ในปี 2026 จอคอมความละเอียด 4K มีตัวเลือกน่าสนใจมากขึ้นกว่าเดิม ทั้งราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้นและสเปกที่ขยับไปไกลกว่าแค่จอ 60Hz สำหรับทำงาน เพราะหลายรุ่นตอนนี้ให้รีเฟรชเรตระดับ 120Hz, 144Hz หรือ 160Hz พร้อมพาเนลคุณภาพดี สีสันแม่นยำ และฟีเจอร์สำหรับเล่นเกมมาให้ครบ
ทำให้จอ 4K กลายเป็นตัวเลือกที่เหมาะกับคนที่อยากซื้อจอหนึ่งตัวแล้วใช้งานได้หลายแบบ ไม่ว่าจะทำงานเอกสาร แต่งภาพ ตัดต่อวิดีโอ ดูหนัง หรือเล่นเกมก็เอาอยู่ โดยเฉพาะเมื่อคอมพิวเตอร์และการ์ดจอรุ่นใหม่สามารถขับความละเอียด 4K ได้ดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก
บทความนี้จึงรวบรวม 10 จอคอม 4K น่าใช้ในปี 2026 ที่คัดมาเน้นทั้งภาพคม สีสวย สเปกคุ้ม และใช้งานได้รอบด้าน มีตั้งแต่รุ่นสำหรับทำงานทั่วไป สาย Creator ไปจนถึง Gaming ใครกำลังมองหาจอ 4K ตัวใหม่ไว้ใช้เป็นจอหลัก ลองมาดูกันว่ามีรุ่นไหนน่าสนใจบ้าง

จะใช้จอ 4K ให้เต็มประสิทธิภาพต้องทำยังไง
ก่อนที่จะไปดูจอแต่ละรุ่น มีเรื่องสำคัญที่ควรรู้ก่อนซื้อจอ 4K เพราะต่อให้ซื้อจอที่รองรับ 4K 144Hz, 160Hz หรือ 240Hz มา แต่ถ้าพอร์ตหรือสายที่เราใช้รองรับไม่ถึง สุดท้ายก็อาจใช้งานได้ไม่เต็มสเปก
หลัก ๆ ต้องเช็กให้ครบ 3 อย่าง คือ พอร์ตบนคอมพิวเตอร์หรือโน้ตบุ๊ก, สายที่ใช้ และพอร์ตบนหน้าจอ โดยทั้งสามส่วนต้องรองรับความละเอียดและ Refresh Rate ที่เราต้องการ

HDMI
HDMI เป็นพอร์ตที่พบได้บ่อยที่สุดทั้งบนคอม โน้ตบุ๊ก และจอ โดยแต่ละเวอร์ชันรองรับ Bandwidth ต่างกัน
- HDMI 1.4 : 4K ได้ประมาณ 30Hz
- HDMI 2.0 : 4K ได้ 60Hz
- HDMI 2.1 : รองรับ 4K Refresh Rate สูง เช่น 120Hz ขึ้นไป โดยขึ้นอยู่กับ Bandwidth ของอุปกรณ์
เพราะฉะนั้นถ้าจะซื้อจอ 4K 60Hz ควรมี HDMI 2.0 ขึ้นไป แต่ถ้าจะใช้จอ 4K 120Hz, 144Hz หรือสูงกว่านั้น แนะนำให้มอง HDMI 2.1 เป็นหลัก
ส่วนสาย ถ้าจะใช้ 4K 60Hz ควรเป็น Premium High Speed HDMI Cable ขึ้นไป และถ้าเป็น 4K Refresh Rate สูง ควรใช้ Ultra High Speed HDMI Cable ที่รองรับ Bandwidth สูงสุด 48Gbps

DisplayPort
DisplayPort เป็นอีกพอร์ตที่นิยมมากบนการ์ดจอและ Gaming Monitor โดยเฉพาะจอ Refresh Rate สูง
- DisplayPort 1.2 : รองรับ 4K 60Hz
- DisplayPort 1.4 : รองรับ 4K Refresh Rate สูงขึ้น
- DisplayPort 1.4 + DSC : สามารถใช้กับจอ 4K ระดับ 144Hz, 160Hz, 240Hz หรือสูงกว่านั้นได้ ขึ้นอยู่กับสเปกของจอและการ์ดจอ
- DisplayPort 2.x : มี Bandwidth สูงกว่าเดิม เหมาะกับจอความละเอียดและ Refresh Rate สูงมาก
DSC หรือ Display Stream Compression เป็นเทคโนโลยีบีบอัดข้อมูลภาพแบบ Visually Lossless ช่วยให้ DisplayPort สามารถส่งภาพความละเอียดและ Refresh Rate สูงกว่าที่ Bandwidth ปกติรองรับได้
ดังนั้นถ้าจะใช้จอ 4K 60Hz ควรเป็น DisplayPort 1.2 ขึ้นไป ส่วนจอ 4K Gaming Refresh Rate สูง แนะนำ DisplayPort 1.4 ที่รองรับ DSC ขึ้นไป

USB-C
USB-C จะซับซ้อนกว่า HDMI และ DisplayPort เล็กน้อย เพราะ มีช่อง USB-C ไม่ได้แปลว่าจะต่อจอได้ทุกช่อง
พอร์ต USB-C ที่ใช้ต่อจอจะต้องรองรับการส่งภาพ เช่น DisplayPort Alt Mode, USB4 หรือ Thunderbolt และสาย USB-C ที่ใช้ก็ต้องรองรับการส่งภาพด้วยเช่นกัน
ข้อดีคือ USB-C บางรุ่นสามารถรวมทุกอย่างไว้ในสายเส้นเดียว ทั้งส่งภาพ ส่งข้อมูล USB และชาร์จไฟกลับเข้า Notebook ได้ เช่น 65W, 90W หรือสูงกว่านั้น จึงเหมาะมากกับคนใช้ Notebook หรือ MacBook
ถ้าจะซื้อจอ 4K มาใช้ผ่าน USB-C อย่างน้อยควรเช็กว่า USB-C รองรับ DisplayPort Alt Mode และระบุว่าส่งภาพ 4K 60Hz ได้ ส่วนถ้าต้องการ 4K Refresh Rate สูง ควรดูว่าเป็น DisplayPort Alt Mode รุ่นไหน รองรับ DSC หรือเป็น USB4/Thunderbolt ที่มี Bandwidth เพียงพอหรือไม่

และที่สำคัญไม่ใช่ดูแค่พอร์ตบนจอเท่านั้น แต่ต้องเช็กให้ครบทั้ง พอร์ตบนคอม + สาย + พอร์ตบนจอ เพราะระบบจะทำงานได้ตามอุปกรณ์ที่รองรับต่ำที่สุดในเส้นทางนั้น
สุดท้าย ต่อจอเสร็จแล้วอย่าลืมเข้าไปที่ Settings > System > Display > Advanced display แล้วเลือก Refresh Rate สูงสุดด้วย ไม่อย่างนั้นซื้อจอ 4K 160Hz มา แต่ Windows ตั้งไว้ 60Hz ก็เท่ากับยังใช้งานไม่เต็มสเปกครับ

