ตอนที่ได้รีวิว vivo X300 Pro ครั้งแรก ต้องยอมรับเลยว่านี่เป็นมือถือที่ทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นมากรุ่นหนึ่ง โดยเฉพาะเรื่องกล้องที่เป็นจุดขายหลักของรุ่นนี้ แต่จริง ๆ แล้วความรู้สึกว้าวไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นตอน X300 Pro เพราะก่อนหน้านั้นผมเคยยืม vivo X200 Pro ของพี่ภัทรไปใช้ถ่ายรูปเวลาออกงานอีเวนต์อยู่พักหนึ่ง แล้วพบว่ามันเป็นมือถือที่ถ่ายภาพได้สนุกกว่าที่คิดมาก

พอ vivo X300 Pro เปิดตัวออกมา เลยกลายเป็นรุ่นที่รู้สึกว่า “ต้องมีเป็นของตัวเองแล้ว” เพราะจากการทำงานจริง ทั้งการไปงานอีเวนต์ ถ่ายภาพสินค้า ถ่ายวิดีโอ หรือเก็บบรรยากาศต่าง ๆ มือถือกล้องดี ๆ กลายเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยให้งานง่ายขึ้นเยอะ โดยเฉพาะเวลาที่ไม่อยากพกกล้องใหญ่ หรืออยากได้ภาพที่พร้อมใช้งานได้ทันที

ต้องบอกก่อนว่าเดิมทีผมเป็นคนใช้ iPhone เป็นหลัก และไม่ได้เป็นคนที่มีความรู้เรื่องการถ่ายภาพลึกมากนัก ใช้งานแบบพื้นฐานจริง ๆ คือยกขึ้นมา กดถ่าย แล้วจบ เน้นความง่าย ความเร็ว และความชัวร์ แต่หลังจากต้องไปงานอีเวนต์บ่อยขึ้น รวมถึงต้องถ่ายภาพประกอบบทความรีวิวหลาย ๆ ชิ้น ก็เริ่มรู้สึกว่ากล้อง iPhone มันอาจไม่พอสำหรับบางสถานการณ์

ภาพจาก iPhone ยังสวย ยังใช้งานง่าย และยังไว้ใจได้เหมือนเดิม แต่หลายครั้งมันให้ความรู้สึกว่า “ก็สวยแบบมือถือทั่วไป” ยังไม่ได้มีมิติหรือความพิเศษมากพอ โดยเฉพาะเวลาต้องซูม ถ่ายคนบนเวที ถ่ายของในสภาพแสงยาก ๆ หรืออยากได้ภาพที่ดูจริงจังขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งกล้องใหญ่ นั่นเลยเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผมตัดสินใจซื้อ vivo X300 Pro มาใช้เอง

จนถึงวันนี้ก็ใช้ vivo X300 Pro มาแล้วประมาณ 6 เดือนเต็ม ๆ ซึ่งความรู้สึกมันต่างจากตอนทำรีวิวแรกค่อนข้างมาก เพราะรีวิวช่วงแรกมักเป็นการใช้งานในเวลาจำกัด ต้องรีบทดสอบ รีบถ่าย รีบสรุป ทำให้บางจุดอาจยังไม่เห็นชัดเท่าการใช้เป็นเครื่องประจำในชีวิตจริง

หลังจากผ่านทั้งการใช้งานทั่วไป การออกงาน ถ่ายรูป ถ่ายวิดีโอ เล่นเกม พกไปเที่ยว และใช้แทนกล้องหลักในหลายสถานการณ์ วันนี้เลยอยากมาเล่าแบบละเอียดว่า vivo X300 Pro หลังใช้จริงมา 6 เดือนเป็นยังไง มีข้อดีอะไรที่ยังชอบอยู่ ข้อเสียอะไรที่เริ่มเห็นชัดขึ้น และในปี 2026 โดยเฉพาะในวันที่ vivo X300 Ultra วางขายในไทยแล้ว vivo X300 Pro ยังน่าใช้อยู่ไหม ก่อนตัดสินใจซื้อควรรู้อะไรบ้าง

ข้อดีกล้องสวยไว้ใจได้เหมือนเดิม

หลายคนที่เลือกใช้มือถือซีรีส์นี้ แน่นอนว่าเหตุผลหลักน่าจะหนีไม่พ้นเรื่องกล้อง และหลังจากใช้ vivo X300 Pro มาเรื่อย ๆ จนถึงตอนนี้ ผมยังคิดว่าสิ่งที่รุ่นนี้ทำได้ดีที่สุดคือ “ความไว้ใจได้” ของกล้อง

มันเป็นมือถือที่หยิบขึ้นมาถ่ายแล้วแทบไม่ต้องลุ้นมาก โดยเฉพาะภาพคน สัตว์เลี้ยง ภาพกลางคืน หรือสถานการณ์ที่แสงไม่ค่อยเป็นใจ โอกาสได้ภาพที่ดูดีตั้งแต่หลังกล้องมีค่อนข้างสูงมาก

ต้องบอกก่อนว่าผมไม่ได้เป็นผู้ใช้สายโปร ไม่ได้ถ่าย RAW ไม่ได้แต่งไฟล์จริงจัง และไม่ได้เป็นคนที่ปรับค่ากล้องเองเก่งอะไรขนาดนั้น ติดนิสัยมาจากการใช้ iPhone เป็นหลัก คือยกขึ้นมา กดถ่าย แล้วจบ เรื่องปรับแต่งลึก ๆ แทบลืมไปได้เลย โหมดที่ใช้จริงก็มีอยู่ไม่กี่โหมด ส่วนมากจะเน้นเลือกฟิลเตอร์สีที่ระบบให้มา เปลี่ยนระยะเลนส์ แล้วก็จัดองค์ประกอบภาพเอามากกว่า

แต่สำหรับคนที่มีทักษะการถ่ายรูปประมาณผม ต้องบอกว่า vivo X300 Pro เป็นมือถือที่ไว้ใจได้มาก ยกขึ้นมาถ่ายแบบง่าย ๆ ก็ได้ภาพที่ดูสวย ดูมีมิติ และพร้อมเอาไปโพสต์โซเชียลได้ทันที ซึ่งตรงนี้ยังยืนยันคำเดิมว่า “ถ่ายยังไงก็สวย” โดยเฉพาะถ้าใช้งานในมุมส่วนตัว โพสต์ลง Facebook, Instagram หรือเก็บภาพเวลาไปเที่ยว รุ่นนี้ตอบโจทย์มาก

