยเล่าถึงโลกที่มนุษย์ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับสิ่งผิดปกติที่เรียกว่า “Anomaly” ซึ่งปรากฏออกมาได้หลากหลายรูปแบบ บางครั้งก็มาในโทนลึกลับ น่ากลัว หรือชวนหลอน แต่บางครั้งก็แปลกประหลาดและติดตลกแบบเหนือความคาดหมาย ทำให้บรรยากาศของเรื่องมีความหลากหลาย ไม่ได้จริงจังตลอดเวลา และยังมีพื้นที่ให้ตัวเกมเล่นกับมุกหรือสถานการณ์แปลก ๆ ได้ค่อนข้างดี

ผู้เล่นจะได้รับบทเป็น “Appraiser” หรือผู้ประเมิน ที่จู่ ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางเหตุการณ์ Anomaly อย่างกะทันหัน พร้อมกับความทรงจำที่หายไป ก่อนจะถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับองค์กรของรัฐ และเริ่มต้นชีวิตใหม่ภายใต้การดูแลของ “Eibon” กลุ่มรับจ้างสารพัดที่ทำหน้าที่ล่าและจัดการกับ Anomaly ในฐานะพลเรือนที่หาเลี้ยงชีพจากงานประเภทนี้ ซึ่งจุดเริ่มต้นแบบนี้อาจไม่ได้แปลกใหม่มากนัก แต่ก็เป็นการปูทางให้ผู้เล่นค่อย ๆ ทำความรู้จักโลก ตัวละคร และกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ของเมืองได้อย่างเป็นธรรมชาติ

โทนการเล่าเรื่องของ NTE ถือว่าทำได้สนุกและเข้าถึงง่าย ตัวเกมมีการใส่มุกตลกเข้ามาเป็นระยะโดยไม่รู้สึกฝืนเกินไป จังหวะการรับส่งบทสนทนาค่อนข้างลื่นไหล และตัวละครแต่ละคนก็มีบุคลิกชัดเจน ทั้งสายจริงจัง สายกวน สายขรึม หรือสายเจ้าเล่ห์ เมื่อนำทั้งหมดมารวมอยู่ในทีมเดียวกันจึงช่วยสร้างสีสันให้กับเรื่องราวได้ดี ยิ่งมีตัวเอกที่ออกแนวมึน ๆ เข้าไปเป็นศูนย์กลางด้วยแล้ว ก็ยิ่งทำให้ภาพรวมของเนื้อเรื่องในช่วงต้นเกมมีเสน่ห์และน่าติดตามมากขึ้น

เกมเพลย์สำรวจโลก

อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของเกมแนว Open World อย่าง NTE คือ “การสำรวจโลก” ซึ่งตัวเกมทำออกมาได้สนุกและเพลินกว่าที่คิด แม้ในภาพรวมจะยังมีความรู้สึกขาด ๆ เกิน ๆ อยู่บ้างในบางจุด

สิ่งที่แตกต่างจากเกม Open World แนวแฟนตาซีทั่วไปคือวิธีการนำเสนอการสำรวจ ปกติเรามักจะคุ้นกับการออกล่ามอนสเตอร์ เก็บทรัพยากรอย่างการเด็ดดอกไม้หรือขุดแร่เพื่อนำไปพัฒนาตัวละคร แต่ใน NTE ระบบเหล่านี้ถูกปรับให้เข้ากับธีม “เมืองยุคปัจจุบัน” มากขึ้น โดยมอนสเตอร์ยังคงมีอยู่ในรูปแบบของจุดความผิดปกติบนแผนที่ ขณะที่การเก็บทรัพยากรจะเปลี่ยนเป็นการเดินสำรวจเมือง คอยสังเกตและเก็บไอเท็มที่กระจายอยู่ตามสถานที่ต่าง ๆ แทน

การเดินทางภายในเกมก็สะท้อนความเป็นโลกยุคปัจจุบันได้ชัดเจน ตั้งแต่ช่วงต้นเกมผู้เล่นจะมีสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าให้ใช้งาน แม้ความเร็วจะค่อนข้างจำกัด แต่ก็สามารถเรียกใช้งานได้แทบทุกที่ และเมื่อเล่นไปสักระยะจะปลดล็อกรถยนต์ให้ซื้อและใช้งานเพิ่มเติมได้ รวมถึงยังมีระบบขนส่งสาธารณะอย่างรถไฟและรถเมล์ให้เลือกใช้ ทำให้การเดินทางมีความหลากหลายพอสมควร

ในด้านการเคลื่อนที่ ตัวเกมอาจไม่ได้มีลูกเล่นพิเศษมากมายอย่างระบบโหนสลิงหรืออุปกรณ์ช่วยเดินทางแบบจัดเต็ม แต่ยังคงมีพื้นฐานสำคัญอย่างการปีนกำแพง ซึ่งทำได้คล้ายเกมแนวเดียวกันอย่าง Genshin Impact หรือ Wuthering Waves พร้อมเพิ่มลูกเล่นอย่างการวิ่งบนกำแพงในระยะสั้น และการใช้เครื่องร่อนสำหรับลงจากที่สูง สิ่งที่โดดเด่นคือการปีนสิ่งปลูกสร้างทำได้ค่อนข้างอิสระ ใช้พลังงานน้อย ทำให้สาย free running สามารถกระโดดข้ามตึกหรือเคลื่อนที่ในแนวตั้งได้อย่างสนุกและรวดเร็ว

ระหว่างการสำรวจ ผู้เล่นยังสามารถเจอเหตุการณ์สุ่มภายในเมืองได้ เช่น การปะทะกับกลุ่มอันธพาล หรือสถานการณ์ไล่ล่าที่เกิดขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว ซึ่งหากจัดการได้สำเร็จจะได้รับ “คะแนนพลเมืองดี” สำหรับนำไปแลกของกับตำรวจ รวมถึงใช้เป็นสิทธิพิเศษในกรณีที่ถูกจับกุม ถือเป็นระบบที่ช่วยเพิ่มความมีชีวิตชีวาให้กับโลกของเกมได้ดี

