fbpx
Android Device Reviews

เปรียบเทียบกล้อง Galaxy S20 Ultra vs iPhone 11 Pro Max ใครถ่ายสวยกว่ากัน?

มาเทียบให้ดูกันอีกครั้งสำหรับ Samsung Galaxy vs Apple iPhone ที่ออกรุ่นใหม่มาเมื่อไหร่ ก็ต้องมาเทียบให้ได้เห็นกันถึงพัฒนาการ ซึ่งครั้งนี้ Galaxy S20 Ultra มีการพัฒนาเซนเซอร์ตัวใหม่ออกมาให้มีขนาดใหญ่ถึง 1/1.33″ ใหญ่ที่สุดในตลาดตอนนี้ พร้อมกับความสามารถด้านการซูมมาด้วยแบบเต็มที่ แต่ iPhone 11 Pro Max แม้ว่าจะออกมาก่อนหน้าเกือบครึ่งปี หลายคนก็ยังคงชื่นชอบกับภาพที่ได้อยู่ เมื่อนำมาเทียบแล้ว ผลจะออกมาเป็นอย่างไร เรามาติดตามกันครับ

ตารางเปรียบเทียบสเปคกล้อง Galaxy S20 Ultra vs iPhone 11 Pro Max

 Samsung Galaxy S20 UltraApple iPhone 11 Pro Max
WideResolution 108 MP, F1.8
Super Speed Dual Pixel AF, OIS
FOV : 79°
Image Sensor Size : 1/1.33″
Pixel Size : @108MP : 0.8μm, @12MP : 2.4μm
Resolution 12 MP, F1.8
PDAF, OIS
UltrawideResolution 12 MP, F2.2
Fixed Focus
FOV : 120°
Pixel Size : 1.4μm
Resolution 12 MP, F2.4
TeleResolution 48 MP, F3.5
OIS
FOV : 24°
Pixel Size : @64MP : 0.8μm, @12MP : 1.6μm
Optical Zoom 4x
Hybrid Optic Zoom 10x
Super Resolution Zoom up to 100x
Resolution 12 MP, F2.0
PDAF, OIS
Optical Zoom 2x
Digital Zoom 10x
AdditionalToF: DepthVision
SelfieResolution 40 MP, F2.2
PDAF
FOV : 80°
Pixel Size : @40MP : 0.7μm
Pixel Size : @12MP : 1.6μm
Resolution 12 MP, F2.2
Fixed Focus, TrueDepth

ในการทดสอบครั้งนี้เราจะไม่ได้พยายามตั้งค่าเพิ่มเติมมากมายนะครับ และปิดการตั้งค่าพิเศษต่างๆ เพื่อให้ได้ผลใกล้เคียงกับที่ผู้ใช้ทั่วไปใช้งานที่สุดครับ พร้อมคอมเมนต์ส่วนตัว ซึ่งเห็นด้วยไม่เห็นด้วยยังไงมาคุยกันได้ครับ และภาพที่แสดงทั้งหมดเป็นไฟล์ที่ไม่มีการปรับแต่งสี หรือรีทัชเพิ่มเติม มีเพียงลดความละเอียดลงเท่านั้น ภาพเรียงเป็น iPhone 11 Pro ก่อน Galaxy S20 Ultra เสมอ สามารถดูภาพที่ความละเอียดมากขึ้นได้ที่ Google Photos เลยนะครับ เดี๋ยวจะมาอัพเดทให้ภายหลัง ซึ่งจะมีภาพตัวอย่างเพิ่มเติมบางส่วนด้วย และน่าจะได้ทำเทียบเรื่องวิดีโออีกอย่าง เพราะสองตัวนี้ถ่ายวิดีโอออกมาได้ดีงามทั้งคู่มากๆ

เลนส์หลักระยะ WIDE : iPhone 11 Pro Max ติดเหลือง, Galaxy S20 Ultra คอนทราสหนัก

ถ้าใครยังจำเมื่อคราวที่เราทดสอบ iPhone 11 Pro Max เทียบกับ Galaxy Note 10+ ไป น่าจะพอจำได้ว่า iPhone 11 Pro Max จะมีอาการติดเหลืองในเกือบทุกภาพที่ถ่ายด้วยเลนส์หลัก ซึ่งปัญหานี้ยังคงอยู่ แต่ถ้าใครที่ชอบก็น่าจะไม่มีปัญหาแต่อย่างใด โดยรวมพอใจกับการโฟกัสที่รวดเร็ว การวัดแสงที่แม่นยำ เก็บรายละเอียดของภาพมาได้ค่อนข้างดี จนเรียกได้ว่าถ่ายให้สวยด้วย iPhone 11 Pro Max นี้ทำได้ง่ายมาก และน่าพอใจ