ส่วนการใช้งานด้านงานจริง ๆ ของผม ส่วนมากจะเป็นการถ่ายภาพนิ่งประกอบบทความรีวิว ถ่ายสินค้า ถ่ายบรรยากาศงานอีเวนต์ หรือถ่ายภาพหน้างานต่าง ๆ ซึ่งถ้าจัดคอมโพสต์ให้ดี แสงไม่เละจนเกินไป ภาพที่ได้ก็ถือว่าผ่านสบาย และพอเอาไปอัปโหลดขึ้นเว็บ สุดท้ายก็ต้องผ่านการย่อขนาด ลดความละเอียด และบีบอัดไฟล์อยู่แล้ว ผมเลยไม่ได้ต้องการไฟล์ที่เอาไปดึงเงา ดึงไฮไลต์ หรือปรับแต่งต่อหนัก ๆ ขอแค่จบหลังกล้องได้ ภาพดูดี ใช้งานได้จริง แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว

แต่ถ้าเป็นสายโปรที่ซีเรียสเรื่องไฟล์ สี รายละเอียด หรือการเอาไฟล์ไปแต่งต่อแบบจริงจัง อันนี้อาจมีบางจุดที่รู้สึกขัดใจอยู่บ้าง ซึ่งตรงนี้ผมขอไม่ลงลึกมาก เพราะไม่ใช่สายการใช้งานหลักของผม

ตลอด 6 เดือนที่ผ่านมา ผมเอา vivo X300 Pro ไปออกงาน ไปเที่ยว และออกทริปมาหลายรอบ สิ่งที่รู้สึกเหมือนเดิมคือมันเป็นมือถือที่พกแล้วอุ่นใจ ถ่ายไปเถอะ ยังไงก็มีโอกาสได้ภาพสวยกลับมาค่อนข้างสูง ไม่ต้องคิดเยอะ

ปกติผมพก vivo X300 Pro คู่กับ iPhone 16 Pro Max ซึ่งเป็นเครื่องหลักอีกเครื่อง แต่เอาเข้าจริง เวลาอยากถ่ายรูป ผมแทบไม่หยิบ iPhone ขึ้นมาใช้เลย (ฮ่าๆ) เพราะ X300 Pro ให้ภาพที่ดูมีมิติ สนุกกว่า และมีระยะเลนส์ให้เล่นเยอะกว่า

เลนส์ที่ผมชอบที่สุดและใช้บ่อยที่สุดคือกล้องซูม 200MP ระยะ 3.5x หรือประมาณ 85 มม. ระยะนี้เป็นอะไรที่ลงตัวมาก ทั้งมุมภาพ ความละลายหลัง ระยะห่างจากวัตถุ และความคมของภาพ มันให้ฟีลที่ต่างจากกล้องมือถือทั่วไปชัดเจน โดยเฉพาะเวลาใช้ถ่ายคน ถ่ายของ ถ่ายสัตว์เลี้ยง หรือถ่ายบรรยากาศในงานอีเวนต์ ภาพที่ได้ดูมีมิติกว่าเลนส์หลักเยอะ และเป็นระยะที่ทำให้ผมหยิบมาใช้บ่อยที่สุดจริง ๆ

ส่วนระยะซูม 10x หรือประมาณ 242 มม. ก็ทำได้ดี ภาพยังชัด รายละเอียดดีกว่ามือถือทั่วไปแน่นอน โดยเฉพาะเวลาต้องถ่ายเวที ถ่ายของที่อยู่ไกล หรือถ่ายสิ่งที่เข้าไปใกล้ไม่ได้ แต่ส่วนตัวผมไม่ได้หยิบมาใช้บ่อยเท่า 3.5x เพราะบางครั้งภาพที่ได้จะรู้สึกว่า AI เข้ามาช่วยปรุงแต่งค่อนข้างเยอะ ความคม รายละเอียด และโทนภาพเลยอาจดูไม่ธรรมชาติเท่าระยะที่ใกล้กว่า แต่ถ้ามองในแง่ความสามารถของมือถือ ก็ต้องยอมรับว่ามันเจ๋งมาก และเหนือกว่ามือถือทั่วไปแบบชัดเจน

ด้านวิดีโอ ผมมีถ่ายคลิปสั้น ๆ ใช้งานบ้าง ซึ่งคุณภาพไฟล์และระบบกันสั่นถือว่าไว้ใจได้เลย ไฟล์วิดีโอมีความคม รายละเอียดดี สีสวย และเอาไปตัดต่อใช้งานต่อได้ง่าย โดยเฉพาะคลิปสั้นสำหรับโซเชียลหรือใช้ประกอบงานทั่วไป แต่ถ้าเทียบเรื่องความเนียนของการซูม การสลับเลนส์ และความต่อเนื่องระหว่างถ่ายวิดีโอ ตรงนี้ยังต้องยอมรับว่า iPhone ยังทำได้ดีกว่าอยู่พอสมควร

กล้องดีนะ แต่ใช้ AI แต่งเยอะจัง

ข้อสังเกตของกล้อง vivo X300 Pro คือด้วยความที่มันทำอะไรได้เยอะมาก ทั้งโหมดถ่ายภาพ ระยะเลนส์ ฟิลเตอร์ โหมดพอร์ตเทรต วิดีโอ และฟีเจอร์เสริมต่าง ๆ ทำให้เมนูกล้องค่อนข้างเยอะและต้องใช้เวลาทำความคุ้นเคยพอสมควร โดยเฉพาะถ้าใครย้ายมาจาก iPhone แบบผม ที่คุ้นกับการเปิดกล้อง ยกขึ้นมาถ่าย แล้วจบเลย

ส่วนตัวผมไม่ได้เป็นผู้ใช้ระดับโปร ไม่ได้ปรับค่ากล้องลึก ๆ และไม่ได้อยากเข้าเมนูเยอะขนาดนั้น การใช้งานส่วนใหญ่ก็ยังเป็นแบบ iPhone คืออยากได้มือถือที่ยกขึ้นมาถ่ายแล้วสวยเลย ดังนั้นบางครั้งความสามารถที่มีเยอะมากของ X300 Pro ก็กลายเป็นทั้งข้อดีและข้อสังเกตในเวลาเดียวกัน เพราะถ้าใช้เป็น มันเล่นได้เยอะมาก แต่ถ้าใช้แบบง่าย ๆ ก็อาจรู้สึกว่าเมนูเยอะไปหน่อย

