วงการสมาร์ทโฟนในปี 2026 อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อมีข่าวว่า Qualcomm จะวางกลยุทธ์ตลาดชิปใหม่ เป็นชิปคู่ สำหรับซีรีส์ Snapdragon 8 Elite Gen 6 โดยจะแบ่งเป็นรุ่น Standard และรุ่น Pro ซึ่งรุ่น Pro มีการคาดการณ์ว่าจะมีราคาสูงทะลุ 300 ดอลลาร์ (ประมาณ 10,000 บาท+) ต่อชิ้นเลยทีเดียว

แพงที่สุดเท่าที่เคยมีมา

หาก Qualcomm ดันชิปรุ่น Pro ออกมาได้สำเร็จ จะถือว่าเป็นชิปมือถือที่แรงที่สุด และอาจแพงที่สุดเท่าที่เคยทำมา เพราะนักวิเคราะห์จาก Wccftech คาดจะมีราคาสูงกว่า 300 ดอลลาร์ เลยทีเดียว สาเหตุที่ทำให้ชิปรุ่น Pro มีราคาสูงลิ่ว มาจากเทคโนโลยีระดับล้ำหน้า 3 ด้านหลัก ดังนี้

  1. สถาปัตยกรรมระดับ 2 นาโนเมตร (TSMC 2nm)
    • นี่คือหัวใจสำคัญ ปัจจุบันชิปตัวท็อปใช้ขนาด 3nm แต่การขยับไป 2nm จะช่วยให้ยัดทรานซิสเตอร์ได้หนาแน่นขึ้น ส่งผลให้ประหยัดพลังงานมากกว่าเดิมและแรงขึ้นมหาศาล
    • ความจริงด้านต้นทุน: แผ่นเวเฟอร์ (Wafer) ที่ใช้ผลิตชิป 2nm มีราคาสูงถึง $30,000 ต่อแผ่น ส่งผลให้ต้นทุนต่อชิปพุ่งสูงตามไปด้วย
  2. รองรับแรมมาตรฐานใหม่ LPDDR6
    • LPDDR6 (Low Power Double Data Rate 6) คือมาตรฐานแรมยุคถัดไป ที่จะมาช่วยเพิ่มความเร็วในการส่งข้อมูล (Bandwidth) และลดการใช้พลังงานลง ซึ่งจำเป็นมากสำหรับการประมวลผล On-device AI ที่ซับซ้อน
  3. ขุมพลัง Oryon CPU รุ่นใหม่
    • การปรับปรุงโครงสร้าง CPU ภายใน เพื่อให้ทำคะแนนประมวลผลได้สูงสุด เพื่อท้าชนกับชิปตระกูล A-Series ของ Apple โดยเฉพาะ

แม้รายงานจาก Wccftech จะระบุราคาไว้สูง แต่ทางฝั่ง Insider ชื่อดังใน Weibo อย่าง Smart Chip Insider กลับมองต่างออกไป โดยเขาตั้งข้อสังเกตว่า ราคาของ Snapdragon 8 Elite Gen 5 รุ่นปัจจุบัน ที่เคยถูกคาดว่าราคาสูงถึง $280 นั้น ก็คาดการณ์เกินไปประมาณ $80 ดังนั้น ตัวเลข $300 ของ Gen 6 Pro จึงอาจเป็นราคาที่สูงเกินจริงไป

ความแตกต่างระหว่างรุ่น Pro และ Standard

คุณสมบัติSnapdragon 8 Elite Gen 6 ProSnapdragon 8 Elite Gen 6 Standard
กระบวนการผลิต2nm (เทคโนโลยีล่าสุด)คาดว่าเป็น 3nm (ปรับปรุงใหม่)
การรองรับแรมLPDDR6 (เร็วและใหม่ล่าสุด)LPDDR5X (มาตรฐานปัจจุบัน)
กลุ่มเป้าหมายสมาร์ทโฟนระดับ Ultra Flagshipสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นมาตรฐาน
จุดเด่นพลังประมวลผลสูงสุดสำหรับงานหนัก/AIเน้นความคุ้มค่า และการจัดการความร้อน

ผลกระทบต่อผู้บริโภคในปี 2026

หากข่าวลือนี้เป็นจริง สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับผู้ใช้งานอย่างเรา คือ

  1. มือถือรุ่น Ultra จะแพงขึ้นอีก เพราะแค่ค่าชิปอย่างเดียวก็ปาไปเกือบ 1 ใน 3 ของต้นทุนการผลิตเครื่องทั้งหมดแล้ว
  2. รุ่นมาตรฐานอาจ “เสถียร” กว่า โดยชิปรุ่น Standard ใช้โครงสร้าง CPU แบบ 2+3+3 แม้จะดูไม่หวือหวาเท่ารุ่น Pro แต่จะมีข้อดีเรื่อง การจัดการความร้อน ที่ดีกว่า และแบตเตอรี่อึดกว่า ซึ่งตอบโจทย์การใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน
  3. วิกฤตราคา RAM ราคาหน่วยความจำ (DRAM) ที่กำลังพุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนโดยรวมของวัสดุที่ใช้ในการผลิตสมาร์ทโฟนเพิ่มสูงขึ้น จะบีบให้ผู้ผลิตมือถือต้องเลือกระหว่าง สเปคสูงสุดของตาราง กับ ราคาที่คนซื้อไหว ซึ่งพวกเขาน่าจะเลือกใช้ชิปรุ่น Standard มากกว่า เพื่อควบคุมราคาขายปลีก 

แต่หากทำออกมาจริง แล้วมีแบรนด์มือถือจับมาใส่เครื่อง น่าจะถูกใจเหล่าบล็อกเกอร์ที่ชอบลองอะไรใหม่ๆ ที่จะได้ใช้ทดสอบประสิทธิภาพอะไรแรงๆ มากกว่าคนทั่วไปใช้งานในชีวิตประจำวัน

ที่มา : gizmochina