การเดินทางของ Xiaomi และ Leica  ที่ได้จับมือร่วมกันเพื่อยกระดับกล้องมือถือนั้น ต้องบอกว่ามีเรื่องราวที่น่าสนใจมาก เพราะนับตั้งแต่เริ่มประกาศเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในปี 2022 แป้บเดียวก็ผ่านมาถึง 4 ปีแล้ว ถ้าจำกันได้รุ่นแรกคือ Xiaomi 12S series จากนั้นก็มีการพัฒนาต่อเนื่องมายังรุ่นเรือธงต่างๆ ทั้ง Ultra, Mix Fold ไปจนถึง T series ซึ่งความพิเศษในปีนี้คือการเปลี่ยนจากแค่การทำ R&D ร่วมกัน มาเป็นการใช้โมเดล “Strategic Co-creation” หรือการร่วมกันสร้างสรรค์ในระดับโครงสร้าง โดยมุ่งเน้นไปที่ 3 เสาหลักคือ เลนส์ที่ยอดเยี่ยม สุนทรียภาพของภาพถ่าย และประสบการณ์การใช้งานที่ลื่นไหล เพื่อเปลี่ยนความรู้สึกจากภาพถ่ายบนมือถือธรรมดา ยกระดับให้เป็นกล้องระดับโปร กับสเน่ห์ของ  LEICA ในมือคุณ

ซึ่งในครั้งนี้ droidsans ก็ได้ร่วมเดินทางไปด้วย ไปถึงโรงงาน Smart Factory ไปพบทีม R&D ที่ปลุกปั้น Xiaomi 17 Ultra จนออกมาเป็นสมาร์ทโฟนที่มาพร้อมเทคโนโลยีและนวัตกรรมหลายๆ อย่าง โดยเฉพาะเรื่องของกล้อง และการทำงานร่วมกับ Leica

Xiaomi 17 Ultra บางเบาที่สุดในรุ่น Ultra กับสเน่ห์ LEICA 

  • แรงบันดาลใจเริ่มจากความคลาสสิก: การออกแบบรุ่นนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากกล้องคลาสสิก เน้นความเรียบง่ายแต่แข็งแกร่งด้วยขอบแบนและหน้าจอแบน
  • บางและเบาที่สุดที่เคยทำมา : ทีมวิศวกรทำสถิติใหม่ด้วยความบางเพียง 8.29 มม. และหนัก 219 กรัม ถือเป็นรุ่น Ultra ที่บางและเบาที่สุดเท่าที่เคยมีมา
  • จอที่สว่างที่สุด: หน้าจอใช้เทคโนโลยี Hyper RGB ดันความสว่างสูงสุดได้ถึง 3,500 nits จะใช้งาน หรือจะถ่ายภาพกลางแจ้งก็เห็นได้ชัดเจน เพื่อให้ได้เฟรมภาพที่ต้องการ
  • สเปคสุดโหด : ขับเคลื่อนด้วยชิป Snapdragon 8 Gen 5 และแบตเตอรี่จุใจถึง 6,000 mAh

Master of Night ปฏิวัติการถ่ายภาพกลางคืนด้วย LOFIC

ปัญหาใหญ่ของการถ่ายมือถือคือภาพที่มีความต่างแสงสูงๆ (HDR) เช่น ถ่ายพลุ หรือการแสดงหน้ากองไฟ ภาพมักจะเกิดส่วนที่ขาวโพลนหรือเบลอ Xiaomi 17 Ultra จึงนำเทคโนโลยี LOFIC (Lateral Overflow Integration Capacitors) มาใช้ในเซนเซอร์ขนาด 1 นิ้ว รุ่น Light Fusion 1050L