อีกจุดที่สังเกตได้คือเวลาถ่ายวัตถุไกล ๆ หรือรายละเอียดบางอย่างที่ต้นฉบับไม่ได้คมชัดมาก ระบบมักจะมีการนำ AI เข้ามาช่วยทำให้ภาพดูชัดขึ้น ซึ่งมองเผิน ๆ แล้วภาพดูดีขึ้นจริง แต่ถ้าซูมเข้าไปดูรายละเอียด จะเห็นว่าบางจุดถูกปรับแต่งจนดูเป็น AI ค่อนข้างชัด รายละเอียดบางส่วนหายไป หรือถูกสร้างขึ้นมาใหม่จนไม่เป็นธรรมชาติ

โดยเฉพาะตัวอักษร ป้าย หรือข้อความเล็ก ๆ ที่อยู่ไกล ๆ อันนี้เจอบ่อยว่าระบบพยายามแก้ให้มันดูชัดขึ้น แต่หลายครั้งกลายเป็นตัวอักษรมั่ว ๆ อ่านไม่ได้ หรือดูแปลกไปเลย ส่วนตัวบางครั้งรู้สึกว่าปล่อยให้มันเบลอไปตามจริงยังดูเป็นธรรมชาติกว่า

อีกเรื่องที่เห็นผู้ใช้ในกลุ่มพูดถึงกันอยู่บ้างคือซอฟต์แวร์กล้องของ vivo X300 Pro ที่บางคนรู้สึกว่าแต่ละแพตช์ให้ผลลัพธ์ไม่ค่อยนิ่ง บางอัปเดตถ่ายแล้วสวยขึ้น บางอัปเดตกลับรู้สึกว่าสวยน้อยลง หรือโทนภาพไม่เหมือนเดิม ตรงนี้ส่วนตัวผมไม่ได้รู้สึกชัดขนาดนั้น เพราะไม่ได้หยิบขึ้นมาถ่ายจริงจังทุกวัน ส่วนใหญ่จะใช้หนัก ๆ เวลาไปงานอีเวนต์หรือออกทริปมากกว่า และไม่ได้เป็นคนจับผิดไฟล์ภาพละเอียดมาก ถ้าภาพไม่ได้ต่างกันแบบเห็นชัดจริง ๆ ก็ยอมรับว่าแยกไม่ค่อยออก

เรื่องภาพคนก็คล้ายกัน vivo X300 Pro เป็นมือถือที่ถ่ายคนออกมาดูดีมาก หน้าใส ผิวเนียน โทนภาพพร้อมโพสต์ และช่วยให้ตัวแบบดูไม่โทรมจนเกินไป แต่ในบางสถานการณ์ก็มีความ “พลาสติก” อยู่บ้าง โดยเฉพาะถ้าระบบบิวตี้หรือการประมวลผลผิวเข้ามาเยอะ ภาพจะดูสวยก็จริง แต่ก็มีความปลอมอยู่เหมือนกัน ถ้าจะเอาแบบสวยจึ้งจริง ๆ หรือใช้ในงานที่ต้องการความเนียนระดับสูง สุดท้ายก็ยังต้องเอาไปรีทัชต่อในโปรแกรมแต่งภาพอยู่ดี

อีกเรื่องที่อยากพูดถึงคืออุปกรณ์เสริมของ vivo X300 Pro โดยเฉพาะ Grip สำหรับถ่ายรูป และเลนส์ซูมเสริมระยะ 2.35x ซึ่งบอกตรง ๆ ว่าจนถึงตอนนี้ผมยังหาซื้อมือหนึ่งจากศูนย์ไทยไม่ได้เลย เหมือนของเข้ามาค่อนข้างน้อย คนที่ซื้อล็อตแรก ๆ น่าจะมีโอกาสจับจองกันไปก่อน ทำให้สุดท้ายผมต้องยืมของที่ออฟฟิศมาใช้แทน

ตัว Grip ผมได้ใช้ค่อนข้างบ่อย โดยเฉพาะเวลาออกงานอีเวนต์หรือถ่ายภาพแนวนอนระยะไกล ๆ มันช่วยให้ถือเครื่องได้ถนัดขึ้นเยอะ ฟีลการจับใกล้เคียงกล้องมากขึ้น กดถ่ายสะดวกขึ้น และทำให้การเล็งภาพนิ่งขึ้นพอสมควร แต่ถ้าเป็นการถ่ายคอนเทนต์แนวตั้ง อันนี้ต้องบอกว่าไม่ถนัดเท่าไร ถ้าใครเน้นถ่าย TikTok, Reels หรือ Shorts เป็นหลัก อุปกรณ์ตัวนี้อาจไม่ได้ตอบโจทย์มากนัก

ส่วนเลนส์ซูมเสริม ถ้ามีติดไว้ก็มีประโยชน์มาก โดยเฉพาะเวลาต้องซูมถ่ายพิธีกรบนเวที ถ่ายวัตถุไกล ๆ หรือถ่ายอะไรที่เราไม่สามารถเดินเข้าไปใกล้ได้ คุณภาพที่ได้ถือว่าดี และที่ชอบคือมันทำงานร่วมกับระบบออโต้โฟกัสและกันสั่นของตัวเครื่องได้ค่อนข้างเต็มฟังก์ชัน ไม่ได้รู้สึกเหมือนเป็นเลนส์แปะเล่น ๆ

แต่ข้อเสียคือการหยิบมาใช้งานจริงยังไม่คล่องตัวเท่ากับการใช้กล้องเปล่า ๆ ต้องถอด ต้องใส่ ต้องเตรียมอุปกรณ์เพิ่ม ทำให้บางจังหวะที่ต้องถ่ายเร็ว ๆ ก็อาจไม่ทัน หรือสุดท้ายก็เลือกใช้ซูมจากตัวเครื่องไปเลยมากกว่า

ด้านคุณภาพงานประกอบของอุปกรณ์เสริม แม้จะมีชื่อ PGYTECH มาช่วยการันตี แต่ส่วนตัวรู้สึกว่าบางจุดยังแอบก๊องแก๊งไปนิดหนึ่ง ไม่ได้ให้ความรู้สึกแน่นหนาพรีเมียมเท่าที่คาด และที่ขัดใจมากคือเคสที่ใช้ร่วมกับอุปกรณ์เสริมถอดเข้าออกค่อนข้างยาก