ส่วนระบบขับขี่ถือว่าเข้าถึงง่าย ขับสนุกในระดับหนึ่ง ตัวเกมสามารถถ่ายทอดความเร็วของยานพาหนะออกมาได้ชัดเจน โดยเฉพาะมอเตอร์ไซค์ที่ให้ความรู้สึกเร็วและแรง แต่ในเชิงฟิสิกส์ยังไม่ถึงขั้นสมจริง น้ำหนักของรถแต่ละคันค่อนข้างใกล้เคียงกัน ทำให้การควบคุมในโค้งหรือการกะระยะยังมีความ “เบา” และขาดความแม่นยำอยู่บ้าง สายเกมแข่งรถอาจรู้สึกไม่ถูกใจนัก แต่สำหรับผู้เล่นทั่วไปยังถือว่าขับได้สนุก โดยเฉพาะเมื่อเล่นด้วยจอยจะให้ฟีลที่ดีกว่าคีย์บอร์ดพอสมควร

โดยรวมแล้ว เกมเพลย์สำรวจโลกของ NTE ถือว่าทำออกมาได้ดี มีคอนเทนต์และกิจกรรมให้ทำหลากหลาย และสัมผัสได้ถึงความตั้งใจของทีมพัฒนาอย่างชัดเจน เพียงแต่หลายระบบยังอยู่ในระดับ “กว้างแต่ยังไม่ลึก” ทำให้บางจุดอาจยังไม่สุดเท่าที่ควร ซึ่งน่าจะต้องรอดูการอัปเดตในอนาคตว่าจะเติมเต็มส่วนนี้ได้มากน้อยแค่ไหน

ความเป็น Open World สไตล์ GTA ผสมอนิเมะ ที่ “ไม่เกินจริง”

หนึ่งในจุดขายที่ NTE พยายามนำเสนออย่างชัดเจนคือความเป็น Open World ที่ให้อิสระสูงในสไตล์ GTA แต่ตีความใหม่ให้อยู่ในโลกอนิเมะ Urban Fantasy ซึ่งจากที่ได้ลองเล่นจริง ต้องบอกว่ามัน “ใกล้เคียง” แต่ก็ไม่ได้สุดทางแบบ GTA เสียทีเดียว

ตัวเกมเปิดโอกาสให้เราใช้ชีวิตในเมืองได้ค่อนข้างอิสระ อยากไปไหนไป อยากทำอะไรทำ จะโฟกัสเควสต์หลักหรือเดินเล่นสำรวจเมืองก่อนก็ได้ทั้งหมด เพียงแต่ระบบต่าง ๆ จะค่อย ๆ ปลดล็อกตามความคืบหน้าของเนื้อเรื่อง ทำให้ถึงจะดูเหมือนเปิดกว้าง แต่ก็ยังมีกรอบบางอย่างคอยคุมจังหวะอยู่ ซึ่งถือว่าเป็นแนวทางที่ช่วยให้ผู้เล่นใหม่ไม่หลงทางจนเกินไป

ในแง่ของ “ความเป็น GTA” เกมมีระบบความผิดและค่าดาวเข้ามาให้เล่นสนุกพอสมควร เราสามารถก่อความวุ่นวายในเมือง ทำร้าย NPC หรือสร้างสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ โดยระดับความรุนแรงจะส่งผลต่อการไล่ล่าของเจ้าหน้าที่ ถ้าความผิดเล็กน้อยก็สามารถหนีหรือหยุดก่อเหตุแล้วเรื่องจะเงียบลงได้ แต่ถ้าหนักขึ้นก็จะถูกไล่ล่าแบบจริงจัง และท้ายที่สุดอาจถูกจับส่งเข้าคุก ซึ่งตรงนี้ถือเป็นลูกเล่นที่ทำออกมาได้น่าสนใจ เพราะเมื่อเข้าเรือนจำ เกมจะเปลี่ยนฟีลเป็นเหมือน Life Simulation ให้เราใช้ชีวิตอยู่ข้างในแทน

อย่างไรก็ตาม ความอิสระของ NTE ยังมีข้อจำกัดอยู่พอสมควร เช่น ไม่สามารถขับรถไล่ชนคนบนทางเท้าได้แบบ GTA และระบบการขโมยรถก็ถูกปรับให้ซอฟต์ลง เช่น การ “ยึดรถ” จากประชาชนจะอยู่ในรูปแบบของการใช้อำนาจเจ้าหน้าที่มากกว่า ไม่ได้กระชากคนลงจากรถตรง ๆ อีกทั้งรถบางคันสามารถขับได้โดยไม่ติดดาว ขณะที่บางคันจะถูกมองว่าเป็นการกระทำผิดทันที และต่อให้ขโมยมาได้ ดาวก็จะไม่หายไปง่าย ๆ เหมือน GTA ต้องลงรถเพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายแทน

ขนาดของแผนที่ในช่วงแรกอาจดูไม่ใหญ่เมื่อเทียบกับเกม Open World ระดับ AAA แต่เมื่อได้ลองเดินสำรวจจริงจะรู้สึกว่า “แน่น” กว่าที่คิด เมืองถูกออกแบบให้มีรายละเอียดค่อนข้างเยอะ มีอาคารให้เข้าได้หลากหลาย ร้านค้าเยอะ และมีจุดให้สำรวจจำนวนมาก แม้จะมีข้อสังเกตว่าร้านค้าหรือสิ่งปลูกสร้างบางส่วนถูกนำมาใช้ซ้ำในแต่ละย่าน ทำให้ความรู้สึกแตกต่างระหว่างโซนยังไม่ชัดเท่าที่ควร

อีกหนึ่งจุดที่ทำให้โลกของเกมดูมีชีวิตคือการมี NPC กระจายอยู่ทั่วเมือง พร้อม interaction ที่พอเล่นได้ แต่จำนวนประชากรยังไม่ถึงขั้นหนาแน่นมาก และบางโมเดลมีการใช้ซ้ำให้เห็นอยู่บ้าง รวมถึงระบบร้านค้าที่แม้จะมีให้เข้าเยอะ แต่สินค้ายังไม่หลากหลาย และขาดรายละเอียดเล็ก ๆ อย่างแอนิเมชันตอนซื้อหรือกิน ที่ถ้ามีจะช่วยเพิ่มความ immersive ได้มากขึ้น

