กลายเป็นประเด็นร้อนในวงการไอทีทันที เมื่อคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการสื่อสารของสหรัฐฯ (FCC) ประกาศเพิ่ม “เราเตอร์ที่ผลิตในต่างประเทศ” เข้าไปอยู่ในบัญชีอุปกรณ์ที่มีความเสี่ยงต่อความมั่นคง (Covered List) อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2026 ส่งผลให้เราเตอร์รุ่นใหม่ที่ผลิตนอกสหรัฐฯ จะไม่สามารถนำเข้าและวางจำหน่ายในประเทศได้ เว้นแต่จะได้รับการอนุมัติเป็นกรณีพิเศษ

มาตรการนี้เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางด้านความมั่นคงที่สหรัฐฯ ใช้จัดการกับเทคโนโลยีจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในช่วงหลังที่มีความตึงเครียดกับจีนทั้งด้านการค้า เทคโนโลยี และ AI รวมถึงดีลขายกิจการ TikTok ในสหรัฐฯ ที่เพิ่งเกิดขึ้นก่อนหน้านี้

เหตุผลหลักของการแบนมาจากความกังวลด้านความปลอดภัยไซเบอร์ โดยหน่วยงานความมั่นคงของสหรัฐฯ พบว่ากลุ่มแฮกเกอร์ที่มีความเชื่อมโยงกับรัฐ เช่น Volt Typhoon, Flax Typhoon และ Salt Typhoon ใช้ช่องโหว่ของเราเตอร์ตามบ้านและสำนักงานขนาดเล็ก (SOHO) เป็นช่องทางโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นระบบสื่อสาร พลังงาน หรือการขนส่ง

FCC ระบุว่าเราเตอร์จากต่างประเทศมีใช้งานอยู่แทบทุกบ้านในสหรัฐฯ และถือว่าเป็น “ความเสี่ยงที่ยอมรับไม่ได้ต่อความมั่นคงของชาติ” โดยเฉพาะในมุมของ supply chain ที่อาจถูกฝังช่องโหว่หรือ backdoor ได้ตั้งแต่กระบวนการผลิต

Brendan Carr ประธาน FCC ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า การตัดสินใจครั้งนี้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติปี 2025 ของ Donald Trump ที่ต้องการลดการพึ่งพาต่างประเทศในส่วนประกอบสำคัญ และสร้างระบบเทคโนโลยีที่ควบคุมได้ภายในประเทศมากขึ้น

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้กระทบวงกว้าง คือปัจจุบันกว่า 60% ของเราเตอร์ในสหรัฐฯ ผลิตในต่างประเทศ โดยเฉพาะจีน ไต้หวัน และเวียดนาม นั่นหมายความว่าแบรนด์ยอดนิยมแทบทั้งหมดได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็น TP-Link, Asus, Netgear, Linksys หรือ D-Link แม้บางแบรนด์จะเป็นบริษัทสัญชาติอเมริกัน แต่ก็ยังใช้ฐานการผลิตในต่างประเทศอยู่ดี

ทั้งนี้คำสั่งนี้ไม่ได้กระทบผู้ใช้งานเดิม เราเตอร์ที่มีอยู่แล้วหรือผ่านการรับรอง FCC ก่อนหน้านี้ยังสามารถใช้งานได้ตามปกติ และยังสามารถจำหน่ายสต็อกเดิมได้ โดยมาตรการจะมีผลเฉพาะกับ “รุ่นใหม่” ที่ยังไม่ได้รับการอนุมัติเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังมีช่องทางยกเว้นสำหรับผู้ผลิต โดยบริษัทสามารถยื่นขอ “Conditional Approval” จากกระทรวงกลาโหม (DoD) หรือกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) เพื่อยืนยันว่าอุปกรณ์ไม่มีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย และอาจต้องมีแผนย้ายฐานการผลิตเข้าสหรัฐฯ ในระยะยาว

นักวิเคราะห์มองว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นอีกก้าวของสหรัฐฯ ในการจัดระเบียบ supply chain เทคโนโลยี หลังจากก่อนหน้านี้มีการแบนอุปกรณ์จาก Huawei, ZTE และโดรนจาก DJI มาแล้ว โดยผลกระทบระยะสั้นอาจทำให้ราคาเราเตอร์ในตลาดสูงขึ้น และเกิดปัญหาสินค้าขาดตลาดได้

ขณะเดียวกัน ฝั่งคอมมูนิตี้สายเน็ตเวิร์กและยูทูบเบอร์หลายรายก็เริ่มออกมาวิพากษ์วิจารณ์ เพราะในความเป็นจริง แทบไม่มีเราเตอร์รุ่นไหนเลยที่ผลิตในสหรัฐฯ แบบ 100% ทำให้มาตรการนี้อาจกระทบทั้งอุตสาหกรรมโดยรวม ไม่ใช่แค่แบรนด์จีนเท่านั้น

ที่มา : Neowin