ตัวเคสเองก็ไม่ได้เป็นเคสที่ปกป้องเครื่องได้ดีมาก หรือจับถือสบายมากสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน สุดท้ายผมเลยเปลี่ยนไปใส่เคสอื่นแทน แล้วใช้เคสสำหรับอุปกรณ์เสริมเฉพาะเวลาที่ต้องออกงานหรือรู้ตัวว่าจะใช้ Grip กับเลนส์ซูมจริง ๆ เท่านั้น

แต่เท่าที่เห็น ใน vivo X300 FE จุดนี้เหมือนจะมีการแก้ไขแล้ว เพราะเคสถอดง่ายขึ้นชัดเจน อันนั้นถือว่าทำได้ดีกว่าเยอะครับ

และอีกเรื่องที่เห็นในกลุ่มผู้ใช้พูดกันคือเรื่อง ซอฟต์แวร์กล้องไม่ค่อยนิ่ง บางแพตช์อัปแล้วสวยน้อยลง ซึ่งผมเองไม่รู้สึกอะไร เพราะไม่ค่อยได้ยกขึ้นมาถ่ายอะไรบ่อยขนาดนั้นคือต้องไปงานหรือไปเที่ยวถึงถ่ายจริงจัง และก็ไม่ได้จับผิดภาพถ่ายอะไรขนาดนั้น ถ้ามันไม่ได้ต่างมากคือแยกไม่ออก

แบตไม่ได้อึดเวอร์อะไรขนาดนั้น

แบตเตอรี่ของ vivo X300 Pro ถือว่าอึดและไว้ใจได้ แต่ไม่ได้อึดเวอร์แบบที่ตัวเลขความจุ 6,510mAh อาจทำให้หลายคนคาดหวังไว้ แม้จะใช้แบตเตอรี่ BlueVolt เทคโนโลยี Silicon Carbon ที่ให้ความจุสูงกว่ามือถือทั่วไป แต่จากการใช้งานจริง ผมไม่ได้รู้สึกว่ามันทิ้งห่างมือถือเรือธงระดับเดียวกันในตลาดมากขนาดนั้น

ถ้าใช้งานทั่วไป เล่นโซเชียล ตอบแชต ดูวิดีโอ ถ่ายรูปบ้าง ใช้ 1 วันได้สบายแน่นอน และมีเหลือให้พออุ่นใจ แต่ถ้าวันไหนเอาไปออกงาน ถ่ายรูปเยอะ ถ่ายวิดีโอ เปิดกล้องนาน ๆ แบตก็ลดไวเหมือนกัน ไม่ได้เป็นมือถือที่ใช้หนักแค่ไหนก็ไม่สะเทือนขนาดนั้น

หลังใช้มา 6 เดือน สุขภาพแบตและความอึดยังแทบไม่ต่างจากช่วงแรกมากนัก เรียกว่ายังอึดเหมือนเดิม ใช้งานได้เต็มวันแบบไว้ใจได้ แต่ไม่ได้ถึงขั้นพิเศษหรือสร้างความว้าวมาก ส่วนตัวมองว่าอยู่ในระดับมาตรฐานที่ดีของมือถือเรือธงมากกว่า

ถ้าเทียบกับคู่แข่งที่เคยลองใช้อย่าง OPPO Find X9 Pro อันนั้นรู้สึกได้ชัดกว่าเรื่องความอึดของแบต โดยเฉพาะเวลาใช้งานหนัก ๆ หรือพกออกไปข้างนอกทั้งวัน vivo X300 Pro ยังทำได้ดี แต่ไม่ได้เด่นสุดในจุดนี้

เรื่องชาร์จถือว่าชาร์จไวดี ใช้งานจริงไม่มีปัญหา แต่สิ่งที่ขัดใจคือหัวชาร์จที่แถมมาในกล่องยังเป็น USB-A และใช้มาตรฐานเฉพาะของแบรนด์อีกแล้ว ซึ่งส่วนตัวแทบไม่ได้หยิบมาใช้เลย เพราะอุปกรณ์อื่น ๆ ในชีวิตประจำวันใช้หัวชาร์จ USB-C PD กันหมดแล้ว ใช้ร่วมกันสะดวกกว่า พกหัวเดียวชาร์จได้หลายอย่าง

ตรงนี้อยากให้ vivo รุ่นถัด ๆ ไปเปลี่ยนไปใช้หัวชาร์จ USB-C ได้แล้ว เหมือนที่แบรนด์ลูกอย่าง iQOO ทำ เพราะในปีนี้การยังแถมหัว USB-A มากับมือถือเรือธงราคาแพง มันเริ่มรู้สึกล้าสมัยไปหน่อยแล้ว

มือถือกล้องสวย แต่เล่นเกมดีเกินคาด

สำหรับหัวข้อนี้ ผมเองก็แอบตกใจเหมือนกัน เพราะ vivo X300 Pro ทำได้ดีกว่าที่คิดไว้พอสมควร โดยเฉพาะถ้าเทียบกับรุ่นก่อนหน้า ต้องบอกก่อนว่าผมเล่นเกมบนมือถืออยู่บ้าง และเกมที่เล่นก็ไม่ใช่เกมเบา ๆ ด้วย ทั้ง Genshin Impact, Zenless Zone Zero และ NTE ซึ่งแต่ละเกมกินสเปกหนักพอสมควร

จากที่ลองปรับกราฟิกระดับสูงหรือปรับสุดเท่าที่เกมให้ตั้งได้ vivo X300 Pro เล่นได้โอเคเลย ภาพลื่น การตอบสนองดี ถึงจะไม่ได้เกาะ 60 FPS นิ่งตลอดเวลา แต่โดยรวมถือว่าเล่นได้สบาย ไม่ได้รู้สึกกระตุกจนหงุดหงิด และที่สำคัญคือเครื่องไม่ได้ร้อนจนน่ากังวล ส่วนมากจะอยู่ในระดับอุ่น ๆ มากกว่า