เซนเซอร์ LOFIC ช่วยให้ถ่ายภาพดีขึ้นได้ยังไง

ภาพ HDR ที่เรารู้จักตอนนี้เดินทางมาถึง Generation ที่ 3 แล้ว หากย้อนกลับไปยุคแรกจะเป็น Multi-frame HDR ที่รวมภาพหลายค่าแสง แต่เสี่ยงต่อการเกิดภาพเบลอ ถ้ดมาในยุคที่ 2 คือ DCG ที่เป็น Hardware HDR ช่วยลดการเบลอได้ แต่ยังเจอปัญหาไฮไลท์หลุดในฉากที่แสงจ้ามาก จนมาถึงยุคของ LOFIC ในรุ่นนี้ ที่มีการเพิ่ม Capacitor (ถังเก็บประจุไฟฟ้าสำรอง) เข้าไปในพิกเซล ทำให้มันสามารถรองรับแสงที่ล้นออกมาจากพิกเซลปกติได้ ช่วยให้ภาพมี Dynamic Range กว้างขึ้นอย่างมหาศาล เก็บรายละเอียดในส่วนที่สว่างที่สุดได้ครบ

  1. น้ำล้นถัง : หากแสงคือ “น้ำ” และเซนเซอร์คือ “ถัง” เมื่อเจอแสงจ้าเกินไป น้ำจะล้นถังทำให้ภาพขาวโพลน (Over-exposure)
  2. เพิ่มตัวรับน้ำ : LOFIC คือการเพิ่ม Capacitor (ตัวเก็บประจุพิเศษ) เข้าไปในทุกๆ พิกเซล เพื่อรองรับ “แสงที่ล้นออกมา”
  3. ภาพที่ดีขึ้น : ช่วยให้ภาพมี Dynamic Range สูงขึ้นถึง 6.3 เท่าเมื่อเทียบกับรุ่นก่อน เก็บรายละเอียดทั้งแสงไฟและเงาได้ครบโดยไม่มีอาการเบลอจากการขยับ (Motion Blur) ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายภาพนิ่งหรือวิดีโอกลางคืน

 เลนส์ซูม 200MP และความลับของ APO

นอกจากกล้องหลักแล้ว เลนส์ซูม 200MP ก็ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ จากระบบกล้อง 4 ตัวในรุ่นก่อน มาเป็น 3 กล้อง ในรุ่นนี้ ด้วยการนำเอาเลนส์ซูมระยะ 75-100 มม. ที่มีระบบ Mechanical Optical Zoom หรือการซูมด้วยชิ้นเลนส์จริงๆ และเป็นครั้งแรกของวงการที่มีการนำเลนส์ Leica APO (Apochromatic) มาใช้ในมือถือ

  • ซูมจริง ไม่ใช้ครอป: ในขณะที่มือถืออื่นมักจะใช้การ “ครอปดิจิทัล” ในระยะที่เลนส์ไปไม่ถึง และค่อยๆ เสียรายละเอียดไป แต่ Xiaomi 17 Ultra ใช้การเคลื่อนที่ของชิ้นเลนส์จริงๆ เพื่อให้ได้ความละเอียดเต็ม 200MP ตลอดทุกระยะซูมตั้งแต่ 75-100 มม.
  • เลนส์ Leica APO ครั้งแรกในมือถือ: เลนส์ Apochromatic (APO) เป็นเทคโนโลยีระดับสูงที่ช่วยแก้ปัญหา “ขอบม่วง” หรือการเหลื่อมของสี (Chromatic Aberration) โดยใช้ชิ้นเลนส์แก้วพิเศษถึง 3 ชิ้นทำงานร่วมกันเพื่อหักเหแสงสีแดง น้ำเงิน และเขียว ให้ตกลงบนจุดโฟกัสเดียวกันเป๊ะ ทำให้ภาพคมกริบตั้งแต่อยู่ในเลนส์ ไม่ต้องรอซอฟต์แวร์ช่วยแก้

ความยากในการพัฒนาเลนส์ APO คือการต้องออกแบบโครงสร้างเลนส์ถึง 8 ชิ้น แบ่งเป็น 3 กลุ่ม และต้องทำให้เลนส์เคลื่อนที่ได้ไกลถึง 7 มม. (จากปกติเพียง 1.5 มม.) ภายใต้พื้นที่จำกัด 

