แม้ Microsoft จะพยายามปรับปรุง Windows 11 อย่างต่อเนื่อง แต่ปัญหาเรื่องความเสถียรยังคงแก้ไม่ตก หลังเว็บไซต์ Windows Latest วิเคราะห์ประวัติการอัปเดตตั้งแต่เดือนมกราคม-กันยายน 2026 พบว่า Windows 11 มีปัญหาสำคัญจากการอัปเดตถึง 8 เดือน จาก 9 เดือนที่ผ่านมา ขณะที่ Windows 10 กลับมีปัญหาน้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด
โดยปัญหาที่พบมีตั้งแต่เครื่องบูตไม่ขึ้น โปรแกรมค้าง ไปจนถึงอุปกรณ์บางประเภททำงานผิดปกติ เช่น เดือนมิถุนายนพบปัญหาการบูตและ BitLocker ที่อาจเรียก Recovery Key เดือนกรกฎาคมกระทบคอมพิวเตอร์ Dell บางรุ่น เดือนสิงหาคมมีรายงานเกมบางเกมแครช ส่วนเดือนกันยายนพบปัญหา USB Audio, File History และ Remote Desktop โดยมีเพียงเดือนกุมภาพันธ์เท่านั้นที่ไม่พบปัญหาใหม่ระดับสำคัญอย่างเด่นชัด

เมื่อเปรียบเทียบกับ Windows 10 ที่เปิดตัวมาตั้งแต่ปี 2015 พบว่ามีรายงานปัญหาจากการอัปเดตน้อยกว่า แม้จะยังมีบั๊กอยู่บ้าง ทำให้ Windows Latest มองว่า Windows 10 มีความเสถียรและน่าเชื่อถือในการใช้งานมากกว่า Windows 11
อย่างไรก็ตาม สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะ Windows 10 สิ้นสุดการสนับสนุนทั่วไปตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2025 โดยอัปเดตสำหรับผู้เข้าร่วมโครงการ Extended Security Updates (ESU) จะเน้นแก้ไขช่องโหว่ด้านความปลอดภัยเป็นหลัก แทบไม่มีการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ ต่างจาก Windows 11 ที่ยังพัฒนาฟีเจอร์และปรับเปลี่ยนระบบอย่างต่อเนื่อง จึงมีโอกาสเกิดบั๊กหรือปัญหาความเข้ากันได้มากกว่า
ทั้งนี้ ผลวิเคราะห์ดังกล่าวเป็นการรวบรวมประวัติปัญหาจากการอัปเดต ไม่ใช่การทดสอบความเสถียรของระบบโดยตรง จึงไม่ได้หมายความว่า Windows 10 จะเสถียรกว่าในทุกสถานการณ์ อีกทั้งผู้ใช้ Windows 10 ที่ไม่ได้รับอัปเดตความปลอดภัยยังมีความเสี่ยงจากช่องโหว่อีกด้วย
แต่เรื่องนี้ก็สะท้อนให้เห็นว่า แม้ Windows 11 จะมีฟีเจอร์ใหม่เพิ่มเข้ามาเรื่อย ๆ สิ่งที่ผู้ใช้หลายคนต้องการอาจไม่ใช่ฟีเจอร์ใหม่ทุกเดือน แต่เป็นระบบที่เสถียร ใช้งานได้อย่างมั่นใจ และไม่ต้องมาคอยลุ้นว่าหลังอัปเดตแต่ละครั้งจะมีปัญหาอะไรตามมาอีก
ที่มา : Windows Latest, PCWorld

Comment