ตรงนี้ต้องชมว่า MediaTek ทำชิป Dimensity 9500 ออกมาได้ดีจริง ๆ ประสิทธิภาพดีขึ้นจาก Dimensity 9400 พอสมควร ทั้งเรื่องความแรงและการจัดการพลังงาน เวลาเล่นเกมหนัก ๆ เลยรู้สึกว่าเครื่องนิ่งขึ้นกว่าเดิมพอสมควร

ถ้าเทียบระดับประสิทธิภาพโดยรวม Dimensity 9500 ถือว่าอยู่ในกลุ่มชิปเรือธงระดับบนของตลาด ประมาณเดียวกับ Snapdragon 8 Elite และเป็นรองแค่กลุ่มชิปรุ่นใหม่กว่าอย่าง Snapdragon 8 Elite Gen 5 เท่านั้น ดังนั้นถ้าใครกังวลว่า vivo X300 Pro เป็นมือถือเน้นกล้องแล้วจะเล่นเกมไม่ดี บอกเลยว่าไม่ต้องห่วงมาก เพราะมันแรงเกินพอสำหรับเกมมือถือยุคนี้แล้ว

แต่จุดที่ยังแอบงง ๆ คือ Game Booster ของ vivo ที่บางครั้งทำงานไม่ค่อยนิ่ง เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย บางทีเปิด Boost Mode แล้วเฟรมเรตหรือความลื่นกลับสู้โหมดปกติไม่ได้ด้วยซ้ำ อันนี้ถือว่าแปลกอยู่เหมือนกัน และเป็นจุดที่อยากให้ปรับปรุงผ่านซอฟต์แวร์ต่อไป

อีกเรื่องคือการจับถือเวลาเล่นเกม vivo X300 Pro ไม่ได้ถนัดเท่ามือถือเกมมิงหรือมือถือทรงทั่วไป เพราะโมดูลกล้องด้านหลังมีขนาดใหญ่ เวลาเล่นแนวนอนนาน ๆ จะรู้สึกได้ว่ามันเกะกะอยู่บ้าง โดยเฉพาะถ้าต้องจับเครื่องเต็มมือหรือเล่นเกมที่ต้องใช้การควบคุมต่อเนื่องนาน ๆ

นอกจากนี้ ด้วยความที่โมดูลกล้องใหญ่ ทำให้การใช้อุปกรณ์เสริมสำหรับเล่นเกมค่อนข้างลำบาก ไม่ว่าจะเป็นพัดลมระบายความร้อนแบบหนีบหลังเครื่อง หรือจอยมือถือแบบประกบซ้ายขวา หลายตัวอาจใส่ไม่ได้หรือใส่แล้วไม่ลงล็อกเท่าที่ควร ถ้าจะเล่นจริงจังอาจต้องใช้จอยแยกแบบปกติ แล้วซื้อแขนจับมือถือมาใช้แทน ซึ่งสะดวกน้อยกว่ามือถือที่ออกแบบมาเพื่อเล่นเกมโดยตรง

หน้าจอสวย สบายตา แต่ไม่สู้แดด

หน้าจอของ vivo X300 Pro ถือว่าทำได้ดีตามมาตรฐานมือถือเรือธงปี 2026 สีสันสวย คมชัด รายละเอียดดี ใช้งานทั่วไป ดูคอนเทนต์ เล่นโซเชียล หรือดูรูปที่ถ่ายมาก็ให้ภาพที่น่าพอใจมาก อีกจุดที่ชอบคือมีโหมด PWM Dimming ช่วยถนอมสายตา ทำให้เวลาใช้งานในที่แสงน้อยหรือใช้ตอนกลางคืนรู้สึกสบายตากว่ามือถือบางรุ่น

แต่ข้อสังเกตที่เจอจริงคือเรื่องการใช้งานกลางแจ้ง โดยเฉพาะตอนเอาไปออกกองถ่ายครั้งหนึ่ง แล้วต้องหยิบเครื่องขึ้นมาใช้กลางแดดจัด ๆ พบว่าหน้าจอของ vivo X300 Pro สว่างสู้ iPhone 16 Pro Max ที่พกไปด้วยกันไม่ได้ ทั้งที่ตามสเปก vivo X300 Pro ระบุความสว่างหน้าจอสูงสุดไว้สูงกว่ามาก ระดับ 4,500 nits ขณะที่ iPhone 16 Pro Max อยู่ที่ 2,000 nits

อันนี้ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นเพราะตอนนั้นใช้กล้องถ่ายรูปต่อเนื่องจนเครื่องเริ่มร้อน แล้วระบบอาจลดความสว่างหน้าจอลงเพื่อคุมอุณหภูมิหรือเปล่า หรืออาจเป็นเรื่องของการจัดการความสว่างอัตโนมัติที่ไม่ดันขึ้นสุดเท่า iPhone ในสถานการณ์เดียวกัน แต่จากประสบการณ์วันนั้นคือมองจอกลางแดดยากกว่าที่คาดไว้พอสมควร

อีกส่วนหนึ่งอาจมาจากฟิล์มหน้าจอที่ติดมากับเครื่อง เพราะฟิล์มเดิมสะท้อนแสงค่อนข้างหนัก เวลาเจอแดดตรง ๆ จะมองยากขึ้นไปอีก หลังจบงานนั้นผมเลยตัดสินใจเปลี่ยนไปใช้ฟิล์มไฮโดรเจลแบบด้านแทน เพื่อลดแสงสะท้อนและแก้ปัญหาเวลาใช้งานกลางแจ้ง ซึ่งช่วยให้มองสบายขึ้นกว่าเดิมพอสมควร

ดีไซน์ การจับถือ

เรื่องดีไซน์และการจับถือ ต้องบอกว่าเป็นสิ่งที่ต้องยอมรับตั้งแต่วันแรกที่ซื้อเครื่องแล้ว เพราะโมดูลกล้องของ vivo X300 Pro ใหญ่มาก ใหญ่แบบตะโกนจริง ๆ ทำให้ตัวเครื่องดูเด่น ดูจริงจังเรื่องกล้อง แต่ก็แลกมากับการจับถือที่ลำบากกว่ามือถือทรงปกติอยู่พอสมควร

ช่วงแรกที่ใช้จะรู้สึกได้เลยว่าโมดูลกล้องด้านหลังค่อนข้างเกะกะ โดยเฉพาะเวลาถือเครื่องมือเดียว หรือเล่นเกมแนวนอน แต่พอใช้ไปสักพักจนเริ่มชิน กลับรู้สึกว่ามันไม่ได้ลำบากขนาดนั้น ตัวเครื่องยังจับถือได้ถนัด บาลานซ์น้ำหนักทำได้ดี และไม่ได้หนักหัวจนใช้งานยากอย่างที่คิด