Galaxy S20 Ultra เป็นรุ่นที่ทำการเปลี่ยนเป็นเซนเซอร์ตัวใหม่ ให้ความละเอียดสูงถึง 108 ล้านพิกเซล ขนาดของเซนเซอร์ที่ใช้เรียกได้ว่าใหญ่มาก 1/1.33″ ใกล้เคียงกับกล้อง compact เข้าไปทุกที ทำให้ขนาดของพิกเซลเมื่อถ่ายที่ความละเอียด 12 ล้าน ก็จะใหญ่ถึง 2.4 ไมครอนเลยทีเดียว ซึ่งภาพที่ได้ออกมาคงแล้วแต่คนชอบ แต่ส่วนตัวรู้สึกว่าจูนคอนทราสมาค่อนข้างหนักมือไปหน่อย สีเลยจะดูแปร่งๆไปในบางภาพ แต่การโฟกัสก็ยังทำได้รวดเร็วดี คุณภาพโดยรวมได้มาตรฐานของ Samsung

ภาพย้อนแสง | แนวทางให้สีที่แตกต่างอย่างสุดขั้ว

การถ่ายภาพย้อนแสงไม่ใช่ปัญหาของทั้ง iPhone 11 Pro Max และ Galaxy S20 Ultra ทั้งคู่สามารถดึงแสงและจัดการสีได้สวยงาม แต่ไม่เหมือนกัน โดยในบางภาพเรียกได้ว่าต่างกันอย่างสุดขั้วเลยก็ว่าได้

ภาพชุดนี้ดูแล้วจะเหมือนว่า iPhone สามารถดึงแสงและรายละเอียดส่วนที่มืดออกมาได้ดีกว่า เมื่อถ่ายในสภาพย้อนแสง เวลาพระอาทิตย์ใกล้ตกดิน ภาพที่ได้ต้องบอกว่าดูติดตาและดึงดูดเอาซะมากๆ ส่วน Galaxy S20 Ultra จะมีการปรับทำให้เป็นภาพแนว Silhouette หรือวัตถุด้านหน้าดำพรึ่ดด้านหลังสว่าง ด้วย Scene Optimizer เลยทำให้ Contrast ของภาพจัด และทิ้งพื้นที่ส่วนเงาเอาไว้ให้ค่อนข้างมาก สำหรับการถ่ายภาพวิวเช่นนี้

จากลักษณะของการเฉลี่ยแสงทั้งภาพให้พอๆกันจึงทำให้การวัดแสงโดยรวมของ iPhone 11 Pro Max จะเหมือนถ่ายง่ายขึ้น เพราะไม่ต้องแตะที่หน้าจอเพื่อมาเลือกตำแหน่งที่ต้องการให้พอดี ดังตัวอย่างด้านล่างที่เรียงเป็น iPhoneไม่แตะ – Galaxyไม่แตะ – iPhoneแตะ – Galaxyแตะ จะเห็นได้ว่าถ้า Galaxy S20 Ultra ไม่แตะตัวภาพด้านหน้าจะค่อนข้างมืดไปเลย แต่เมื่อแตะบอกเล็กน้อยก็สามารถแก้ไขแสงให้กลับขึ้นมาได้พอดีและสวยขึ้นทันตาเห็น แต่ของ iPhone กลับมีผลน้อยมากนั่นเอง

แต่เมื่อถ่ายภาพย้อนแสงในลักษณะที่มีบุคคลเข้ามาในภาพ Galaxy S20 Ultra ก็รู้ทันทีด้วย Scene Optimizer อีกเหมือนกันว่าต้องดึงแสงเพิ่มเข้ามาให้หน้าของแบบเปิดสว่างขึ้นมา เพื่อให้มีรายละเอียด และสีสันที่คมชัด แต่ก็แลกมากับรายละเอียดส่วนที่แสงจ้าด้านหลังจะหายไปเล็กน้อยด้วย

โหมดอาหาร | Galaxy S20 Ultra ทำเบลอและปรับสีให้พร้อมแชร์

เรียกว่าเป็นความแตกต่างของทั้งสองรุ่นนี้อีกเช่นกัน เมื่อทาง iPhone 11 Pro Max ดูจะเน้นเหมือนจริง จนบางครั้งก็ดูน่ากินน้อยกว่าที่ตาเห็น ต่างจากทาง Galaxy S20 Ultra ที่เมื่อเล็งกล้องไปที่อาหารแล้ว หากตัว Scene Optimizer จับภาพได้ว่าเป็นอาหารจะมีการดึงสี แต่งให้ดูน่าทานเลยทันที รวมถึงมีการเพิ่มเบลอเข้าไปให้ภาพดูมีมิติ น่าดึงดูด เห็นแล้วรู้สึกอร่อยตามได้เลยทันทีโดยไม่ต้องแต่งเพิ่ม แต่ก็จะมีข้อเสียเล็กน้อยที่ความคมชัดของภาพก็จะลดลงตามไปด้วยเล็กน้อย ซึ่งสามารถเลือกปิดได้ถ้าไม่ชอบ

