Microsoft ยอมรับแล้วว่าราคา RAM ที่แพงขึ้น เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้บริษัทต้องหันมาจริงจังกับการลดการใช้หน่วยความจำของ Windows 11 มากขึ้น เรื่องนี้มาจากคำพูดของ Pavan Davuluri หัวหน้าฝ่าย Windows ของ Microsoft ที่พูดไว้ตั้งแต่ช่วงเดือนพฤษภาคม 2026 ว่า ตอนนี้เรื่องการใช้ RAM เป็นหนึ่งในสิ่งที่ทีม Windows ให้ความสำคัญมากขึ้น เพราะต้นทุนหน่วยความจำของพีซีสูงขึ้นทั่วทั้งอุตสาหกรรม

แนวคิดหลักคือ Windows ไม่ควรกิน RAM ทิ้งไว้กับฟีเจอร์ที่ผู้ใช้ยังไม่ได้ใช้งาน ถ้าฟีเจอร์ไหนยังไม่ถูกเปิด ก็ไม่ควรจองหน่วยความจำค้างไว้ตลอดเวลา

ตอนนี้ Microsoft กำลังไล่ปรับหลายส่วนของ Windows ตั้งแต่ File Explorer, Widgets ไปจนถึง WinUI 3 และ WebView2 ที่ถูกใช้เป็นพื้นฐานของแอปและหน้าตาบางส่วนในระบบ

โดยเฉพาะ WebView2 ที่ใช้ Chromium อยู่เบื้องหลัง นั้นกิน RAM เยอะพอสมควร Microsoft จึงกำลังพยายามลด Memory Overhead ของส่วนนี้ รวมถึงปรับ Framework ต่าง ๆ ให้ใช้ RAM เท่าที่จำเป็นจริง ๆ

เรื่องนี้ก็ตรงกับแผนปรับปรุง Windows ในปี 2026 ที่ Microsoft เคยระบุไว้ว่า การ Optimize หน่วยความจำสำหรับเครื่องที่มี RAM ตั้งแต่ 8GB ขึ้นไป เป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญ

เหตุผลก็เข้าใจได้ไม่ยาก เพราะพีซีระดับเริ่มต้นจำนวนมากยังให้ RAM มาแค่ 8GB ถ้าตัว Windows เองกิน RAM เยอะเกินไป พื้นที่ที่เหลือให้โปรแกรมและเกมก็ยิ่งน้อยลง

แต่ต้องแยกให้ออกด้วยว่า Windows ใช้ RAM เยอะ ไม่ได้แปลว่ามีปัญหาเสมอไป เพราะระบบจะเอา RAM ที่ว่างอยู่มาใช้เป็น Cache เพื่อช่วยให้เปิดโปรแกรมและเรียกข้อมูลได้เร็วขึ้น และสามารถคืนพื้นที่ตรงนี้ได้เมื่อโปรแกรมอื่นต้องการใช้

สิ่งที่ Microsoft ต้องการลดจริง ๆ คือ RAM ที่ถูกใช้โดยไม่จำเป็น เช่น ฟีเจอร์เบื้องหลังที่ยังไม่ได้ใช้งาน หรือส่วนประกอบของระบบที่ยัง Optimize ได้ไม่ดีพอ มากกว่าจะพยายามทำ Windows ให้โล่ง ๆ คลีน ๆ แบบที่ผู้ใช้บางคนอยากได้ เพราะในทางปฏิบัติ Windows ยังต้องใช้ RAM สำหรับ Cache และงานเบื้องหลังหลายอย่างเพื่อให้ระบบทำงานได้เร็วและลื่น

ที่มา : windowslatest