ในด้านกิจกรรม ตัวเกมเปิดโอกาสให้เราทำอะไรได้มากกว่าที่คิด ตั้งแต่การใช้ชีวิตปกติ ไปจนถึงลูกเล่นเล็ก ๆ อย่างการขโมยของในร้านสะดวกซื้อถ้าพนักงานเผลอ ซึ่งช่วยเสริมความรู้สึก “อยากลอง” ให้กับผู้เล่นได้ดี

โดยรวมแล้ว NTE สามารถถ่ายทอดความเป็น Open World แบบ GTA ออกมาได้ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะในแง่ของอิสระและการใช้ชีวิตในเมือง แต่ยังมีการปรับโทนให้เข้ากับภาพรวมของเกมและข้อจำกัดบางอย่าง ทำให้มันไม่ได้สุดทางแบบเกมต้นแบบ ทว่าแลกมากับประสบการณ์ที่เข้าถึงง่าย และมีเอกลักษณ์ในแบบของตัวเองค่อนข้างชัดเจน

ระบบอาชีพและกิจกรรมเสริม

อีกหนึ่งส่วนที่ทำให้ NTE แตกต่างจากเกมแอคชั่น RPG กาชาทั่วไป คือระบบอาชีพและกิจกรรมเสริมภายในเมืองที่ใส่มาเยอะกว่าที่คิด จนทำให้ตัวเกมไม่ได้มีแค่การเดินเควสต์ ฟาร์มของ หรือปั้นตัวละครไปต่อสู้เท่านั้น แต่ยังมีความเป็นเกมใช้ชีวิตในเมืองผสมเข้ามาอย่างชัดเจน

กิจกรรมหลักที่เห็นได้ชัดคือการบริหารร้านกาแฟ ซึ่งไม่ได้มีแค่เปิดร้านเฉย ๆ แต่ยังสามารถตกแต่งร้าน ปรับบรรยากาศ และจัดองค์ประกอบภายในร้านได้ในระดับหนึ่ง ทำให้มันกลายเป็นอีกหนึ่งโหมดที่เหมาะกับคนชอบแต่งร้านหรือชอบระบบบริหารเบา ๆ นอกจากนี้ยังมีระบบแต่งรถที่ทำออกมาได้น่าสนใจ มีรถให้เลือกหลายรุ่น และสามารถปรับแต่งรายละเอียดได้ค่อนข้างเยอะ ก่อนจะนำรถที่แต่งเสร็จไปลงแข่งได้จริง ตรงนี้ช่วยเพิ่มแรงจูงใจให้การสะสมรถและแต่งรถมีเป้าหมายมากขึ้น ไม่ได้เป็นแค่ของโชว์อย่างเดียว

นอกจากนั้นตัวเกมยังมีกิจกรรมหาเงินและใช้ชีวิตในเมืองอีกหลายแบบ เช่น ขับรถส่งของ ขับรถรับส่งผู้โดยสารในลักษณะคล้ายงาน Grab หรืองานแท็กซี่ ตกปลา เล่นไพ่นกกระจอก เล่นเกม Arcade เล่นดนตรีในช่วงกลางคืน ไปจนถึงกิจกรรมที่ออกแนวสุดโต่งขึ้นอย่างการปล้นธนาคาร ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยทำให้เมืองในเกมดูมีอะไรให้ทำตลอดเวลา และทำให้ผู้เล่นสามารถพักจากการต่อสู้หรือการฟาร์ม แล้วเปลี่ยนไปเล่นอะไรชิล ๆ ได้ตามอารมณ์

จุดที่น่าสนใจคือกิจกรรมเหล่านี้ใช้ค่าพลังงานแยกจาก Stamina หลักที่ใช้สำหรับฟาร์มทรัพยากรอัปเกรดตัวละคร ทำให้ผู้เล่นไม่ต้องรู้สึกว่าการไปทำอาชีพเสริมหรือกิจกรรมในเมืองเป็นการแย่งทรัพยากรสำคัญจากการพัฒนาทีมหลักโดยตรง ตรงนี้ถือว่าออกแบบมาค่อนข้างดี เพราะช่วยเปิดทางให้ผู้เล่นเลือกเล่นคอนเทนต์เสริมได้อย่างสบายใจมากขึ้น

โดยรวมแล้ว ระบบอาชีพและกิจกรรมเสริมของ NTE ถือเป็นหนึ่งในจุดที่ช่วยเสริมความเป็น Open World ได้ดีมาก มันทำให้เกมมีมิติของการ “ใช้ชีวิต” มากขึ้น ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การต่อสู้หรือการทำเควสต์เพียงอย่างเดียว แม้รายละเอียดของแต่ละกิจกรรมอาจยังต้องรอดูในระยะยาวว่าจะลึกและต่อยอดได้มากแค่ไหน แต่จากสิ่งที่มีในช่วงแรกก็ถือว่าสัมผัสได้ชัดว่าทีมงานตั้งใจใส่คอนเทนต์เหล่านี้มาเพื่อให้ผู้เล่นอยู่กับเมืองนี้ได้นานขึ้นจริง ๆ

ระบบความสัมพันธ์และแต่งบ้าน

อีกหนึ่งระบบที่น่าสนใจของ NTE คือระบบความสัมพันธ์กับตัวละคร ซึ่งช่วยเพิ่มมิติของเกมให้ไม่ได้มีแค่การสะสมตัวละครเพื่อนำไปต่อสู้เท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้ผู้เล่นได้ทำความรู้จักกับตัวละครแต่ละคนมากขึ้นในเชิงส่วนตัว คล้ายกับระบบ Dating Simulation หรือเกมจีบตัวละครในระดับหนึ่ง