1. MSI PRO MP273U E6
- ขนาด 27″
- ความละเอียด 4K 3840 x 2160
- พาแนล IPS
- Refresh Rate 60Hz
- Brightness (typical) : 300 cd/m²
- Contrast Ratio : 1000:1
- Response Time : 4ms
- Color Gamut : sRGB 130% / Adobe RGB 93% / DCI-P3 98% /
- Port :
- HDMI 2.0b x 2
- DisplayPort 1.4a x 1
- Headphone-out x 1
- ประกัน 3 ปี
- ราคา 6,290 บาท
- ตามไปตำ : Link
ฟีเจอร์อื่น ๆ
- Adaptive Sync
- HDR
- มีลำโพงในตัว 3W x2
- รองรับ VESA 75 x 75 mm

เริ่มกันที่ตัวแรกกับ MSI PRO MP273UP E6 รุ่นนี้เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในจอคอม 4K ราคาถูกที่น่าเล่นมากในตอนนี้ เพราะราคาอยู่แค่ประมาณ 6,000 บาทต้น ๆ แต่ได้จอ IPS ขนาด 27 นิ้ว ความละเอียด 4K พร้อมขาตั้งที่ปรับได้ครบกว่าจอราคาประหยัดทั่วไปเยอะ
สเปกตัวจอเป็นแบบเริ่มต้น ความละเอียด 3840 x 2160 พิกเซล พาเนล IPS รีเฟรชเรต 60Hz เหมาะกับการใช้งานทั่วไปและทำงานเป็นหลัก สีสันถือว่าดีเกินราคา รองรับ DCI-P3 98%, Adobe RGB 93% และ sRGB 130% พร้อมความสว่าง 300 nits และยังมีลำโพง 3W จำนวน 2 ตัวมาให้ในตัวด้วย
จุดที่ทำให้รุ่นนี้น่าสนใจกว่าตัว MP273U เดิมที่เราเลือกไว้ตอนแรกคือ ขาตั้งปรับได้ครบเลย ทั้งปรับความสูงได้ 110 มม., หมุนซ้ายขวา, ก้มเงย และ Pivot หมุนจอเป็นแนวตั้งได้ ดังนั้นแทบไม่จำเป็นต้องซื้อ Monitor Arm เพิ่มก็สามารถจัดระดับจอให้เข้ากับท่านั่งได้แล้ว และถ้าจะใช้แขนจับจอก็ยังรองรับ VESA 75 x 75 มม. อยู่เหมือนเดิม
พอร์ตให้ HDMI 2.0b จำนวน 2 ช่อง และ DisplayPort 1.4a อีก 1 ช่อง รองรับ 4K 60Hz ได้เต็มสเปก พร้อม Adaptive-Sync และ HDR Ready ถือว่าพื้นฐานที่จำเป็นให้มาครบ
ข้อสังเกตก็คือ Refresh Rate ยังอยู่ที่ 60Hz ซึ่งอาจน้อยไปหน่อยสำหรับคอเกม โดยเฉพาะคนที่เล่นเกม FPS หรืออยากได้ความลื่นระดับ 120Hz ขึ้นไป แต่ถ้าไม่ได้เน้นเล่นเกมหนัก ๆ ใช้ทำงาน ดูหนัง แต่งภาพ หรือต้องการจอ 4K คม ๆ เป็นหลัก รุ่นนี้ถือว่าน่าสนใจมาก
โดยเฉพาะถ้าโจทย์คือ งบประมาณประมาณ 6,000 บาท อยากได้ 4K IPS สีดี และไม่อยากซื้อแขนจับจอเพิ่ม ผมว่าตัว MP273UP E6 น่าเลือกกว่าตัว MP273U เดิมเยอะ เพราะเพิ่มเรื่องขาตั้งเข้ามาแล้วใช้งานได้ครบตั้งแต่แกะกล่องเลยครับ

จุดเด่น
- ราคาถูกสุดในกลุ่ม IPS 4K
- ขาตั้งไม่กินพื้นที่เยอะ วางมือถือได้
ข้อสังเกต
- vesa 75 ต้องเช็คดีๆ
- Refresh Rate 60Hz
2. SAMSUNG ViewFinity S8 LS27D804UAEXXT
- ขนาด 27″
- ความละเอียด 4K 3840 x 2160
- พาแนล IPS
- Refresh Rate 60Hz
- Brightness (typical) : 350 cd/m²
- Contrast Ratio : 1000 : 1
- Response Time : 5ms
- Color Gamut : sRGB 99%
- Port :
- HDMI 2.0 x 1
- DisplayPort 1.2 x 1
- USB-C x 1
- USB-A x 3 / LAN x 1 / Headphone x 1
- ประกัน 3 ปี Onsite
- ราคา 9,490 บาท
- ตามไปตำ : Link
ฟีเจอร์อื่น ๆ
- HDR10
- KVM Switch แบ่งจอแสดงผลหลาย Souce ใช้เมาส์เดียวได้
- VESA 100 x 100 mm