แต่ด้วยขนาดตัวเครื่องและโมดูลกล้องที่ใหญ่ เวลาใส่กระเป๋ากางเกงหรือกระเป๋าใบเล็ก ๆ ที่ค่อนข้างฟิต อาจมีลำบากบ้าง โดยเฉพาะถ้าใส่เคสหนาเข้าไปอีกชั้น ตรงนี้ถือเป็นข้อแลกเปลี่ยนของมือถือกล้องจัดเต็มที่ต้องทำใจตั้งแต่แรกครับ

Origin OS ใช้นานแล้วโอเคไหม

ในแง่การใช้งานระยะยาว OriginOS บน vivo X300 Pro ถือว่าทำได้ดีเกินคาด ใช้มาประมาณ 6 เดือน ยังไม่เจอบั๊กหนัก ๆ แอปค้าง แอปเด้ง หรือเครื่องรวนแบบน่ารำคาญเลย การใช้งานทั่วไปค่อนข้างเสถียร ลื่น และไว้ใจได้ในชีวิตประจำวัน

หน้าตา UI โดยรวมก็ถือว่าทำออกมาโอเค ใช้ไม่นานก็ปรับตัวได้ ไม่ได้รู้สึกแปลกหรือใช้งานยากขนาดนั้น เมนูหลัก ๆ หาไม่ยาก อนิเมชันลื่นดี และให้ความรู้สึกเป็นระบบที่โตขึ้นกว่า vivo ในยุคก่อนพอสมควร

เรื่องโฆษณาหรือคอนเทนต์แนะนำที่ใส่มาในระบบ ช่วงแรกอาจมีให้เห็นบ้าง แต่ข้อดีคือสามารถเข้าไปปิดได้ พอปิดแล้วหน้าตาเครื่องก็ค่อนข้างคลีน ใช้งานได้สบาย ไม่ได้มีอะไรมากวนใจระหว่างวัน

สิ่งที่รออยู่ตอนนี้คือฟีเจอร์ Quick Share ที่จะส่งไฟล์ผ่าน AirDrop ไปฝั่ง iOS ได้ ถ้าทำออกมาแล้วใช้งานได้จริงและเสถียร น่าจะช่วยให้การใช้งานร่วมกับ iPhone, iPad หรือ Mac สะดวกขึ้นมาก โดยเฉพาะคนที่ยังใช้อุปกรณ์ Apple เป็นเครื่องหลักควบคู่กันไปเหมือนผม

ใช้งาน eSIM ต่างประเทศได้ ไม่เจอปัญหา

อีกเรื่องที่อยากเติมไว้สำหรับคนที่เดินทางต่างประเทศบ่อย ๆ คือ vivo X300 Pro เครื่องศูนย์ไทยรองรับการใช้งาน eSIM ได้ดี และจากที่ผมลองใช้งานจริงก็ไม่เจอปัญหาอะไร

ช่วงหลังมานี้เวลาไปเที่ยวหรือไปทำงานต่างประเทศ หนึ่งในตัวเลือกที่สะดวกมากคือการซื้อแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตโรมมิ่งแบบ eSIM จากเว็บหรือแอปท่องเที่ยวต่าง ๆ เช่น Trip, Klook หรือแพลตฟอร์มแนวเดียวกัน จุดเด่นคือราคามักถูกกว่าโรมมิ่งจากผู้ให้บริการมือถือในไทยพอสมควร และที่สำคัญคือซื้อแล้วใช้งานได้เลย ไม่ต้องรอรับซิม ไม่ต้องถอดซิมหลักออกจากเครื่อง

ถ้าเป็นซิมการ์ดปกติ บางครั้งอาจต้องสั่งผ่านแพลตฟอร์มอื่นอย่าง Shopee หรือรอจัดส่งล่วงหน้า แต่ eSIM จะสะดวกกว่ามาก เพราะกดซื้อจากที่ไหนก็ได้ เติมแพ็กเกจง่าย ติดตั้งเร็ว และเหมาะกับคนที่เดินทางกะทันหันหรือไม่อยากพกซิมหลายใบ

ก่อนใช้งานจริง ผมเองก็สงสัยเหมือนกันว่า vivo X300 Pro จะใช้ eSIM ต่างประเทศได้ดีแค่ไหน เพราะถ้าพูดถึงมือถือที่ขึ้นชื่อเรื่องความชัวร์ในการใช้ eSIM หลายคนมักนึกถึง iPhone หรือ Samsung มากกว่า ส่วน vivo เพิ่งเริ่มรองรับและผลักดันเรื่องนี้จริงจังในช่วงหลัง ๆ ทำให้ข้อมูลจากผู้ใช้จริงอาจยังไม่เยอะเท่าสองแบรนด์นั้น

แต่จากที่ผมลองใช้งานทั้งตอนไปญี่ปุ่นและไต้หวัน พบว่าใช้งานได้ปกติ ไม่มีปัญหาในการเปิดใช้งาน ตั้งค่า หรือเชื่อมต่อเครือข่าย ใส่ eSIM แล้วเข้าไปตั้งค่าตามขั้นตอนก็ใช้ได้เลย และยังสามารถใช้งานแบบ Dual eSIM ได้ด้วย สำหรับคนที่เดินทางหลายประเทศหรืออยากแยกแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตกับเบอร์หลัก ก็ถือว่าสะดวกมาก

อย่างไรก็ตาม อันนี้ผมทดสอบกับ vivo X300 Pro เครื่องศูนย์ไทยเท่านั้น ถ้าเป็นเครื่องจีนหรือเครื่องหิ้ว อาจต้องเช็กให้ดีก่อนซื้อ เพราะการรองรับ eSIM ของแต่ละประเทศและแต่ละโมเดลอาจไม่เหมือนกัน ตรงนี้ถือเป็นรายละเอียดสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามครับ

เสียงลำโพง แย่ยังไงก็ยังนั้น

ถ้ากล้องคือจุดที่ทำให้ผมหลงรัก vivo X300 Pro ลำโพงก็คือจุดที่ทำให้ผมต้องถอนหายใจทุกครั้งที่เปิดฟังเสียงจากตัวเครื่อง เพราะนี่น่าจะเป็นหนึ่งในจุดอ่อนที่ชัดที่สุดของรุ่นนี้แล้ว