ผู้เล่นสามารถพัฒนาความสัมพันธ์กับตัวละครที่มีได้ โดยการเพิ่มค่าความสนิทจะช่วยปลดล็อกคอนเทนต์พิเศษต่าง ๆ เช่น บทสนทนาเฉพาะตัว อีเวนต์ย่อย กิจกรรมที่ทำร่วมกัน ไปจนถึงของตกแต่ง สกิน หรือชุดพิเศษบางแบบ ทำให้ตัวละครแต่ละคนไม่ได้เป็นเพียงยูนิตสำหรับจัดทีม แต่มีพื้นที่ให้ผู้เล่นผูกพันกับคาแรกเตอร์มากขึ้น

จุดที่น่าสนใจคือระบบนี้ให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับเกมจีบสาวหรือ Dating Simulation พอสมควร เพราะไม่ได้จบแค่การกดเพิ่มค่าความสัมพันธ์แล้วรับรางวัล แต่ยังมีบทสนทนาและสถานการณ์เฉพาะที่ช่วยขยายบุคลิกของตัวละครออกมา ใครที่ชอบเสพคาแรกเตอร์ ชอบดูปฏิกิริยา หรือชอบปลดล็อกโมเมนต์พิเศษกับตัวละครโปรด น่าจะถูกใจระบบนี้เป็นพิเศษ

นอกจากระบบความสัมพันธ์แล้ว ตัวเกมยังมีระบบแต่งบ้านเข้ามาเสริมด้วย โดยผู้เล่นสามารถตกแต่งพื้นที่อยู่อาศัยของตัวเองได้คล้ายเกมแนวสร้างบ้านหรือแต่งห้อง มีการจัดวางเฟอร์นิเจอร์ ปรับบรรยากาศ และสร้างพื้นที่ในแบบที่ตัวเองชอบได้ ซึ่งช่วยเพิ่มความเป็น Life Simulation ให้กับเกมชัดเจนขึ้น

ที่สำคัญคือเราสามารถชวนตัวละครที่เรามีให้มาอยู่ในบ้านได้ด้วย และยังมีปฏิสัมพันธ์พิเศษกับตัวละครเหล่านี้ภายในพื้นที่ส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นบทสนทนาเฉพาะ กิจกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือการแสดงตัวละครในชุดต่าง ๆ เช่น ชุดนอน ชุดไปรเวท หรือชุดพิเศษอื่น ๆ ตรงนี้ช่วยให้ระบบบ้านไม่ได้เป็นแค่ของตกแต่งไว้ดูเล่น แต่กลายเป็นพื้นที่สำหรับสร้างความผูกพันกับตัวละครไปพร้อมกัน

โดยรวมแล้ว ระบบความสัมพันธ์และแต่งบ้านของ NTE เป็นอีกหนึ่งส่วนที่ช่วยผลักดันให้เกมนี้มีความเป็นเกมใช้ชีวิตมากขึ้น ไม่ได้ขายแค่โลกกว้างหรือระบบต่อสู้ แต่ยังให้พื้นที่กับผู้เล่นสายคาแรกเตอร์และสายแต่งบ้านได้มีอะไรให้เล่นต่อเนื่อง หากในอนาคตทีมงานเพิ่มบทสนทนา อีเวนต์ และกิจกรรมร่วมกับตัวละครให้หลากหลายขึ้น ระบบนี้อาจกลายเป็นหนึ่งในจุดขายสำคัญที่ทำให้ผู้เล่นอยู่กับเกมได้นานเลยทีเดียว

ระบบกาชาแปลกใหม่

ระบบกาชาของ NTE ถือว่าเป็นอีกหนึ่งจุดที่ทำออกมาได้น่าสนใจ เพราะไม่ได้มาในรูปแบบการกดสุ่มแล้วรอดูผลลัพธ์แบบตรง ๆ เหมือนเกมกาชาทั่วไป แต่เปลี่ยนวิธีนำเสนอให้คล้ายกับการเดินหมากบนบอร์ดเกม หรือเกมเศรษฐีแทน ทำให้ทุกครั้งที่กดสุ่มไม่ได้รู้สึกเหมือนแค่กดปุ่มแล้วจบ แต่มีจังหวะให้ลุ้นจากการเดินช่องและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างทางมากขึ้น

ความรู้สึกของระบบนี้จึงต่างจากกาชาแบบเดิมพอสมควร เพราะมันเพิ่มความเป็น “เกม” เข้าไปในขั้นตอนการสุ่ม ทำให้การเปิดกาชาดูมีลูกเล่นและน่าติดตามกว่าเดิม ผู้เล่นจะได้เห็นการเคลื่อนที่บนกระดาน เห็นช่องรางวัล และมีจังหวะลุ้นว่าหมากจะไปตกตรงไหน ซึ่งช่วยให้ประสบการณ์การสุ่มดูสดใหม่ขึ้น โดยเฉพาะสำหรับคนที่เล่นเกมกาชามาหลายเกมแล้วและเริ่มคุ้นชินกับระบบเดิม ๆ

อีกจุดที่น่าจะถูกใจสายกาชามากคือระบบนี้ไม่มีการหลุดเรท หรืออย่างน้อยจากที่ได้ลองและดูข้อมูลในช่วงแรก ตัวเกมมีแนวทางที่เป็นมิตรกับผู้เล่นมากกว่าเกมกาชาหลายเกม เพราะเมื่อสะสมการสุ่มไปถึงเงื่อนไขที่กำหนด ผู้เล่นจะมีโอกาสได้ตัวละครหรือรางวัลเป้าหมายโดยไม่ต้องลุ้นว่าจะโดนตัวอื่นแทรกมาทำให้เสียจังหวะ ตรงนี้ถือเป็นข้อดีสำคัญ เพราะช่วยลดความหัวร้อนและทำให้การวางแผนเก็บทรัพยากรเพื่อเปิดตัวละครที่ต้องการทำได้ง่ายขึ้น

โดยรวมแล้ว ระบบกาชาของ NTE เป็นหนึ่งในไอเดียที่ค่อนข้างแปลกใหม่และมีเอกลักษณ์ การเปลี่ยนการสุ่มให้กลายเป็นการเดินบอร์ดเกมช่วยเพิ่มความสนุกและความรู้สึกมีส่วนร่วมได้ดี ขณะที่การไม่มีหลุดเรทก็เป็นจุดที่ทำให้เกมดูเป็นมิตรกับผู้เล่นมากขึ้น ใครที่เป็นสายกาชาและเคยเจ็บจากการหลุดเรทในเกมอื่นมาก่อน น่าจะถูกใจระบบนี้ไม่น้อยเลยทีเดียว