ถัดมากับ SAMSUNG ViewFinity S8 LS27D804UAEXXT รุ่นนี้ถือเป็นอีกขั้นจากตัวก่อนหน้า เหมาะกับคนที่อยากได้จอ 4K สำหรับทำงานแบบครบ ๆ โดยเฉพาะคนที่ใช้ Notebook หรือ MacBook แล้วอยากต่อจอด้วย USB-C เส้นเดียวจบ
สเปกตัวจอพื้นฐานอาจไม่ได้ต่างจากรุ่นก่อนหน้ามากนัก เพราะยังเป็นจอ IPS ขนาด 27 นิ้ว ความละเอียด 4K รีเฟรชเรต 60Hz รองรับ sRGB 99% และความสว่าง 350 nits แต่สิ่งที่เพิ่มเข้ามาชัดเจนคือเรื่องการเชื่อมต่อ โดย USB-C รองรับการชาร์จไฟกลับเข้า Notebook ได้สูงสุด 90W และยังมี USB-A ถึง 3 ช่อง รวมถึง LAN และช่องหูฟังมาให้ด้วย
ตรงนี้ทำให้ ViewFinity S8 เหมาะมากสำหรับเอาไปตั้งเป็น Workstation หรือ Docking Station บนโต๊ะทำงาน เพราะเวลาเอา Notebook หรือ MacBook มาวาง แค่เสียบ USB-C เส้นเดียวก็ได้ทั้งภาพ ชาร์จไฟ และเชื่อมต่ออุปกรณ์ USB ต่าง ๆ ที่เสียบอยู่กับจอ ไม่ต้องต่อสายหลายเส้นให้รกโต๊ะ
นอกจากนี้ยังมี KVM Switch สำหรับคนที่ใช้คอมมากกว่าหนึ่งเครื่อง และขาตั้งก็ให้มาดีกว่าจอราคาประหยัดทั่วไป สามารถปรับสูงต่ำและหมุนจอเป็นแนวตั้งได้ ทำให้เหมาะกับการใช้งานในออฟฟิศค่อนข้างมาก
จริง ๆ แล้วจอ ViewFinity S8 เป็นซีรีส์ที่ทีม DroidSans ใช้กันค่อนข้างเยอะในออฟฟิศด้วย แม้เครื่องที่ใช้อยู่จะเป็นรุ่นก่อนหน้า แต่เหตุผลหลักก็คล้ายกัน คือ ได้ฟีเจอร์ครบ มี USB-C คุณภาพจอดี ใช้งานง่าย และค่อนข้างทน ในราคาที่ไม่ได้สูงเกินไป
ข้อสังเกตหลักของรุ่นนี้คือยังเป็นจอ 60Hz และไม่มี Adaptive Sync เพราะฉะนั้นถ้าเน้นเล่นเกมเป็นหลักอาจมีตัวเลือกอื่นที่เหมาะกว่า แต่ถ้าโจทย์คืออยากได้จอ 4K สำหรับทำงานที่ต่อ Notebook หรือ MacBook ง่าย ๆ และอยากให้จอทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของโต๊ะทำงานไปด้วย รุ่นนี้ถือว่าน่าสนใจมากครับ

ข้อดี
- ขาตั้งปรับขึ้นลง หมุนแนวตั้งได้
- USB-C ชาร์จไฟ 90W
- พอร์ตเชื่อมต่อเยอะมาก LAN / USB-A
ข้อสังเกต
- ไม่มีพวก Adaptive Sync
3. AOC U27G4/67
- ขนาด 27″
- ความละเอียด 4K 3840 x 2160 / Dual Mode FHD 1920 x 1080
- พาแนล Fast IPS
- Refresh Rate : 160 Hz ที่ 4K / 320 Hz ที่ FHD
- Brightness (typical) : 350 cd/m²
- Contrast Ratio : 1000 : 1
- Response Time : 0.3 ms
- Color Gamut : sRGB 127% / NTSC 108% / DCI-P3 99% /
- Port :
- HDMI 2.1 x 2
- DisplayPort 1.4a x 1
- Headphone x 1
- ประกัน 3 ปี Onsite
- ราคา 9,910 บาท
- ตามไปตำ : Link
ฟีเจอร์อื่นๆ
- HDR400
- Adaptive Sync
- VESA 100 x 100 mm

สลับมาดูจอเกมมิ่ง 4K ตัวเริ่มต้นกันบ้างกับ AOC U27G4/67 รุ่นนี้จุดเด่นคือให้สเปกสำหรับเล่นเกมมาค่อนข้างจัดในราคาไม่ถึงหมื่น โดยใช้พาเนล Fast IPS ขนาด 27 นิ้ว ความละเอียด 4K และรองรับ Refresh Rate สูงสุด 160Hz
ทีเด็ดของรุ่นนี้คือฟีเจอร์ Dual Mode ที่สามารถสลับจาก 4K 160Hz ไปเป็นความละเอียด Full HD แล้วดัน Refresh Rate ได้สูงถึง 320Hz ทำให้ใช้จอเดียวได้สองแบบ ถ้าเล่นเกม AAA หรือเกมเนื้อเรื่องก็เปิด 4K 160Hz เน้นภาพสวยและความคมชัด แต่ถ้าเล่นเกม FPS อย่าง Valorant, CS2 หรือเกมแข่งขันที่เน้นความลื่นมากกว่า ก็สลับเป็น Full HD 320Hz ได้ทันที
เรื่องคุณภาพสีก็ไม่ได้ตัดทิ้งเพื่อเอาแต่สเปกเกม เพราะตัวจอรองรับ DCI-P3 99% และ sRGB 127% ความสว่าง 350 nits พร้อม DisplayHDR 400 ดังนั้นนอกจากเล่นเกมแล้ว จะเอาไปทำงาน แต่งภาพ ตัดต่อ หรือดูคอนเทนต์ทั่วไปก็ยังได้สีที่ค่อนข้างกว้างและสดดี
พอร์ตเชื่อมต่อก็เหมาะกับจอเกมยุคใหม่ มี HDMI 2.1 จำนวน 2 ช่อง และ DisplayPort 1.4a ทำให้ใช้งานร่วมกับ PC รวมถึงเครื่องเกมอย่าง PS5 ได้ และยังมี Adaptive Sync ช่วยลดอาการภาพฉีก รวมถึง Response Time ที่ระบุไว้ต่ำสุดถึง 0.3ms
ขาตั้งให้ฟังก์ชันมาค่อนข้างครบ สามารถปรับสูงต่ำ หมุน และตั้งจอแนวตั้งได้ ข้อสังเกตหลักคือฐานขาตั้งทรงตัว V ค่อนข้างใหญ่และกินพื้นที่โต๊ะ ใครใช้โต๊ะตื้นหรือมีพื้นที่จำกัดอาจต้องเผื่อพื้นที่เอาไว้หน่อย
โดยรวมถ้ามีงบ ไม่เกิน 10,000 บาท แล้วอยากได้จอ 4K ที่เน้นเล่นเกมเป็นหลัก แต่ยังเอาไปทำงานได้ดีด้วย AOC U27G4/67 ถือว่าเป็นหนึ่งในตัวที่สเปกคุ้มมาก โดยเฉพาะ Dual Mode ที่ทำให้ได้ทั้ง 4K 160Hz และ Full HD 320Hz ในจอเดียว ครับ

ข้อดี
- Dualmode Full HD 320Hz
- Response Time 0.3 ms
- สเปคสำหรับเล่นเกมเลย ใช้กับ PS5 ได้
- หมุนแนวตั้ง นอนได้ ขยับเลื่อนขึ้นลงได้
ข้อสังเกต
- ขาตั้งตัว V กินพื้นที่เยอะจัด
4. SAMSUNG Odyssey G7 LS27FG702EEXXT
- ขนาด 27″
- ความละเอียด 4K 3840 x 2160 / Dual Mode FHD 1920 x 1080
- พาแนล IPS
- Refresh Rate สูงสุด 180Hz ที่ 4K / 360Hz ที่ FHD
- Brightness (typical) : 350 cd/m²
- Contrast Ratio : 1000 : 1
- Response Time : 1ms
- Color Gamut : sRGB 99%
- Port :
- HDMI 2.1 x 2
- DisplayPort 1.4 x 1
- USB-B 5Gbps x1
- USB-A x2
- ประกัน 3 ปี Onsite Service
- ราคา 10,590 บาท
- ตามไปตำ : Link
ฟีเจอร์อื่น ๆ
- HDR10
- AMD
- NVIDIA G-Sync
- VESA 100 x 100mm