พูดตรง ๆ คือเสียงลำโพงของ vivo X300 Pro สู้มือถือเรือธงหลายรุ่นในตลาดไม่ได้เลย ทั้งมิติ ความแน่น รายละเอียด และพลังเสียง มันไม่ได้ถึงขั้นฟังไม่ได้ เปิดเทียบกันคือรู้สึกถึงความต่างเลย แต่ในฐานะมือถือเรือธงที่ราคาขนาดนี้ และทำอย่างอื่นได้ดีไปแทบหมด พอมาถึงเรื่องเสียงแล้วกลับรู้สึกว่า “ทำไมมันได้แค่นี้”

ส่วนตัวผมมีใช้ลำโพงตัวเครื่องอยู่บ้าง ทั้งดู YouTube สั้น ๆ เปิดคลิปรีวิว หรือฟังเสียงตอนตัดคลิป ซึ่งทุกครั้งมันก็พอใช้งานได้ แต่ไม่เคยมีโมเมนต์ไหนที่รู้สึกว่าเสียงดีหรือประทับใจเลย มันเป็นลำโพงที่แค่ทำหน้าที่ส่งเสียงออกมาได้ครบ แต่ไม่ได้สร้างประสบการณ์ที่สมกับความเป็นเรือธงเท่าไร

และเรื่องนี้แทบไม่มีอะไรให้แก้ด้วยตัวเองได้เลย กล้องยังปรับโหมดได้ เกมยังลดกราฟิกได้ แบตยังพกพาวเวอร์แบงก์ได้ แต่ลำโพงตัวเครื่อง ถ้ามันมาได้เท่านี้ ก็คือได้เท่านี้ ต้องยอมรับ

วิธีแก้ขัดที่ทำได้ก็มีแค่ใช้หูฟัง หรือไม่ก็ต่อลำโพง Bluetooth แทน ซึ่งแน่นอนว่ามันช่วยให้เสียงดีขึ้น แต่ก็ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ตรงจุด เพราะสุดท้ายมือถือเรือธงเครื่องหนึ่งก็ควรมีลำโพงตัวเครื่องที่ดีพอให้หยิบมาใช้งานได้อย่างมั่นใจ โดยไม่ต้องคิดทุกครั้งว่า “เออ ไปหยิบหูฟังดีกว่า”

ข้อเสียที่ควรรู้ก่อนซื้อ

แม้โดยรวมผมจะชอบ vivo X300 Pro มาก และยังคิดว่าเป็นหนึ่งในมือถือที่ถ่ายรูปดีที่สุดรุ่นหนึ่งที่เคยใช้มา แต่หลังจากใช้งานจริงประมาณ 6 เดือน ก็มีบางเรื่องที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจเหมือนกัน

เคสและฟิล์มหาซื้อค่อนข้างยาก

ถ้าเทียบกับ iPhone หรือ Samsung เรื่องอุปกรณ์เสริมยังถือเป็นรองพอสมควร โดยเฉพาะคนที่ชอบเปลี่ยนเคสหรือชอบลองฟิล์มหลายแบบ ตัวเลือกมีน้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด หลายครั้งต้องสั่งออนไลน์แทน

โมดูลกล้องใหญ่และนูนมาก

แม้จะยังไม่ใหญ่เท่า vivo X300 Ultra แต่ก็ถือว่าเป็นมือถือที่มีโมดูลกล้องขนาดใหญ่พอสมควร ทำให้การจับถือ การเล่นเกม และการใส่อุปกรณ์เสริมบางประเภทไม่สะดวกเท่ามือถือทรงปกติ รวมถึงเวลาใส่กระเป๋ากางเกงหรือกระเป๋าใบเล็กก็จะรู้สึกถึงขนาดของมันได้ชัดเจน

อยากให้ปรับปรุงไมโครโฟนในรุ่นถัดไป

อีกจุดที่ควรรู้ก่อนซื้อคือเรื่องไมโครโฟน โดยเฉพาะคนที่ใช้มือถือถ่ายวิดีโอหรือคุยโทรศัพท์บ่อย ๆ ส่วนตัวรู้สึกว่า vivo X300 Pro ยังทำได้ไม่ดีเท่ามือถือเรือธงบางรุ่นในตลาด เสียงที่บันทึกได้ยังไม่ค่อยใส ไม่ค่อยมีมิติ และบางครั้งเสียงพูดดูบางกว่าที่ควร และมีเสียงรบกวนเยอะกว่าที่ควรจะเป็น โดยเฉพาะเวลาถ่ายวิดีโอ หรือใช้โทรศัพท์ในบางครั้ง อยากให้ vivo ปรับปรุงในรุ่นถัดไปจริง ๆ

ลง Story Instagram ยังไม่สวยเท่า iPhone

อันนี้น่าจะเป็นข้อจำกัดของ Android โดยรวมมากกว่า ไม่ได้เป็นปัญหาของ vivo เพียงแบรนด์เดียว ถ้าใช้กล้องภายในแอป Instagram ถ่ายรูปหรือถ่ายวิดีโอแล้วอัปขึ้น Story โดยตรง จะรู้สึกได้ทันทีเลยว่าภาพไม่ชัด สู้ฝั่ง iPhone ไม่ได้

สุดท้ายวิธีที่ผมใช้ประจำก็คือถ่ายผ่านแอปกล้องหลักของเครื่องก่อน แล้วค่อยเข้า Instagram มาเลือกรูปหรือวิดีโอจาก Gallery อีกที ซึ่งได้คุณภาพดีกว่าเยอะ แต่ก็อาจจะไม่สะดวกเท่าไหร่

ลำโพงยังเป็นจุดอ่อนของรุ่นนี้

ถ้าถามว่ามีเรื่องไหนที่อยากให้ vivo ปรับปรุงมากที่สุดในรุ่นถัดไป คำตอบของผมน่าจะเป็นลำโพงนี่แหละ เพราะเป็นจุดเดียวที่รู้สึกว่าตามหลังคู่แข่งชัดที่สุด ไม่ว่าจะเป็นความดัง มิติของเสียง หรือความแน่นของเบส ซึ่งเป็นข้อเสียที่แก้ด้วยซอฟต์แวร์ไม่ได้ และต้องยอมรับไปตามสภาพจนกว่าจะเปลี่ยนรุ่นใหม่เท่านั้นครับ

