จีนเดินหน้าผลักดันระบบ “Smart Campus” หรือโรงเรียนอัจฉริยะอย่างต่อเนื่อง โดยนำเทคโนโลยี AI และ Big Data เข้ามาช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมและรูปแบบการเรียนของนักเรียนภายในห้องเรียนแบบเรียลไทม์ ตั้งแต่การเข้าเรียน การมีส่วนร่วมในชั้นเรียน ไปจนถึงการประเมินสมาธิและความสนใจระหว่างเรียน
รายงานจากสื่อต่างประเทศระบุว่า แนวทางดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2018 ภายใต้นโยบาย “Education Informatization 2.0” ของกระทรวงศึกษาธิการจีน ซึ่งในช่วงแรกเน้นการใช้ระบบจดจำใบหน้า (Face Recognition) สำหรับการเข้าออกโรงเรียนและหอพัก ก่อนจะพัฒนาต่อยอดสู่ระบบ AI ภายในห้องเรียนอย่างเต็มรูปแบบ

ปัจจุบันหลายโรงเรียนในจีนเริ่มติดตั้งกล้องอัจฉริยะภายในห้องเรียน เพื่อใช้วิเคราะห์พฤติกรรมของนักเรียน เช่น การเงยหน้ามองกระดาน ระยะเวลาการก้มหน้า สีหน้า และการมีส่วนร่วมในการเรียน โดยข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำไปประมวลผลผ่านระบบวิเคราะห์กลางของโรงเรียน
นอกจากนี้ ระบบยังสามารถสรุปข้อมูลสำคัญที่เรียกว่า “4 อัตราในห้องเรียน” ได้แก่ อัตราการเข้าเรียน อัตราการเงยหน้ามองกระดาน อัตราการนั่งแถวหน้า และอัตราการมีส่วนร่วมในชั้นเรียน เพื่อช่วยให้ครูและฝ่ายบริหารติดตามประสิทธิภาพการเรียนการสอนได้ง่ายขึ้น
ขณะเดียวกัน จีนยังขยายการใช้ AI ไปสู่การสอบระดับประเทศอย่าง Gaokao หรือการสอบเข้ามหาวิทยาลัย โดยมีการใช้ระบบตรวจสอบอัจฉริยะร่วมกับประตูสแกนความปลอดภัยและระบบยืนยันตัวตนด้วยชีวมาตร เพื่อตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติและป้องกันการทุจริตในการสอบ
อย่างไรก็ตาม แม้จีนจะมีการผลักดันเทคโนโลยี AI ในภาคการศึกษาอย่างจริงจัง แต่ตัวเลขบางส่วนที่ถูกแชร์บนโซเชียล เช่น สัดส่วนโรงเรียนที่ใช้งานระบบแล้ว หรือแผนการขยายใช้งานทั่วประเทศภายในปี 2030 ยังไม่มีข้อมูลยืนยันอย่างเป็นทางการจากเอกสารภาครัฐในขณะนี้ ทำให้ประเด็นดังกล่าวยังคงถูกถกเถียงทั้งในด้านประสิทธิภาพ ความเป็นส่วนตัว และการเฝ้าระวังนักเรียนผ่านเทคโนโลยี AI ในวงกว้าง
ที่มา : HKEPC

Comment