ถัดมาที่ SAMSUNG Odyssey G7 LS27FG702EEXXT ซึ่งถ้าดูแค่สเปกบนกระดาษ เอาจริง ๆ จะค่อนข้างคล้ายกับ AOC ตัวก่อนหน้า แต่ราคาขยับขึ้นมาอีกราว ๆ 2,000 บาท คำถามคือ แล้วเพิ่มเงินไปทำไม?
อย่างแรกคือได้ชื่อชั้นของ Samsung Odyssey ที่เป็นซีรีส์ Gaming Monitor โดยตรง รวมถึงงานประกอบและดีไซน์โดยรวมที่ดูเรียบร้อยและพรีเมียมขึ้น ที่สำคัญคือขาตั้งออกแบบมาเป็นฐานทรงเหลี่ยม ไม่ได้กางเป็นตัว V ใหญ่ ๆ ทำให้กินพื้นที่บนโต๊ะน้อยกว่า แต่ยังสามารถปรับสูงต่ำ หมุน และ Pivot เป็นแนวตั้งได้ครบ
ส่วนสเปกจริง ๆ ก็แรงขึ้นอีกขั้น ตัวจอเป็น IPS ขนาด 27 นิ้ว ความละเอียด 4K และเป็น Dual Mode เหมือนกัน แต่ขยับจาก 4K 160Hz ของ AOC มาเป็น 4K 180Hz และถ้าสลับลงมาใช้ Full HD จะดัน Refresh Rate ได้สูงถึง 360Hz เหมาะทั้งเกมภาพสวยที่อยากเล่น 4K และเกม FPS ที่ต้องการเฟรมเรตสูง ๆ
พอร์ตให้ HDMI 2.1 มา 2 ช่อง พร้อม DisplayPort 1.4 และยังมี USB Hub เป็น USB-A อีก 2 ช่อง รวมถึงรองรับ NVIDIA G-SYNC แต่จุดที่ต้องสังเกตคือรุ่นนี้ไม่มี USB-C ดังนั้นถ้าจะเอามาต่อ Notebook แบบสายเดียวจบจะไม่สะดวกเท่าจอสายทำงานที่พูดถึงก่อนหน้านี้
ดังนั้นถ้ามองเรื่องความคุ้มแบบสเปกล้วน ๆ AOC ตัวก่อนหน้าก็ยังน่าสนใจมาก แต่ถ้ามีงบเพิ่มอีกราว 2,000 บาท แล้วอยากได้ Refresh Rate ที่สูงขึ้น งานดีไซน์และขาตั้งที่กินพื้นที่น้อยกว่า รวมถึงความเป็น Samsung Odyssey รุ่นนี้ก็เป็นตัวเลือกที่น่าขยับขึ้นมาครับ

ข้อดี
- ขาตั้งเหลี่ยมกินพื้นที่น้อย ขยับขึ้นลง หมุนแนวตั้งได้
ข้อสังเกต
- ไม่มี USB-C
- HDR10 ไม่ใช่ HDR400 เหมือนรุ่นก่อนหน้านี้
5. DELL S2725QC
- ขนาด 27″
- ความละเอียด 4K 3840 x 2160
- พาแนล IPS
- Refresh Rate 120Hz
- Brightness (typical) : 350 cd/m²
- Contrast Ratio : 1500 : 1
- Response Time : 4ms
- Color Gamut : sRGB 99%
- Port :
- USB-C 5Gbps Upstream x 1 PD 65W
- USB-C 5Gbps Downstream x 1 รองรับจ่ายไฟ 15W
- USB-A 5Gbps Downstream x 2
- HDMI 2.1 x2
- ประกัน 3 ปี Onsite
- ราคา 11,395 บาท
- ตามไปตำ : Link
ฟีเจอร์อื่นๆ
- AMD FreeSync Premium
- HDR
- เคลือบกันสะท้อน Anti-glare
- VESA 100 x 100mm

แวะมาสายทำงานกันบ้างกับ DELL S2725QC ตัวนี้ถือเป็นจอ 4K สายทำงานรุ่นเริ่มต้นที่น่าสนใจจาก Dell เหมาะมากสำหรับคนที่อยากได้จอเอาไว้ตั้งเป็น Workstation หรือ Docking Station บนโต๊ะทำงาน เพราะสามารถต่อ Notebook หรือ MacBook ผ่าน USB-C เส้นเดียวได้ทั้งภาพ ข้อมูล และชาร์จไฟกลับเข้าเครื่องสูงสุด 65W
สเปกจอถือว่าครบกว่า 4K สายทำงานทั่ว ๆ ไปพอสมควร ได้พาเนล IPS ขนาด 27 นิ้ว ความละเอียด 4K และที่สำคัญคือ Refresh Rate ขยับขึ้นมาเป็น 120Hz ทำให้เวลาเลื่อนเว็บ ทำงานเอกสาร หรือใช้งานทั่วไปลื่นกว่า 60Hz อย่างเห็นได้ชัด และยังรองรับ AMD FreeSync Premium ทำให้เอาไปเล่นเกมบ้างก็ยังไหว ไม่ได้จำกัดอยู่แค่งานออฟฟิศอย่างเดียว
จุดเด่นอีกอย่างคือ พอร์ตบนจอให้มาเยอะจริง ๆ มี HDMI 2.1 จำนวน 2 ช่อง, USB-C Upstream ที่รองรับ PD 65W, USB-C Downstream ที่จ่ายไฟได้ 15W และ USB-A อีก 2 ช่อง เรียกว่าพวกเมาส์ คีย์บอร์ด External SSD หรืออุปกรณ์เสริมต่าง ๆ สามารถเสียบทิ้งไว้กับจอได้เลย เวลาเอา Notebook มาวางก็เสียบ USB-C เส้นเดียวแล้วเริ่มทำงานได้ทันที
ที่ชอบอีกอย่างคือพอร์ต USB ด้านหน้าถูกซ่อนไว้แบบ Pop-up เวลาจะใช้งานก็ดึงออกมาได้ ทำให้เสียบแฟลชไดรฟ์หรือสายชาร์จสะดวกกว่าต้องเอื้อมไปด้านหลังจอ และยังมีลำโพงในตัวกำลังขับ 5W จำนวน 2 ตัวมาให้ด้วย
ตัวขาตั้งก็เหมาะกับสายทำงาน สามารถปรับสูงต่ำและหมุนจอเป็นแนวตั้งได้ ส่วนฐานเป็นทรงเหลี่ยมจึงกินพื้นที่โต๊ะไม่มากนัก
ข้อสังเกตคือ USB-C จ่ายไฟได้ 65W ซึ่งเพียงพอกับ Notebook ทำงานทั่วไปหรือ MacBook หลายรุ่น แต่ถ้าเป็น Gaming Notebook หรือเครื่องประสิทธิภาพสูงที่ต้องการไฟ 90-140W ก็อาจยังต้องเสียบอะแดปเตอร์แยกอยู่
โดยรวมถ้าอยากได้จอ 4K สำหรับทำงานที่ USB-C เส้นเดียวจบ พอร์ตเยอะ ขาตั้งครบ และยังได้ 120Hz รุ่นนี้ถือว่าลงตัวมาก โดยเฉพาะคนที่ใช้ Notebook เป็นเครื่องหลักแล้วอยากกลับมาถึงโต๊ะ เสียบสายเส้นเดียวแล้วพร้อมทำงานทันทีครับ