Mission Impossible ชุดเลนส์ซูมภายในมือถือ 

การจะยัดเลนส์ซูมที่ซับซ้อนขนาดนี้ลงในมือถือบางๆ ได้ วิศวกรต้องแก้ปัญหาหนักมาก เพราะพื้นที่มันจำกัดสุดๆ แล้ววิศวกรของ Xiaomi ต้องพัฒนา ระบบรางคู่ (Dual Carriage): ปกติเลนส์ซูมมือถือจะเคลื่อนที่ได้แค่ 1.5 มม. แต่ตัวนี้ต้องเคลื่อนที่ไกลถึง 7 มม. จึงต้องสร้างระบบมอเตอร์สองชุด ชุดหนึ่งคุมซูม อีกชุดหนึ่งคุมโฟกัสเพื่อให้ภาพชัดเจนทุกระยะ จากนั้นต้อง จัดสมดุลให้กล้องทั้ง 3 ตัว โดยเฉพาะการคงเอาเซนเซอร์ใหญ่ขนาด 1 นิ้วเอาไว้ที่เลนส์หลักระยะ 23 มม. เพื่อเรื่องของคุณภาพล้วนๆ ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะยังต้องคุมให้ตัวกล้องไม่นูนหรือหนาจนเกินรับได้

Xiaomi และ LEICA มีความร่วมมือที่เข้มข้นทุกขั้นตอน ตั้งแต่การกำหนด “Mood & Tone” ของภาพ ไปจนถึงการปรับจูนอัลกอริทึม ที่ต้องผ่านการทดสอบและอนุมัติจากทาง LEICA อย่างใกล้ชิดเพื่อให้ได้คุณภาพสูงสุด

เรียกได้ว่า Xiaomi 17 Ultra คือผลงานชิ้นเอกที่รวมเอาฮาร์ดแวร์ที่ดีที่สุด (1-inch LOFIC และ 200MP Mechanical Zoom) มาบวกกับความเชี่ยวชาญด้านภาพถ่ายระดับตำนานของ Leica เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการมือถือ

Q&A สื่อยิงคำถาม Xiaomi

หลายๆ คนยังมีคำถามเกี่ยวกับการตัดสินใจของ Xiaomi ในการพัฒนาจนออกมาเป็น 17 Ultra ก็เลยเปิดให้มีการถามตอบสิ่งที่ยังค้างคาใจกัน  

1) ทำไม Xiaomi เลือกใช้ซูมแบบ Mechanical Optical Zoom 75–100mm แทนการใช้เลนส์เทเลสองตัวแบบเดิม?

  • ทีม Xiaomi อธิบายว่า ถ้าใช้เลนส์เทเลสองตัว (เช่น 75mm + 120mm) จะต้อง “เสียบางอย่าง” เสมอ เพราะพื้นที่ในสมาร์ทโฟนมีจำกัดมาก
  • ไม่สามารถใส่เซนเซอร์ใหญ่ให้ทั้งสองระยะได้ ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
  • จากข้อมูลผู้ใช้ Xiaomi พบว่า ระยะที่คนใช้บ่อยจริง ๆ คือ 75–100mm (ถ่ายคน ครอบครัว เพื่อน สตรีท ฯลฯ)
  • ดังนั้น Xiaomi จึงเลือกสร้างระบบซูมเชิงกล (mechanical zoom) ที่ครอบคลุม 75–100mm แบบ “ความละเอียดเต็ม 200MP ทุกระยะ” โดยไม่ต้องครอป

2) ทำไมการออกแบบเลนส์เทเลของ Xiaomi 17 Ultra ถึงซับซ้อนมาก?

  • เพราะเป็นเลนส์ซูมเชิงกล ต้องคมชัดทุกระยะ ไม่เหมือนเลนส์ fixed ที่ปรับจูนแค่ระยะเดียว
  • กลุ่มเลนส์ต้องเคลื่อนที่ไกลขึ้น (1.5–7 มม.) แต่ยังต้องทำให้ตัวเครื่องบาง
  • ใช้โครงสร้าง 8 ชิ้นเลนส์ใน 3 กลุ่ม ซึ่งยากมากในการประกอบและจัดศูนย์
  • ใช้ระบบ “dual carriage” คือชุดซูมใหญ่ + ชุดโฟกัสเล็ก ทำงานประสานกัน
  • ทั้งหมดนี้ทำให้เป็นหนึ่งในเลนส์เทเลที่ซับซ้อนที่สุดที่ Xiaomi เคยทำ

3) ทำไมซูมสูงสุดไม่ไปถึง 120mm?

