Samsung ได้เข้าไปทำตลาดสมาร์ทโฟนในอินเดียมาได้เป็นเวลาประมาณ 6 ปีแล้ว อย่างไรก็ตามตั้งแต่ช่วงต้นปี 2017 ที่ผ่านมาบริษัทต้องเผชิญหน้ากับคู่แข่งตัวยงอย่าง Xiaomi โดยบริษัท IDC (International Data Corporation) ออกมาเผยส่วนแบ่งการตลาดสมาร์ทโฟนในอินเดียช่วงไตรมาสที่ 3 ปี 2017 พบว่า Xiaomi กับ Samsung มีส่วนแบ่งการตลาดเท่ากันอยู่ที่ 23.5% แล้วก็ทำนายไว้ว่า Xiaomi จะขึ้นนำในเดือนถัดๆไ ป ซึ่งบริษัทสำรวจตลาดอีก 2 เจ้าทั้ง Counterpoint Research และ Canalyst ก็รายงานว่าในที่สุด Xiaomi ก็สามารถเอาชนะ Samsung ในตลาดแดนภารตะได้สำเร็จแล้ว

จากผลสำรวจสมาร์ทโฟนไตรมาสที่ 4 ปี 2017 ในประเทศอินเดียของ Counterpoint Research, Xiaomi มีส่วนแบ่งการตลาดอยู่มากถึง 25% และ Samsung ครองอันดับที่ 2 ที่ส่วนแบ่ง 23% แต่ Counterpoint ก็ยังยกให้ Samsung เป็นแชมป์ในปี 2017 เนื่องจากช่วงครึ่งแรกของปี Samsung ขายได้ดีกว่า ส่วน Lenovo, OPPO, และ Vivo อยู่ใน 3 อันดับถัดมาที่ส่วนแบ่ง 6% เท่าๆกัน เมื่อย้อนกลับไปดูผลสำรวจในไตรมาสเดียวกันเมื่อปี 2016 Samsung ก็กินส่วนแบ่งได้มากกว่าปี 2017 เล็กน้อยที่ 24% ในขณะที่ Xiaomi ยังขายได้พอๆกับ Lenovo ที่ 9% เท่านั้น

คราวนี้มาดูผลสำรวจของ Canalyst กันบ้างโดยในไตรมาสที่ 4 ปี 2017 Xiaomi ขายได้ 8.2 ล้านเครื่อง คิดเป็น 27% ส่วน Samsung ขายไปได้ 7.3 ล้านเครื่อง คิดเป็นส่วนแบ่ง 25% Canalyst ยังเสริมอีกด้วยว่า Samsung ไม่สามารถชนะใจกลุ่มลูกค้าที่ต้องการมือถือราคาประหยัดได้ เนื่องจากต้องรักษาระดับของแบรนด์เอาไว้

แต่งานนี้ก็มีดราม่า เมื่อทาง Samsung ออกมาตอบโต้รายงานนี้ว่าไม่ถูกต้อง และเจ้าตลาดอินเดียยังคงเป็นของ Samsung โดยอ้างอิงมาจากผลการสำรวจของบริษัท GfK ที่สำรวจจากปลายทางนั่นก็คือตัวเลขที่ถูกขายออกไปสู่ลูกค้า ไม่ใช่ตัวเลย shipping หรือการส่งสินค้า ซึ่งจากตัวเลขตรงนี้ Samsung มีมูลค่าตลาดอยู่ถึง 45% และส่วนแบ่งการตลาด 40% และเสริมต่ออีกว่า Samsung เป็นผู้นำตลาดสมาร์ทโฟนในอีกระดับราคานึงของประเทศอินเดียและยังเป็นแบรนด์ที่น่าเชื่อถือที่สุดอีกด้วย

สำหรับ Xiaomi เพิ่งจะเข้ามาทำตลาดในอินเดียได้ประมาณ 3 ปี เน้นการขายสมาร์ทโฟนสเปคแรงในราคาย่อมเยาว์เป็นหลักและกลยุทธในการขายสินค้าออกหมดอย่างรวดเร็วผ่านทาง Amazon India กับ Flipkart ก็ช่วยให้ Xiaomi กินส่วนแบ่งผู้ใช้สมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้นได้ภายในระยะเวลาสั้นๆ ทั้งรุ่น Redmi 5A ในราคาเพียง 4,999 รูปีหรือประมาณ 2,500 บาท และ Mi Mix 2 เรือธงระดับพรีเมียมในราคา 32,999 รูปีหรือเพียง 16,500 บาท

 

ที่มา: Gizmochina