ข้อดี
- USB-C ชาร์จไฟเต็ม 65W
- ลำโพงคู่ 5W
- พอร์ตด้านหน้าใช้งานง่ายแบบ Pop-up
- ขาตั้งเหลี่ยม หมุนแนวตั้งได้
ข้อสังเกต
- ระดับ HDR ธรรมดา น่าจะเป็น HDR400 มากกว่า
6. TCL 27C2A
- ขนาด 27″
- ความละเอียด 4K UHD 3840 x 2160 / Dual Mode FHD 1920 x 1080
- พาแนล QD-Mini LED
- Refresh Rate 160Hz ที่ 4K / 320Hz ที่ FHD
- Brightness (typical) : 1200 nits
- Contrast Ratio : 12,000,000 : 1
- Response Time :
- Color Gamut : sRGB 99% / DCI-P3 98%
- Color Accuracy : ไม่ระบุ
- Port :
- HDMI 2.1 x2
- DisplayPort 1.4 x1
- Headphone x 1
- ประกัน 3 ปี
- ราคา 15,090 บาท
- ตามไปตำ : Link
ฟีเจอร์อื่น ๆ
- QD-Mini LED Local 1196 Dimming Zones
- AMD FreeSync Premium
- HDR1000
- VESA 100 x 100mm

ถ้าใครเริ่มเบื่อจอ LCD IPS แบบทั่วไป แล้วอยากลองอะไรที่ภาพขยับเข้าใกล้ OLED มากขึ้น แต่ยังไม่อยากกังวลเรื่อง Burn-in มากนัก ลองดู TCL 27C2A ตัวนี้ได้เลย เพราะเป็นจอ QD-Mini LED ซึ่งในตลาดจอคอมยังถือว่ามีตัวเลือกไม่เยอะนัก ส่วนใหญ่ถ้าจะขยับจาก IPS ขึ้นไปอีกขั้น หลายแบรนด์มักกระโดดไป OLED กันเลย
จุดเด่นของ Mini LED คือใช้หลอดไฟขนาดเล็กจำนวนมากแบ่งควบคุมแสงเป็นโซน ทำให้สามารถหรี่หรือดับแสงเฉพาะบริเวณได้ดีกว่า LCD ทั่วไป รุ่นนี้ให้ Local Dimming ถึง 1,196 โซน ทำให้ฉากมืดสามารถทำสีดำได้ลึกกว่า IPS ปกติ ขณะเดียวกันก็ยังดันความสว่างได้สูงถึง 1,200 nits และรองรับ HDR1000 จึงเหมาะมากกับเกมหรือหนังที่มีฉาก HDR จัด ๆ
เรื่องสีเองก็ทำได้ดี รองรับ DCI-P3 98% และ sRGB 99% ดังนั้นไม่ได้เหมาะแค่เล่นเกม แต่ยังเอาไปทำงานภาพ ตัดต่อ หรือดูคอนเทนต์ที่ต้องการสีสันจัดจ้านได้ด้วย
และถึงจะเด่นเรื่องคุณภาพภาพ แต่สเปกเกมก็ไม่ได้เบา เพราะตัวนี้มี Dual Mode เช่นเดียวกับจอเกมรุ่นก่อน ๆ โดยที่ความละเอียด 4K รองรับ Refresh Rate สูงสุด 160Hz และถ้าสลับลงมาเป็น Full HD จะขยับขึ้นไปได้ถึง 320Hz ทำให้ใช้ได้ทั้งเกม AAA ที่เน้นภาพสวย และเกม FPS ที่ต้องการ Refresh Rate สูง ๆ ในจอเดียว
พอร์ตให้มาครบสำหรับสายเกม มี HDMI 2.1 สองช่อง และ DisplayPort 1.4 พร้อม AMD FreeSync Premium ส่วนขาตั้งก็ปรับสูงต่ำและหมุนแนวตั้งได้
ข้อสังเกตหลักคือ ไม่มี USB-C ดังนั้นถ้าจะเอาไปใช้เป็น Dock ต่อ Notebook แบบสายเดียวจบ รุ่นนี้อาจไม่เหมาะเท่ากับจอสายทำงานที่พูดถึงก่อนหน้า แต่ถ้าโจทย์คืออยากได้ ภาพ HDR ที่ดีกว่า IPS ทั่วไป สีดำลึก ความสว่างสูง และยังเล่นเกม 4K 160Hz ได้ ในราคาประมาณหมื่นต้น ๆ TCL 27C2A ถือว่าเป็นหนึ่งในตัวที่สเปกน่าสนใจมากครับ

ข้อดี
- ขาตั้งปรับขึ้นลง หมุนได้แนวตั้ง
- HDR1000 สูงมาก
- Contrast จัด 12 ล้านต่อ 1
ข้อสังเกต
- ไม่มี USB-C
7. LG UltraGear 27G850A-B
- ขนาด 27″
- ความละเอียด 4K 3840 x 2160 / Dual Mode FHD 1920 x 1080
- พาแนล Nano IPS Black
- Refresh Rate 240Hz ที่ 4K / 480Hz ที่ FHD
- Brightness (typical) : 450 cd/m²
- Contrast Ratio : 2000 : 1
- Response Time : 1ms
- Viewing Angle : 178° (H) / 178° (V)
- Color Gamut : DCI-P3 99%
- Color Accuracy : ไม่ระบุ
- Port :
- HDMI 2.1 x 2
- DisplayPort 2.1 x 1
- Headphone-out x 1
- USB-B Upstream 5Gbps x 1
- USB-A Downstream 5Gbps x 2
- ประกัน 3 ปี Onsite
- ราคา 19,900 บาท
- ตามไปตำ : Link
ฟีเจอร์อื่น ๆ
- VESA DisplayHDR 600
- AMD FreeSync Premium Pro
- NVIDIA G-Sync Compatible
- VESA AdaptiveSync
- ปรับสูงต่ำ / หมุนซ้ายขวา / Pivot / Tilt
- VESA 100 x 100mm