เกมเพลย์แอคชันฉากต่อสู้

ในส่วนของระบบต่อสู้ NTE ถือว่าหยิบจุดเด่นจากเกมแอคชัน RPG ยุคใหม่หลายเกมมาผสมกัน แต่ถ้าพูดถึงฟีลลิ่งโดยรวม เกมจะให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับ Wuthering Waves มากที่สุด เพราะมีทั้งระบบปัดป้องหรือ Parry และการหลบหลีกแบบ Dodge เข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้การต่อสู้ไม่ได้จบแค่การกดสกิลวนไปเรื่อย ๆ แต่ยังต้องดูจังหวะการโจมตีของศัตรู และตอบสนองให้ถูกจังหวะด้วย

ความแตกต่างจากเกมอย่าง Genshin Impact คือ NTE ไม่ได้พึ่งพา iFrames หรือจังหวะอมตะระหว่างแอนิเมชันเป็นหลักเท่านั้น แต่พยายามผลักให้ผู้เล่นมีส่วนร่วมกับจังหวะการต่อสู้มากขึ้น ต้องรู้ว่าควรหลบเมื่อไหร่ ปัดป้องตอนไหน หรือสวนกลับในจังหวะใด ทำให้ตัวเกมมีความท้าทายขึ้นเล็กน้อยสำหรับคนที่ชอบเกมแอคชัน แต่ก็ยังไม่ได้ยากหรือกดดันเท่า Wuthering Waves หรือ Zenless Zone Zero ที่ใช้เรื่องจังหวะการรับมือเป็นหัวใจหลักของเกมเพลย์

อีกส่วนที่ยังคงความเป็นเกมกาชาแอคชัน RPG คือระบบจัดทีมและการผสมธาตุ ซึ่งให้กลิ่นอายคล้าย Genshin Impact อยู่พอสมควร ผู้เล่นต้องเลือกตัวละครให้ทำงานร่วมกันได้ดี ดูองค์ประกอบของธาตุ สกิล และบทบาทในทีม เพื่อรีดดาเมจออกมาให้ได้มากที่สุด ตรงนี้ทำให้การต่อสู้ไม่ได้พึ่งแค่ฝีมืออย่างเดียว แต่ยังมีเรื่องของการวางแผนจัดทีมและการปั้นตัวละครเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

ในภาพรวม เกมเพลย์ต่อสู้ของ NTE ถือว่าค่อนข้างลื่นไหล เอฟเฟกต์สกิลจัดจ้าน และจังหวะการสลับตัวหรือใช้ความสามารถต่าง ๆ ทำออกมาได้สนุกพอสมควร เล่นแล้วมีความรู้สึกเป็นเกมแอคชันจริง ไม่ได้เป็นแค่เกมกดสกิลดูเอฟเฟกต์สวย ๆ อย่างเดียว แต่ในช่วงแรกอาจต้องใช้เวลาปรับตัวกับจังหวะการหลบและการปัดป้องอยู่บ้าง

จุดที่ยังรู้สึกขัดใจเล็กน้อยคือสัญญาณแจ้งเตือนการโจมตีของศัตรูยังมองยากไปหน่อย โดยเฉพาะเอฟเฟกต์แสงแฟลชหรือจังหวะเตือนก่อนโดนโจมตีที่ยังไม่ชัดเท่าเกมแอคชันหลายเกม ทำให้บางครั้งจับจังหวะ Dodge หรือ Parry ได้ไม่แม่นนัก อันนี้อาจมีส่วนจากฝีมือผู้เล่นด้วย แต่ถ้าตัวเกมปรับให้สัญญาณภาพอ่านง่ายขึ้นอีกนิด การต่อสู้จะรู้สึกแฟร์และสนุกขึ้นมาก

นอกจากฝั่งแอคชันแล้ว ตัวเกมยังคงโครงสร้างของเกม RPG แบบเดิมเอาไว้ครบ ผู้เล่นยังต้องออกไปฟาร์มทรัพยากรเพื่อนำมาอัปเลเวลตัวละคร อัปสกิล และพัฒนาอาวุธเหมือนเกมแนวเดียวกันทั่วไป ดังนั้นใครที่คุ้นกับลูปการเล่นแบบฟาร์มของ ปั้นทีม แล้วนำไปทดสอบกับบอสหรือคอนเทนต์ยาก ๆ ก็น่าจะเข้าใจระบบได้ไม่ยาก

ส่วนการออกแบบบอสถือเป็นหนึ่งในจุดที่ทำได้ดี บอสแต่ละตัวมีรายละเอียด มีเอกลักษณ์ และมีรูปแบบการโจมตีของตัวเอง ไม่ได้มาแค่ยืนเป็นกระสอบทรายให้ผู้เล่นกดสกิลใส่ บางตัวมีแพตเทิร์นเฉพาะ มีจังหวะให้ต้องสังเกต และบางไฟต์ยังมีการเปลี่ยนเฟส ทำให้การต่อสู้กับบอสดูน่าจดจำและท้าทายกว่าศัตรูทั่วไปพอสมควร

โดยรวมแล้ว ระบบต่อสู้ของ NTE เป็นการผสมระหว่างความเป็นแอคชันที่ต้องใช้จังหวะ กับความเป็น RPG ที่ต้องวางแผนจัดทีมและพัฒนาตัวละคร แม้อาจยังมีจุดที่ต้องปรับเรื่องการอ่านจังหวะโจมตีและสัญญาณเตือนบางอย่าง แต่พื้นฐานของระบบต่อสู้ถือว่าสนุก ลื่นไหล และมีศักยภาพให้ต่อยอดได้อีกเยอะในอนาคต

