Microsoft ปล่อยอัปเดตความปลอดภัย (Patch Tuesday) ประจำเดือนสิงหาคม 2026 เพื่อแก้ไขช่องโหว่รวมทั้งหมด 400 รายการ โดยในรอบนี้มีช่องโหว่ Zero-Day จำนวน 3 รายการ แบ่งเป็นช่องโหว่ที่ถูกนำไปใช้โจมตีจริงแล้ว 1 รายการ และช่องโหว่ที่ถูกเปิดเผยรายละเอียดต่อสาธารณะอีก 2 รายการ
สำหรับ Windows 11 เวอร์ชัน 25H2 และ 24H2 ได้รับ cumulative update รหัส KB5121003 ส่วน Windows 11 เวอร์ชัน 23H2 ได้รับอัปเดต KB5120240 ขณะที่ Windows 10 เวอร์ชัน 22H2 และ 21H2 ที่อยู่ในโครงการ Extended Security Updates (ESU) ได้รับอัปเดต KB5120249
ในการอัปเดตรอบนี้ มีช่องโหว่ระดับร้ายแรง (Critical) จำนวน 42 รายการ แบ่งเป็นช่องโหว่รันโค้ดจากระยะไกล (Remote Code Execution – RCE) 37 รายการ และช่องโหว่ยกระดับสิทธิ์ (Elevation of Privilege) อีก 5 รายการ

รายละเอียดจำนวนช่องโหว่มีดังนี้
- ช่องโหว่ยกระดับสิทธิ์ (Elevation of Privilege): 176 รายการ
- ช่องโหว่หลบเลี่ยงระบบความปลอดภัย (Security Feature Bypass): 11 รายการ
- ช่องโหว่รันโค้ดจากระยะไกล (Remote Code Execution): 110 รายการ
- ช่องโหว่เปิดเผยข้อมูล (Information Disclosure): 86 รายการ
- ช่องโหว่โจมตีให้ระบบล่ม (Denial of Service): 12 รายการ
- ช่องโหว่ปลอมแปลงตัวตน (Spoofing): 21 รายการ
ตัวเลขช่องโหว่ 400 รายการดังกล่าวนับเฉพาะช่องโหว่ที่ Microsoft แก้ไขในวัน Patch Tuesday เท่านั้น และยังไม่รวมช่องโหว่บางส่วนของ Mariner, Microsoft Teams, Microsoft Azure, Microsoft Entra, Microsoft Office และ Power Apps ซึ่งได้รับการแก้ไขไปก่อนหน้านี้ในเดือนสิงหาคม

รายละเอียดของ Zero-Day ทั้ง 3 ตัว
CVE-2026-68820 (Windows Ancillary Function Driver for WinSock – AFD.sys) ความรุนแรง 7.0/10 คะแนน
เป็นช่องโหว่ยกระดับสิทธิ์ (Elevation of Privilege) ที่ถูกนำไปใช้โจมตีจริงแล้ว เกิดจากปัญหา Use-After-Free และ Race Condition ภายใน AFD.sys ทำให้ผู้โจมตีที่สามารถรันโค้ดบนเครื่องได้อยู่ก่อน สามารถยกระดับสิทธิ์ขึ้นเป็นระดับ SYSTEM โดยไม่ต้องให้ผู้ใช้ดำเนินการเพิ่มเติม
ช่องโหว่นี้ไม่สามารถเจาะจากระยะไกลโดยตรง แต่หากโจมตีสำเร็จจะได้สิทธิ์ระดับสูงสุดของ Windows โดย Check Point พบว่ากลุ่ม Lazarus จากเกาหลีเหนือนำช่องโหว่นี้ไปใช้ใน Operation Dream Job เพื่อฝัง FudModule Rootkit ในระดับ Kernel
CVE-2026-62832 (Windows User Profile Service) ความรุนแรง 7.8/10 คะแนน
เป็นช่องโหว่ยกระดับสิทธิ์ที่ถูกเปิดเผยรายละเอียดต่อสาธารณะแล้ว เกิดจากการจัดการ Link Following ที่ไม่เหมาะสม ทำให้ผู้โจมตีที่มีสิทธิ์ใช้งานเครื่องอยู่ก่อนสามารถเข้าถึงหรือแก้ไข Registry Hive ของผู้ใช้อื่น และอาจยกระดับสิทธิ์ขึ้นเป็น Administrator ได้
ช่องโหว่นี้ต้องโจมตีจากภายในเครื่องและต้องผ่านการยืนยันตัวตนก่อน ไม่สามารถโจมตีจากระยะไกลโดยตรง โดยรายละเอียดของช่องโหว่สอดคล้องกับช่องโหว่ที่เคยถูกเปิดเผยในชื่อ “LegacyHive” และ Microsoft ประเมินว่ามีโอกาสถูกนำไปใช้โจมตีจริง
CVE-2026-72971 (Windows Container Isolation FS Filter Driver – unionfs.sys) ความรุนแรง 5.5/10 คะแนน
เป็นช่องโหว่แก้ไขข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต (Tampering) ที่ถูกเปิดเผยรายละเอียดต่อสาธารณะแล้ว เกิดจากการจัดการ Link Following ภายใน unionfs.sys ที่ไม่เหมาะสม ทำให้ผู้โจมตีที่ผ่านการยืนยันตัวตนสามารถแก้ไขข้อมูลบางส่วนภายในระบบได้
ช่องโหว่นี้ต้องโจมตีจากภายในเครื่องและไม่สามารถใช้เจาะจากระยะไกลโดยตรง ปัจจุบันยังไม่มีรายงานว่าถูกนำไปใช้โจมตีจริง และ Microsoft ประเมินว่ามีโอกาสถูกนำไปใช้โจมตีค่อนข้างต่ำ

แม้จำนวนช่องโหว่ในเดือนสิงหาคมจะลดลงจากเดือนกรกฎาคม 2026 ที่ Microsoft แก้ไขไปถึง 570 รายการ แต่ก็ยังถือว่าอยู่ในระดับสูง โดย Microsoft เคยระบุว่าจำนวนช่องโหว่ใน Patch Tuesday มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น หลังบริษัทเริ่มนำระบบค้นหาช่องโหว่ที่ขับเคลื่อนด้วย AI มาใช้ตรวจสอบซอฟต์แวร์ เพื่อค้นหาและแก้ไขปัญหาด้านความปลอดภัยได้มากขึ้น
ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตซอฟต์แวร์รายอื่นก็ออกอัปเดตความปลอดภัยในเดือนสิงหาคมเช่นกัน เช่น Adobe, Cisco, Metabase, N-able, SAP, TP-Link และ VMware โดยบางรายการมีความรุนแรงสูง เช่น ช่องโหว่ SQL Injection ระดับ Critical ของ Metabase ที่ถูกนำไปใช้โจมตีเพื่อขโมยข้อมูล รวมถึงช่องโหว่ Authentication Bypass ของ N-able N-central ที่ถูกนำไปใช้โจมตีจริงแล้ว
สำหรับผู้ใช้งาน Windows แนะนำให้ติดตั้งอัปเดตความปลอดภัยประจำเดือนสิงหาคมโดยเร็ว โดยเฉพาะเครื่องที่มีผู้ใช้งานหลายบัญชีหรือระบบองค์กร เนื่องจากช่องโหว่บางรายการสามารถนำไปใช้ยกระดับสิทธิ์ถึงระดับ SYSTEM หรือ Administrator ได้ และ CVE-2026-68820 ก็มีหลักฐานว่าถูกนำไปใช้โจมตีจริงแล้ว
ที่มา : BleepingComputer

Comment