ถัดมาคือ LG UltraGear 27G850A-B รุ่นนี้เหมาะกับคนที่รู้สึกว่า 4K 160Hz หรือ 180Hz ของรุ่นก่อนหน้ายังไม่พอ และอยากขยับไปอีกขั้น เพราะตัวนี้ดัน Refresh Rate ได้สูงถึง 240Hz ที่ความละเอียด 4K และถ้าสลับลงมาเป็น Full HD ผ่าน Dual Mode ก็พุ่งไปได้ถึง 480Hz เลย
ถือว่าโหดมากสำหรับจอ 27 นิ้ว เพราะถ้าเล่นเกม AAA หรือเกมทั่วไปก็สามารถใช้ 4K 240Hz ได้แบบภาพคมและลื่นมาก ๆ ส่วนใครเล่นเกม Competitive อย่าง Valorant, CS2 หรือ Overwatch แล้วมีการ์ดจอที่ดันเฟรมเรตสูงได้จริง ก็สามารถลดความละเอียดลงมาเป็น Full HD แล้วใช้ 480Hz ได้เลย
พาเนลที่ใช้ก็เป็น Nano IPS Black ซึ่งนอกจากจะได้สีสันดีในแบบ IPS แล้ว ยังให้ Contrast Ratio สูงขึ้นมาเป็น 2000:1 ทำให้สีดำดูเข้มกว่า IPS ทั่วไป พร้อมความสว่าง 450 nits และรองรับ DCI-P3 99% เพราะฉะนั้นจะเอาไปเล่นเกม ดูหนัง หรือทำงานภาพก็ยังทำได้ดี
ฟีเจอร์เกมก็จัดเต็ม ทั้ง DisplayHDR 600, AMD FreeSync Premium Pro, NVIDIA G-SYNC Compatible และ VESA AdaptiveSync เรียกได้ว่ารองรับระบบ Sync หลัก ๆ แทบทั้งหมด ส่วนพอร์ตเชื่อมต่อก็ให้ HDMI 2.1 สองช่อง และที่น่าสนใจคือมี DisplayPort 2.1 มาให้ด้วย เหมาะกับจอที่ต้องขับทั้งความละเอียดและ Refresh Rate สูงระดับนี้
ข้อสังเกตหลักคือยัง ไม่มี USB-C ดังนั้นถ้าเน้นใช้กับ Notebook แบบเสียบสายเดียวจบอาจไม่ใช่ทาง แต่ถ้าเน้น Gaming เป็นหลัก และอยากได้จอ 4K ที่ Refresh Rate สูงกว่า 160–180Hz แบบชัดเจน รุ่นนี้ถือว่าเป็นตัวกระโดดขึ้นมาอีกระดับเลยครับ

ข้อดี
- จอ Nano IPS Black
- ขาตั้งปรับขึ้นลงเป็นแนวตั้งได้
- ความสว่าง 450 Nits
- Contrast 2000:1
- รองรับ DisplayHDR600, FreeSync Premium Pro, G-Sync, AdaptiveSync ได้หมด
ข้อสังเกต
- ไม่มี USB-C
8. BenQ MA270U / MA270UP
- ขนาด 27″
- ความละเอียด 4K UHD 3840 x 2160
- พาแนล IPS
- Refresh Rate 60Hz
- Brightness (typical) : 400 cd/m²
- Contrast Ratio : 1200 : 1
- Response Time : 5ms
- Color Gamut : sRGB 99% / DCI-P3 95%
- Port :
- HDMI 2.0 x 2
- USB-C x 1 รองรับ DisplayPort Alt Mode + Power Delivery 90W
- USB-C x 1 รองรับจ่ายไฟ 15W
- USB-A X 1
- ประกัน 3 ปี Onsite
- ราคา 18,490 บาท
- ตามไปตำ : Link
ฟีเจอร์อื่น ๆ
- BenQ Mac Color Tuning, Display Pilot 2
- Sync Control ควบคุมความสว่างและเสียงผ่านคีย์บอร์ด Mac
- HDR10
- ลำโพง 3W
- ขาตั้งปรับสูงต่ำ 115mm / หมุนซ้ายขวา / Pivot / Tilt
- VESA 100 x 100mm

มาถึง BenQ MA270UP ตัวนี้บอกเลยว่าเกิดมาเพื่อคนใช้ MacBook และ macOS โดยเฉพาะ เพราะ BenQ ออกแบบทั้งเรื่องสี การควบคุม และพอร์ตเชื่อมต่อให้ทำงานร่วมกับ Mac ได้สะดวกกว่าจอทั่วไป เหมาะมากสำหรับคนที่อยากเอา MacBook มาวางบนโต๊ะ แล้วตั้งเป็น Workstation แบบเสียบสายเส้นเดียวจบ
ตัวจอเป็น IPS ขนาด 27 นิ้ว ความละเอียด 4K รีเฟรชเรต 60Hz รองรับ sRGB 99% และ DCI-P3 95% พร้อมความสว่าง 400 nits จุดเด่นคือมี BenQ Mac Color Tuning ที่ปรับโทนสีของจอให้ใกล้เคียงกับหน้าจอ MacBook มากขึ้น เหมาะกับคนที่ทำงานภาพ แต่งรูป หรือตัดต่อแล้วต้องสลับมองระหว่างสองจอบ่อย ๆ
อีกฟีเจอร์ที่คนใช้ Mac น่าจะชอบคือ Sync Control ซึ่งสามารถควบคุมความสว่างและระดับเสียงของจอผ่านคีย์บอร์ด Mac ได้เลย ไม่ต้องคอยเอื้อมไปกดปุ่มใต้จอเหมือนจอทั่วไป รวมถึงมีซอฟต์แวร์ Display Pilot 2 สำหรับปรับตั้งค่าต่าง ๆ จาก macOS ได้โดยตรง
พอร์ตเชื่อมต่อก็ให้มาครบ โดยเฉพาะ USB-C ที่รองรับ Power Delivery สูงสุด 90W ดังนั้น MacBook ส่วนใหญ่สามารถเสียบสาย USB-C เส้นเดียวแล้วได้ทั้งภาพ ข้อมูล และชาร์จแบตกลับเข้าเครื่องพร้อมกัน นอกจากนี้ยังมี USB-C อีกช่องที่จ่ายไฟ 15W, USB-A และ HDMI 2.0 อีก 2 ช่อง จึงสามารถเสียบอุปกรณ์ต่าง ๆ ทิ้งไว้กับจอแล้วใช้เป็นศูนย์กลางของโต๊ะทำงานได้เลย
รายละเอียดเล็ก ๆ ที่ทำมาสำหรับคนใช้ MacBook โดยเฉพาะก็มี อย่างบริเวณฐานขาตั้งจะมีแผ่นยางรอง สามารถนำ MacBook มาวางพิงหรือวางบนฐานได้โดยไม่ต้องกลัวตัวเครื่องเป็นรอย ขาตั้งเองก็ปรับได้ครบทั้งสูงต่ำ หมุนซ้ายขวา ก้มเงย และ Pivot เป็นแนวตั้งได้
และอีกจุดที่น่าสนใจคือรุ่นนี้ มีตัวเลือกหน้าจอทั้งแบบกระจกและแบบด้านจากโรงงาน ใครชอบภาพใส สีดูสดและใกล้ฟีลหน้าจอ MacBook ก็เลือกแบบกระจก ส่วนคนที่ทำงานในห้องสว่างหรือมีแสงสะท้อนเยอะก็สามารถเลือกแบบด้านได้เลย ไม่ต้องไปติดฟิล์มเพิ่มทีหลัง
ข้อสังเกตคือราคาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับจอ 4K 60Hz ทั่วไป เพราะเงินที่จ่ายเพิ่มไม่ได้ไปลงกับ Refresh Rate หรือสเปกเกม แต่ไปอยู่กับ ความแม่นของสี การทำงานร่วมกับ macOS, USB-C 90W และประสบการณ์ใช้งานกับ MacBook โดยตรง ดังนั้นถ้าใช้ Windows อย่างเดียวอาจมีตัวเลือกที่คุ้มกว่า แต่ถ้าใช้ MacBook เป็นเครื่องหลักและอยากได้จอที่เสียบแล้วใช้งานง่าย รุ่นนี้ถือว่าน่าสนใจมากครับ