Performance

ในด้าน Performance ต้องบอกว่า NTE เป็นเกมยุคใหม่ที่รองรับเทคโนโลยีกราฟิกมาค่อนข้างครบ ทั้ง DLSS, Frame Generation, Ray Tracing รวมถึงระบบแสงเงาแบบ Global Illumination ผ่าน Lumen ของ Unreal Engine 5 และยังมี Ray Reconstruction ให้เปิดใช้งานเพิ่มเติมด้วย เรียกได้ว่าถ้าใครใช้การ์ดจอรุ่นใหม่ ๆ ก็มีตัวเลือกให้ปรับภาพและรีดประสิทธิภาพอยู่พอสมควร

จากการทดสอบ หากไม่เปิด Ray Tracing ตัวเกมถือว่าทำ Performance ออกมาได้ดีมาก การปรับกราฟิกระดับ Ultra โดยไม่เปิด DLSS สามารถเล่นได้ลื่น และกินสเปกอยู่ในระดับใกล้เคียงกับเกมอย่าง Genshin Impact ถือว่าไม่ได้โหดเกินไปสำหรับเครื่องเกมมิ่งในปัจจุบัน แต่ทันทีที่เริ่มเปิดระบบแสงเงาขั้นสูงอย่าง Global Illumination / Lumen ภาระของเครื่องจะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

ในการทดสอบที่ความละเอียด Full HD บนการ์ดจอ RTX 4060 Ti 8GB เมื่อเปิด Global Illumination / Lumen พบว่าตัวเกมดึงทรัพยากรของการ์ดจอหนักมาก GPU Load วิ่งอยู่ราว 80-100% แทบตลอดเวลา ขณะที่ VRAM ใช้งานเกิน 90% อยู่เสมอ ส่วน RAM เครื่องเองเฉพาะตัวเกมก็กินไปเกือบ 10GB แล้ว ดังนั้นถ้าเครื่องไม่ได้แรงมาก แนะนำว่าไม่ควรเปิดฟีเจอร์นี้ เพราะภาพที่ได้แม้จะสวยขึ้น แต่เมื่อเทียบกับความลื่นที่เสียไปแล้ว การปิดไว้แล้วเล่นให้เฟรมเรตนิ่งน่าจะเป็นตัวเลือกที่เหมาะกว่ามาก

ส่วนเครื่องแรง ๆ ก็ยังโดนรีดพลังหนักไม่แพ้กัน โดยในการทดสอบบน ASUS ROG Zephyrus Duo รุ่นปี 2026 ที่ใช้สเปกระดับสูงอย่าง Core Ultra 9, RTX 5090 Laptop และ RAM 64GB ที่ความละเอียด 2K ตัวเกมสามารถทำเฟรมเรตได้ประมาณ 170 FPS เมื่อปรับ Ultra แบบไม่เปิดระบบแสงเงาขั้นสูง แต่เมื่อเปิด Ultra พร้อม Global Illumination / Lumen เฟรมเรตจะลดลงมาเหลือประมาณ 120 FPS และหากเปิด Full Ray Tracing พร้อม Ray Reconstruction หรือ Path Tracing เฟรมเรตจะอยู่ราว 70 FPS

สิ่งที่สังเกตได้ชัดคือ NTE ดูเหมือนจะพยายามดึงพลังประมวลผลของเครื่องออกมาใช้ให้มากที่สุดอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะอยู่ในฉากหนักหรือฉากเบาก็ตาม ต่อให้บางช่วงเราอาจต้องการแค่ 60 FPS นิ่ง ๆ ตัวเกมก็ยังพยายามเร่งเฟรมเรตไปให้สูงที่สุดเท่าที่ฮาร์ดแวร์จะรับไหว ส่งผลให้ GPU Load วิ่งสูงต่อเนื่อง และเครื่องทำงานหนักอยู่แทบตลอด หากไม่มีการจำกัดเฟรมเรตด้วยตัวเอง อาจทำให้เครื่องร้อนหรือกินพลังงานมากเกินจำเป็นได้

ในแง่คุณภาพของภาพ การเปิด Global Illumination / Lumen จะช่วยให้แสงเงาและเงาสะท้อนดูดีขึ้น โดยเฉพาะพื้นน้ำและกระจก ส่วนการเปิด Ray Tracing จะทำให้เงาสะท้อนมีรายละเอียดมากขึ้น เริ่มเห็นการสะท้อนของตัวละครบนพื้นผิวบางประเภท แม้จะยังไม่ได้ชัดเจนมากนัก ขณะที่ Ray Reconstruction จะเป็นตัวที่ทำให้เงาสะท้อนดูเต็มและคมที่สุด พื้นผิวบางจุดจะใสขึ้นเหมือนกระจก และสามารถสะท้อนตัวละครของเราได้ชัดกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด

อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับทรัพยากรที่ต้องใช้แล้ว ต้องยอมรับว่าฟีเจอร์กราฟิกขั้นสูงเหล่านี้ยังกินสเปกหนักเกินความจำเป็นไปพอสมควร ภาพสวยขึ้นจริง แต่ไม่ได้เปลี่ยนประสบการณ์การเล่นมากพอสำหรับผู้เล่นทั่วไป โดยเฉพาะคนที่ให้ความสำคัญกับความลื่นมากกว่าความสวยสุดทาง ดังนั้นการตั้งค่าที่เหมาะที่สุดในตอนนี้น่าจะเป็นการปรับกราฟิกระดับสูงหรือ Ultra แล้วปิด Ray Tracing / Lumen เอาไว้ หรือเปิด DLSS และจำกัดเฟรมเรตตามกำลังเครื่อง เพื่อให้ได้ประสบการณ์ที่สมดุลที่สุด ทั้งภาพสวย เล่นลื่น และไม่ทำให้เครื่องทำงานหนักเกินไป

ทดสอบเล่นบนมือถือ

NTE รองรับการเล่นแบบ Cross Platform ทำให้ผู้เล่นสามารถเล่นได้ทั้งบน PC และสมาร์ทโฟนด้วยเช่นกัน ซึ่งในการทดสอบครั้งนี้เราได้นำเกมไปลองเล่นบนมือถือเรือธง 2 รุ่น ได้แก่ iPhone 17 Pro Max ที่ใช้ชิป A19 Pro รุ่นล่าสุดของฝั่ง iOS และ vivo X300 Pro ที่ใช้ชิป Dimensity 9500 เป็นตัวแทนฝั่ง Android โดยทั้งหมดปรับกราฟิกระดับสูงสุดในโหมด Cinematic