  • เพราะข้อจำกัดด้านพื้นที่ภายในเครื่อง
  • ถ้าจะไปถึง 120mm ต้องเพิ่มความสูงของโมดูลเลนส์ ทำให้เครื่องหนา
  • Xiaomi เลือกสมดุลระหว่างคุณภาพ ความบาง และการใช้งานจริงของผู้ใช้
  • ระยะ 75–100mm คือ sweet spot ที่ผู้ใช้ใช้บ่อยที่สุด

4) Xiaomi เน้นฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์มากกว่ากัน?

  • ทีม Xiaomi ตอบว่า ทั้งสองอย่างสำคัญเท่ากัน
  • อัลกอริทึมจำเป็นมากเพราะข้อจำกัดด้านขนาดของสมาร์ทโฟน
  • แต่ฮาร์ดแวร์ที่ดีคือพื้นฐานของภาพที่ดี
  • ดังนั้น Xiaomi พัฒนา “ควบคู่กัน” ทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์

ห้องแล็บทดสอบสมาร์ทโฟนของ Xiaomi

เบื้องหลังความสำเร็จของ Xiaomi 17 Ultra ไม่ได้มาจากการออกแบบเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากเครือข่ายห้องแล็บกว่า 500 แห่งใน 11 เมืองทั่วโลก ที่ทำหน้าที่ทดสอบและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ

ตัวอย่างห้องแล็บสำคัญ:

  • Camera Lab – ใช้แขนกลอัตโนมัติทดสอบคุณภาพภาพถ่าย, ระบบไฟปรับอุณหภูมิสี, และการควบคุมระยะไกลจากทั่วโลก
  • OTA Lab – ห้องทดสอบเสาสัญญาณและการเชื่อมต่อ รองรับ 2G–5G, Wi-Fi และ GNSS (GPS, Beidou, Galileo)
  • SAR Lab – ตรวจสอบระดับการดูดซับคลื่นวิทยุในร่างกายมนุษย์ โดย Xiaomi ตั้งมาตรฐานเข้มกว่าระดับสากล (1.0 W/kg เทียบกับมาตรฐานสากล 2.0 W/kg)
  • EMC Lab – ทดสอบการรบกวนทางแม่เหล็กไฟฟ้าและความทนทานต่อสัญญาณรบกวนภายนอก
  • Virtual Net Lab (ร่วมกับ Qualcomm) – จำลองเครือข่ายกว่า 80 ระบบใน 40 ประเทศ เพื่อทดสอบสมาร์ทโฟนก่อนเข้าสู่ตลาดจริง
  • Millimeter Wave Lab – ห้องทดสอบ 5G mmWave ที่สามารถวัด throughput ได้สูงสุด 6.2 Gbps และตั้งเป้าไปถึง 20 Gbps
  • Audio Lab – ห้องเก็บเสียงสมบูรณ์แบบ พร้อมหุ่นจำลองศีรษะและลำตัว (HATS) สำหรับทดสอบคุณภาพเสียงสนทนา
  • Stability Lab – ทดสอบความเสถียรด้วย stress test 48 ชั่วโมงต่อเนื่องบนอุปกรณ์กว่า 1,800 เครื่อง
  • Folding Test Lab – ทดสอบความทนทานของหน้าจอพับได้กว่า 200,000 ครั้ง พร้อมสภาพแวดล้อม -40°C ถึง 100°C
  • Drop Test Lab – จำลองการตกกระแทกหลายรูปแบบ ทั้งการตกตรงมุม, การตกสุ่ม, การทดสอบแรงกด และการกระแทกด้วยลูกเหล็ก

สิ่งเหล่านี้ทำให้ Xiaomi สามารถมั่นใจได้ว่าแต่ละรุ่นที่ออกสู่ตลาดผ่านการทดสอบอย่างเข้มงวดทั้งด้าน คุณภาพ, ความทนทาน และความปลอดภัย