ข้อดี
- สำหรับ MacBook โดยเฉพาะ ปรับความสะสว่าง ควบคุมอะไรต่าง ๆ ผ่าน MacBook ได้โดยตรง
- คาลิเบตสีมาแล้วเน้นทำงาน
- ขาตั้งปรับขึ้นลง หมุนแนวตั้งได้ และมียางรองที่ขาตั้งวางแม็กบุ๊คได้กันรอย
- USB-C 90W
ข้อสังเกต
- ราคาค่อนข้างสูง
9. LENOVO LEGION PRO 27UD-10
- ขนาด 31.5″
- ความละเอียด 4K UHD 3840 x 2160
- พาแนล QD-OLED
- Refresh Rate 240Hz
- Brightness (typical) : 250 cd/m
- Contrast Ratio : 1,500,000 : 1
- Response Time : 0.03ms GTG
- Viewing Angle : 178° (H) / 178° (V)
- Color Gamut : sRGB 99% / DCI-P3 99%
- Color Accuracy : Delta E < 2
- Color Depth : True 10-bit / 1.07 Billion Colors
- Port :
- HDMI 2.1 x 2
- DisplayPort 1.4 x 1
- USB-C x 1 รองรับ DP 1.4 Alt Mode, USB 10Gbps และ Power Delivery สูงสุด 15W
- USB-A 5Gbps x 3
- ประกัน 3 ปี
- ราคา 24,980 บาท
- ตามไปตำ : Link
ฟีเจอร์อื่น ๆ
- DisplayHDR True Black 400
- Dolby Vision
- AMD FreeSync Premium Pro
- Adaptive Sync
- ขาตั้งปรับสูงต่ำ 135 มม. / หมุนซ้ายขวา / Tilt
- VESA 100 x 100 mm

สำหรับใครที่อยากขยับคุณภาพของหน้าจอขึ้นไปอีกระดับ จาก IPS หรือ Mini LED ทั่วไป ก็ต้องลองขยับมาเล่น OLED กันแล้ว และยิ่งเป็น OLED ที่ความละเอียด 4K ด้วย บอกเลยว่าภาพมันไปอีกขั้นจริง ๆ ซึ่ง Lenovo Legion Pro 32UD-10 ตัวนี้ก็จัดมาเต็มกับพาเนล QD-OLED ขนาด 31.5 นิ้ว ความละเอียด 4K พร้อม Refresh Rate สูงถึง 240Hz และ Response Time เพียง 0.03ms
จุดเด่นคือได้ทั้งสีดำที่ดำสนิท Contrast สูง สีสันสด และยังรองรับ DCI-P3 99%, True 10-bit, DisplayHDR True Black 400 รวมถึง Dolby Vision จะเอาไปเล่นเกม ดูหนัง หรืองานภาพก็ทำได้ดีหมด
เรื่องดีไซน์รุ่นนี้ก็เด่นไม่แพ้กัน เพราะมาในบอดี้สีขาวที่ดูสะอาดและแตกต่างจากจอ Gaming สีดำทั่ว ๆ ไป ตัวเครื่องเองก็บางเฉียบตามสไตล์จอ OLED ทำให้ภาพรวมดูพรีเมียมและโมเดิร์นมาก เหมาะกับคนที่อยากได้จอคอมเจ๋ง ๆ แต่ยังอยากให้โต๊ะทำงานดูสวยและไม่ Gaming จ๋าเกินไป
พอร์ตก็ให้มาครบทั้ง HDMI 2.1, DisplayPort 1.4, USB-C และ USB-A แต่ USB-C ของรุ่นนี้จ่ายไฟได้สูงสุดแค่ 15W จึงยังไม่เหมาะกับการใช้เป็น Docking Station แบบเสียบสายเดียวจบ
ข้อสังเกตอีกอย่างคือจอขนาด 31.5 นิ้วค่อนข้างใหญ่ ต้องกะระยะนั่งและขนาดโต๊ะให้ดี แต่ถ้ามีพื้นที่พอและอยากได้จอ 4K OLED 240Hz แบบสุด ๆ ทั้งภาพและความลื่น รุ่นนี้ถือว่าไปได้ไกลมากครับ

ข้อดี
- พาแนล OLED
- มี USB-C
- รองรับ Dolby Vision และ DisplayHDR True Black 400
ข้อสังเกต
- 32 นิ้วใหญ่ ต้องกะระยะห่างดีๆ
- USB-C จ่ายไฟได้สูงสุดเพียง 15W
10. ASUS ROG Strix XG27UCDMG
- ขนาด 26.5″
- ความละเอียด 4K UHD 3840 x 2160
- พาแนล Tandem QD-OLED (4th)
- Refresh Rate 240Hz
- Brightness (typical) : 1,000 cd/m²
- Contrast Ratio : 1,500,000 : 1
- Response Time : 0.03ms
- Color Gamut : sRGB 145% / DCI-P3 99%
- Port :
- HDMI 2.1 x 2
- DisplayPort 1.4 x 1
- USB-C x 1 DP PD 90W
- USB-A 3.2 x 3
- Headphone x1
- ประกัน 3 ปี Onsite
- ราคา 34,900 บาท
- ตามไปตำ : Link
ฟีเจอร์อื่น ๆ
- DisplayHDR True Black 400
- AMD FreeSync Premium Pro | G-Sync | Adaptive Sync
- VESA 100 x 100mm