เริ่มจาก iPhone 17 Pro Max ภาพรวมตอนเดินเล่นหรือสำรวจเมืองทั่วไปถือว่าทำได้ค่อนข้างลื่น แต่ยังมีอาการกระตุกให้เห็นเป็นระยะเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่ฉากต่อสู้ อาการกระตุกจะชัดเจนขึ้นมาก บางจังหวะมีอาการค้างประมาณ 1-2 วินาที ทำให้การเล่นค่อนข้างลำบาก โดยเฉพาะเกมที่ต้องอาศัยจังหวะหลบ ปัดป้อง และกดสกิลต่อเนื่องแบบนี้

จากที่ลองเล่นต้องบอกว่า NTE เป็นเกมที่กินสเปกมือถือหนักในระดับเดียวกับเกมอย่าง Genshin Impact, Zenless Zone Zero หรือ Wuthering Waves เลยทีเดียว อีกทั้งตัวเครื่องยังมีความร้อนสะสมพอสมควร จึงอาจเป็นไปได้ว่าตัวเกมยัง Optimize สำหรับ iOS ได้ไม่ดีนัก หากใช้ iPhone รุ่นต่ำกว่า iPhone 17 Pro อาจไม่แนะนำให้ปรับสุด เพราะมีโอกาสเจอทั้งอาการเฟรมตก ความร้อนสะสม และประสิทธิภาพที่ดรอประหว่างเล่นได้ง่าย

ส่วนฝั่ง Android ที่ทดสอบกับ vivo X300 Pro กลับทำได้ลื่นกว่าอย่างชัดเจน อาการกระตุกมีน้อยกว่าฝั่ง iPhone พอสมควร และที่สำคัญคือในฉากต่อสู้ไม่พบอาการค้างหนัก ๆ มากวนใจ ทำให้ประสบการณ์การเล่นโดยรวมต่อเนื่องและน่าเล่นกว่าชัดเจน อย่างไรก็ตาม เรื่องความร้อนยังคงมีให้รู้สึกไม่แพ้กัน เพราะเมื่อปรับกราฟิกระดับ Cinematic ตัวเกมก็ยังรีดพลังเครื่องค่อนข้างหนักอยู่ดี เพียงแต่ในแง่ความนิ่งของเฟรมเรตและความเสถียรระหว่างเล่น ดูเหมือนฝั่ง Android จะ Optimize มาได้ดีกว่าในตอนนี้

จุดที่ยังต้องปรับ / ข้อสังเกต

ถึงภาพรวมของ NTE จะเป็นเกมที่เล่นสนุก มีคอนเทนต์เยอะ และเห็นได้ชัดว่าทีมงานใส่ใจในหลายรายละเอียด แต่ในฐานะเกมที่ยังอยู่ในช่วงแรก ก็ยังมีหลายจุดที่รู้สึกว่าสามารถปรับปรุงให้ดีขึ้นได้ โดยเฉพาะเรื่อง UX, ความลื่นไหลของเกมเพลย์, การเล่าเรื่อง และประสิทธิภาพของตัวเกม

จุดแรกที่รู้สึกได้ค่อนข้างชัดคือการเล่นด้วยจอย ตัวเกมใช้รูปแบบการควบคุมคล้ายเกมอย่าง Genshin Impact ที่เป็นระบบค่อนข้างดั้งเดิม คือ 1 ปุ่มรับผิดชอบ 1 หน้าที่ ไม่ได้ออกแบบให้ 1 ปุ่มสามารถทำได้หลายคำสั่งตามบริบทเหมือนเกมยุคใหม่อย่าง Zenless Zone Zero ผลคือผู้เล่นต้องจำปุ่มค่อนข้างเยอะ และบางจังหวะอาจกดได้ไม่ลื่นไหลเท่าที่ควร โดยเฉพาะคนที่ไม่คุ้นกับการเล่นเกมแนวนี้บนจอย อาจรู้สึกว่าควบคุมยากหรือไม่สมูทนัก

แน่นอนว่าถ้าเป็นคนที่เล่น Genshin Impact บนจอยจนชินแล้ว อาจไม่ได้รู้สึกว่าเป็นปัญหาใหญ่ แต่โดยส่วนตัวมองว่า NTE ยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับ UX ของผู้เล่นจอยมากเท่าเกมสมัยใหม่เท่าที่ควร สำหรับฉากต่อสู้ การใช้เมาส์และคีย์บอร์ดยังให้ความรู้สึกถนัดและตอบสนองได้ดีกว่า แต่ถ้าเป็นฉากขับรถ ต้องยอมรับว่าการเล่นด้วยจอยยังให้ฟีลที่สนุกและเป็นธรรมชาติกว่าชัดเจน

อีกหนึ่งข้อสังเกตสำคัญสำหรับผู้เล่นไทยคือ ตัวเกมยังไม่มีภาษาไทย ทำให้คนที่ไม่ถนัดภาษาอังกฤษอาจอินกับเนื้อเรื่องได้ยากขึ้นพอสมควร เพราะ NTE เป็นเกมที่มีบทสนทนาเยอะ มีมุก มีการปูเซ็ตติ้งโลก และมีรายละเอียดของตัวละครค่อนข้างมาก หากอ่านไม่เข้าใจหรือแปลไม่ทัน ก็อาจทำให้เสน่ห์ของเนื้อเรื่องหายไปไม่น้อย

ระบบต่อสู้แม้จะสนุก เอฟเฟกต์สวย และเข้าถึงง่าย แต่ในระยะยาวยังมีความเสี่ยงที่จะรู้สึกซ้ำอยู่บ้าง ต้องรอดูว่าตัวละครใหม่ คอนเทนต์ใหม่ หรือบอสในช่วงหลังจะช่วยเพิ่มความลึกและความหลากหลายให้ระบบต่อสู้ได้มากแค่ไหน