สรุปต้องไป Ultra ไหม

หลังจากฟังผมโม้มาทั้งบทความ เชื่อว่าหลายคนน่าจะมาถึงคำถามสำคัญที่สุดแล้ว ว่าถ้ากำลังจะซื้อมือถือสักเครื่องในตอนนี้ ควรเลือก vivo X300 Pro หรือขยับงบไป vivo X300 Ultra ดี

คำตอบคือ ถ้างบประมาณไม่ใช่ปัญหา ผมมองว่าควรตัดสินจาก “สไตล์ภาพที่ชอบ” มากกว่าดูแค่สเปก

ถ้าเป็นคนที่อยากได้มือถือที่หยิบขึ้นมาถ่ายง่าย ๆ ถ่ายยังไงก็สวย ระบบช่วยคิด ช่วยปรุง ช่วยจัดการให้แทบหมด ภาพออกมาพร้อมโพสต์แทบไม่ต้องแต่งเพิ่ม และไม่ได้อยากมานั่งจุกจิกกับการแต่งไฟล์ทีหลัง vivo X300 Pro ยังคงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมาก

โดยเฉพาะคนที่ไม่เคยใช้มือถือกล้องระดับท็อปมาก่อน บอกเลยว่า X300 Pro ก็ทำให้รู้สึกว้าวได้ไม่ยาก เพราะคุณภาพกล้องโดยรวมยังอยู่ในระดับที่ดีกว่ามือถือส่วนใหญ่ในตลาดแบบสบาย ๆ

แต่ถ้าเป็นคนที่ชอบภาพโทนธรรมชาติ ชอบไฟล์ที่ปรุงแต่งน้อยกว่า ชอบซูมไกล ๆ แบบเน้นรายละเอียดจริง หรือเป็นคนที่เอาภาพไปแต่งต่อจริงจังหลังถ่ายเสร็จ ผมมองว่า vivo X300 Ultra คือคำตอบที่ชัดกว่า

ยิ่งเวลาถ่ายภาพระยะไกลในที่แสงน้อย หรือสถานการณ์ที่ต้องใช้ซูมหนัก ๆ ความแตกต่างของ Ultra จะเริ่มเห็นชัดขึ้นเรื่อย ๆ ภาพมีรายละเอียดมากกว่า คมกว่า และพึ่งการประมวลผลจาก AI น้อยกว่าพอสมควร ซึ่งคนที่ชอบงานภาพจริงจังน่าจะสัมผัสได้ทันที

แต่ถ้าพูดกันเรื่องความคุ้มค่า ผมยังยกให้ vivo X300 Pro อยู่ดี

ข้อได้เปรียบสำคัญคือมันเปิดตัวมาก่อน ในช่วงที่ต้นทุนหน่วยความจำยังไม่ได้ปรับขึ้นแรงเหมือนตอนนี้ ทำให้ราคาเปิดตัวไม่ได้สูงมากนัก และปัจจุบันราคาก็เริ่มลงมาแล้วนิดหน่อย

ในขณะที่ vivo X300 Ultra เปิดตัวมาพร้อมต้นทุนที่สูงขึ้น ทั้งค่าชิปและราคาแรมในตลาดโลกที่พุ่งขึ้น ทำให้ราคาขายขยับขึ้นแบบรู้สึกได้ ถ้าดูเฉพาะเรื่องความคุ้มต่อเงินที่จ่าย X300 Pro ยังเป็นตัวเลือกที่น่าคบกว่าพอสมควร

ส่วนเรื่องอื่น ๆ เอาจริง ๆ ผมไม่ได้รู้สึกว่าทั้งสองรุ่นต่างกันมากขนาดนั้น

ซอฟต์แวร์แทบเหมือนกัน ใช้ OriginOS เวอร์ชันเดียวกัน ฟีเจอร์หลัก ๆ ได้ใกล้เคียงกัน ประสบการณ์ใช้งานในชีวิตประจำวันไม่ได้ต่างกันมากแบบมือถือคนละซีรี่ส์

ด้านประสิทธิภาพ แม้ X300 Ultra จะใช้ Snapdragon 8 Elite Gen 5 ส่วน X300 Pro ใช้ Dimensity 9500 แต่จากการใช้งานจริง ทั้งเล่นเกมและใช้งานทั่วไป ผมรู้สึกว่ามันแรงเกินพอทั้งคู่แล้ว เกมดัง ๆ ในปัจจุบันเล่นได้สบายไม่ต่างกันมากจนรู้สึกได้ แบตเตอรี่ก็อึดพอกัน ใช้งานได้เต็มวันเหมือนกัน ความแตกต่างไม่ได้มากพอจะใช้เป็นเหตุผลในการเลือกซื้อ

สิ่งที่รู้สึกได้ชัดที่สุดกลับเป็นเรื่องขนาดตัวเครื่อง เพราะโมดูลกล้องของ X300 Ultra ใหญ่และหนากว่าแบบสัมผัสได้จริง เวลาใช้งานหรือพกติดตัวจะรู้สึกถึงความเป็น “กล้องที่โทรได้” มากกว่า X300 Pro อีกระดับหนึ่ง ดังนั้นถ้าถามผมในฐานะคนที่ควักเงินซื้อ X300 Pro มาใช้เอง และใช้มาแล้วประมาณ 6 เดือน คำตอบก็คือ…

ถ้าให้ย้อนกลับไปวันที่ซื้อ ผมก็ยังเลือก vivo X300 Pro เหมือนเดิม

เพราะสิ่งที่ผมต้องการคือมือถือที่หยิบขึ้นมาถ่ายแล้วได้ภาพสวยทันที ใช้งานง่าย กล้องดีมาก เล่นเกมได้ดี แบตไว้ใจได้ และราคาไม่โหดจนเกินไป ซึ่ง X300 Pro ตอบโจทย์ทั้งหมดนั้นได้ครบแล้ว

แต่ถ้าคุณเป็นคนที่จริงจังกับการถ่ายภาพมากกว่าผม และกำลังมองหามือถือกล้องที่ดีที่สุดของ vivo ในตอนนี้แบบไม่ต้องมีคำว่า “คุ้มค่า” มาเป็นเงื่อนไขใด ๆ เลย ก็ไป X300 Ultra เถอะครับ มันสุดจริง