ปิดท้ายกันด้วยตัวจบสำหรับคนที่อยากได้จอ 4K แบบ สุดทั้งภาพ สี และสเปกเกม กับ ASUS ROG Strix XG27UCDMG รุ่นนี้กระโดดจาก IPS และ Mini LED ที่พูดถึงก่อนหน้านี้ มาใช้พาเนลรุ่นล่าสุดอย่าง 4th Gen Tandem QD-OLED ขนาด 26.5 นิ้ว ความละเอียด 4K ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในพาเนลจอเกมระดับท็อปของตอนนี้
ข้อดีของ QD-OLED คือเรื่องสีดำที่ดำสนิท Contrast สูงถึง 1,500,000:1 สีสดและมีมิติมากกว่า LCD ทั่วไป รองรับ DCI-P3 99% และเป็น True 10-bit พร้อมความแม่นสี Delta E < 2 จึงไม่ได้เหมาะแค่เล่นเกม แต่เอาไปแต่งภาพ ตัดต่อวิดีโอ หรืองานที่ต้องการสีจริงจังก็ได้ด้วย
ที่สำคัญพาเนล QD-OLED เจเนอเรชันใหม่นี้ยังปรับปรุงข้อจำกัดของ OLED รุ่นก่อนหลายอย่าง โดย ASUS ระบุว่ารุ่นนี้ให้ ตัวหนังสือและรายละเอียดภาพคมขึ้น มีความหนาแน่นพิกเซลสูงถึง 166 PPI รวมถึงอายุการใช้งานที่ดีขึ้น ส่วน OLED Anti-Flicker 2.0 ก็ช่วยลดอาการ Flicker ลงประมาณ 20% เมื่อเทียบกับพาเนลเจเนอเรชันก่อน เพราะฉะนั้นใครที่เคยกังวลว่า OLED เอามาทำงานแล้วตัวหนังสือดูไม่คม หรือใช้งานบน Desktop แล้วไม่สบายตา รุ่นใหม่นี้ก็แก้จุดอ่อนไปได้เยอะแล้ว
สเปกเกมก็เรียกได้ว่าสุดเหมือนกัน เพราะได้ 4K 240Hz พร้อม Response Time เพียง 0.03ms GTG รองรับทั้ง FreeSync Premium Pro, G-SYNC Compatible และ Adaptive Sync ใครมีการ์ดจอแรงพอจะขับเกมที่ 4K เฟรมเรตสูง ๆ ตัวนี้ก็รองรับได้เต็มที่
เรื่องการเชื่อมต่อก็ให้มาครบ มี HDMI 2.1 สองช่อง, DisplayPort 1.4, USB-C ที่รองรับ DisplayPort และ Power Delivery 90W รวมถึง USB-A อีก 3 ช่อง จะต่อ Desktop, Notebook, MacBook หรือเครื่องเกมคอนโซลก็ได้หมด และถ้าใช้ Notebook ก็สามารถเสียบ USB-C เส้นเดียวแล้วได้ทั้งภาพและชาร์จไฟกลับเข้าเครื่องเลย
ส่วนเรื่อง Burn-in แม้ OLED รุ่นใหม่จะพัฒนาขึ้นมากแล้ว แต่ก็ยังไม่ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสเกิดเลย รุ่นนี้จึงใส่ ASUS OLED Care Pro พร้อม Neo Proximity Sensor ที่สามารถตรวจจับเวลาผู้ใช้ลุกออกจากโต๊ะ แล้วเปลี่ยนหน้าจอเป็นสีดำเพื่อลดการแสดงภาพนิ่งค้างไว้ รวมถึงมีระบบดูแลพาเนลอื่น ๆ และประกัน 3 ปีมาให้ด้วย

ข้อดี
- ขาตั้งปรับสูงต่ำ / หมุนซ้ายขวา / Pivot / Tilt มีที่วางมือถือ
- USB-C 90W
ข้อสังเกต
- ราคาสูง

สรุป
ทั้งหมดนี้ก็เป็น 10 จอคอม 4K ที่เราคัดมาแนะนำกันในปี 2026 ซึ่งแต่ละรุ่นก็มีจุดเด่นและกลุ่มผู้ใช้ต่างกันไป ส่วนตัวถ้าให้เลือกจากทั้งหมด ผมจะแบ่งแบบนี้ครับ
ถ้าเน้น คุ้ม เน้นราคาถูก และไม่ได้ต้องการฟีเจอร์หวือหวา ใช้งานทั่วไปเป็นหลัก ผมมองว่า MSI PRO MP273UP E6 เป็นรุ่นที่น่าเล่นมาก เพราะราคาอยู่แค่ประมาณ 6,000 บาทต้น ๆ แต่ได้จอ IPS ความละเอียด 4K พร้อมขาตั้งที่ปรับได้ครบทั้งสูงต่ำ หมุนซ้ายขวา และ Pivot แนวตั้งได้เลย ถือว่าคุ้มมากสำหรับคนที่อยากได้จอ 4K ใช้งานยาว ๆ
ส่วนถ้าซื้อมาเน้น ทำงานเอกสาร ใช้กับ Notebook หรือ MacBook เป็นหลัก ผมแนะนำ SAMSUNG ViewFinity S8 LS27D804UAEXXT มากกว่า เพราะส่วนตัวเคยใช้จอลักษณะนี้มาหลายตัวแล้วค่อนข้างถูกใจ ทั้งใช้ง่าย ต่อ Notebook สะดวก มี USB-C เส้นเดียวจบ พอร์ตให้มาครบ และใช้งานเป็น Workstation บนโต๊ะได้ดี เรียกว่าเป็นตัวจบสายทำงานที่โอเคมากในงบที่ไม่ได้แพงเกินไป
ถ้าเป็น สาย Gaming ผมเลือก LG UltraGear 27G850A-B เพราะ Refresh Rate สูงมาก ได้ถึง 4K 240Hz และ Full HD 480Hz แถมยังได้พาเนล Nano IPS Black ของ LG ที่ขึ้นชื่อเรื่องสีสันอยู่แล้ว ซึ่งส่วนตัวเคยเห็นจอ Nano IPS ตามงานคอมหลายครั้ง ต้องบอกว่าสีมันสวยจริง ๆ
แต่ถ้าใครอยากไปให้สุด อยากลอง OLED 4K แบบตัวจบ และงบถึง ยังไงผมก็ยกให้ ASUS ROG Strix XG27UCDMG ได้ทั้ง 4K 240Hz, QD-OLED เจเนอเรชันใหม่ สีสวย Contrast จัด Response Time ต่ำ และพอร์ตให้มาครบ เรียกว่าเจ็บตอนจ่าย แต่ถ้าอยากได้ตัวเดียวแล้วจบทั้งทำงาน ดูหนัง และเล่นเกม ก็เป็นรุ่นที่น่าจะจบที่สุดในลิสต์นี้ครับ

Comment