ความลื่นไหลโดยรวมของเกมเองก็ยังไม่ถึงระดับคู่แข่งบางเกม แม้จะเล่นสนุกและไม่ได้รบกวนประสบการณ์หลัก แต่การเคลื่อนไหว การต่อสู้ และฟีลลิ่งบางอย่างยังมีความแข็ง ๆ ไถ ๆ อยู่บ้าง เมื่อเทียบกับเกมอย่าง Wuthering Waves หรือ Zenless Zone Zero ที่ทำเรื่องความลื่นของแอคชันได้โดดเด่นกว่า

มุมกล้องเป็นอีกจุดที่ยังน่าหงุดหงิดในบางสถานการณ์ โดยเฉพาะตอนขับรถที่บางครั้งกล้องไม่หมุนตามทิศทางหน้ารถ ทำให้การควบคุมหรือกะระยะในบางจังหวะทำได้ยากขึ้น

ร้านค้าและอาคารภายในเมืองก็มีจำนวนเยอะจริง แต่คอนเทนต์ภายในยังมีความซ้ำให้เห็นอยู่บ้าง บางย่านมีรูปแบบร้านหรือองค์ประกอบที่คล้ายกันมาก ทำให้แม้ฉากและผังเมืองจะเปลี่ยนไป แต่ความรู้สึกในการสำรวจอาจยังไม่ได้แตกต่างกันชัดเจนเท่าที่ควร

ส่วนแผนที่และ POI หรือจุดสนใจต่าง ๆ ยังดูยากไปหน่อย ไอคอนบนแผนที่มีจำนวนมากและหลายจุดดูคล้ายกัน ทำให้แยกได้ยากว่าอะไรคือจุดสำคัญ ถ้ามีการใช้สี สัญลักษณ์ หรือระบบจัดหมวดหมู่ที่ชัดเจนกว่านี้ จะช่วยให้การสำรวจเมืองง่ายและเป็นมิตรมากขึ้น

ด้าน Performance หากไม่เปิด Ray Tracing ตัวเกมถือว่าทำได้ดี แต่เมื่อเปิดฟีเจอร์อย่าง Global Illumination / Lumen หรือ Ray Tracing แล้ว ตัวเกมกินทรัพยากรเครื่องหนักมาก ทั้ง GPU, VRAM และ RAM โดยเฉพาะผู้เล่นที่ใช้เครื่องระดับกลางอาจรู้สึกว่าไม่คุ้มกับคุณภาพภาพที่เพิ่มขึ้น เพราะภาพสวยขึ้นจริง แต่แลกกับเฟรมเรตและความนิ่งของเกมค่อนข้างเยอะ

สุดท้ายคือตัวเกมยังมีบั๊กเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ตัวเกมมีอาการเด้งหลุดบ้าง แม้ทีมงานจะมีแพตช์แก้ออกมาต่อเนื่อง แต่ก็ยังเป็นข้อสังเกตที่ควรพูดถึงสำหรับรีวิวในช่วงแรก

โดยรวมแล้ว NTE หรือ Neverness to Everness เป็นเกมที่เริ่มต้นได้ค่อนข้างน่าประทับใจ แม้จะยังมีบางจุดที่ต้องปรับปรุงอยู่บ้าง แต่ภาพรวมถือว่าเป็นเกมที่ “มีของ” ชัดเจน โดยเฉพาะการนำความเป็น Open World ในเมืองยุคปัจจุบันมาผสมกับงานภาพสไตล์อนิเมะ และใส่องค์ประกอบแบบ Life Simulation เข้ามา ทำให้ตัวเกมไม่ได้มีแค่การต่อสู้หรือฟาร์มของเท่านั้น แต่ยังมีอะไรให้ทำเยอะ เล่นได้เรื่อย ๆ แบบไม่จำเป็นต้องรีบ

จุดที่ทำให้ NTE น่าสนใจคือความอิสระในการเล่นที่ค่อนข้างเปิดกว้าง อยากสำรวจเมือง ขับรถ ทำกิจกรรมเสริม ปั้นตัวละคร หรือค่อย ๆ เสพเนื้อเรื่องก็เลือกได้ตามสไตล์ของตัวเอง สำหรับใครที่กำลังมองหาเกมฟรีเล่นเพลิน ๆ ชอบเกมโลกเปิด งานภาพอนิเมะ และระบบตัวละคร เกมนี้เป็นอีกหนึ่งเกมที่แนะนำให้ลองโหลดมาเล่นดูสักครั้ง แม้ตอนนี้อาจยังไม่สมบูรณ์แบบที่สุด แต่ก็เป็นเกมที่มีศักยภาพสูง สนุก และน่าจับตาว่าทีมพัฒนาจะต่อยอดโลกใบนี้ไปได้ไกลแค่ไหน

ข้อดี

  • โลกของเกมมีความอิสระสูง อยากทำอะไรทำ เหมือนเกมรุ่นพี่อย่าง GTA
  • มีกิจกรรมให้ทำเยอะมาก อีกนิดก็เป็นเกม Life Simulation แล้ว
  • ภาพสวยสไตล์อนิเมะ ผสม Urban Fantasy, Sci-Fi และกลิ่นอาย Cyberpunk
  • ระบบต่อสู้สนุก ลื่นไหล
  • ระบบกาชาไม่มีหลุดเรท
  • รองรับ Cross Platform เล่นได้ทั้ง PC, Console และมือถือ

ข้อสังเกต

  • ตัวเกมยังไม่มีภาษาไทย
  • แอนิเมชันตัวละครในบางช่วงยังแข็ง ไม่อ่อนช้อย เมื่อเทียบกับเกมคู่แข่ง
  • หลายระบบมีให้เล่นเยอะ แต่ยังไม่ลงลึกมากนัก เหมือนพยายามนำจุดเด่นของเกมอื่นมาใส่
  • เกมกินสเปกเยอะ Optimization ตอนเปิด Lumen / Ray Tracing ยังทำได้ไม่ค่อยดี
  • ยังมีบั๊กเล็ก ๆ น้อย ๆ กวนใจ แม้ทีมงานจะทยอยออกแพตช์แก้ไขแล้วก็ตาม