Night Mode | iPhone ใช้เลยไม่ต้องเปิด, Samsung เปิดแล้วสวยขึ้นทันตาเห็น

ภาพถ่ายกลางคืนจากเลนส์หลักของ iPhone 11 Pro Max เชื่อว่าหลายคนได้เห็นแล้วน่าจะชอบกันไม่น้อย ด้วยความที่เนื้อภาพจะมี Dynamic Range หรือความกว้างของช่วงสีที่มาก ไม่ใช่ทำให้ภาพสว่างขึ้นอย่างเดียว แต่ดีเทลอื่นๆก็ได้ตามมาด้วย และเปิดให้ทันทีเมื่ออยู่ในสภาพแสงน้อย และสามารถเลือกเปิดได้อย่างสะดวกจาก UI ที่ออกแบบมาให้ใช้งานได้ง่าย ส่วนของ Galaxy S20 Ultra แม้ว่าตัว Scene Optimizer จะสามารถจับได้ว่าเป็นภาพกลางคืน แต่ความสวยงามเมื่อถ่ายแบบ Auto กับเปิด Night Mode ความสวยงามจะต่างกันอย่างเห็นได้ชัด แต่คาแรคเตอร์อย่างนึงที่เปลี่ยนไป ก็คือภาพที่ได้จะติดสีเหลืองขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากไฟกลางคืนส่วนมากจะติดเหลืองอยู่แล้วด้วยนั่นเอง

ถ้าไม่เปิด Night Mode ภาพของ Galaxy S20 Ultra จะดูเก็บรายละเอียดพื้นที่มืดได้ไม่ดีเท่า iPhone 11 Pro Max

แต่เมื่อเปิดแล้ว ภาพของ Galaxy S20 Ultra จะดีขึ้นกว่า iPhone 11 Pro Max เล็กน้อย

ในภาพแสงปกติ iPhone 11 Pro Max จะติดเหลืองมากกว่า แต่เมื่อเปิด Night Mode แล้ว Galaxy S20 Ultra จะติดเหลืองกว่า แต่ก็จะใกล้เคียงกับสภาพแสงจริงของที่นั้นๆ

 

Ultrawide | iPhone เน้นเปิด HDR, S20 Ultra เน้นคอนทราสจัดๆ

คาแรคเตอร์ของเลนส์ Ultrawide ของทั้งคู่เรียกว่าจะคล้ายกับเลนส์หลักพอสมควร iPhone 11 Pro Max แม้สีจะไม่จัดจัด แต่ Dynamic Range ที่ได้จะกว้าง มีติดเหลืองให้เห็นอยู่เนืองๆ ส่วน Galaxy S20 Ultra จะมาคอนทราสจัดมาก และมีพัฒนาการขึ้นจากรุ่นอื่นที่ขอบภาพจะมีความคมชัดมากขึ้น จนดีกว่า iPhone 11 Pro Max ไปแล้ว ส่วนการถ่ายย้อนแสงก็ยังมีลักษณะเช่นเดียวกันที่ iPhone 11 Pro Max จะพยายามดึงแสงให้ทั้งภาพให้สว่าง ส่วน Galaxy S20 Ultra จะใช้ AI ดูตามลักษณะของภาพอีกที

Ultrawide แสงน้อย | Galaxy S20 Ultra กินขาด

ด้วยความที่กล้อง Ultrawide ของ iPhone 11 Pro Max จะมีฟีเจอร์และสเปคที่น้อยกว่า Galaxy S20 Ultra ทำให้ใครที่เป็นสายชอบถ่าย Landscape เน้นภาพมุมกว้างแม้ในเวลากลางคืน เจอความต่างนี้ไปอาจจะต้องมีลังเลได้

แต่ก็ต้องอย่าลืมเปิด Night Mode ด้วยเหมือนกัน ไม่งั้นภาพก็จะธรรมดาไม่แตกต่างจาก iPhone มาก ซึ่งก็เป็นปัญหาเดียวกับการถ่ายด้วยเลนส์ระยะหลักนั่นเอง ตรงนี้ถือว่าเป็นข้อเสียด้านการออกแบบ UI/UX ของทาง Samsung เหมือนกันที่ไม่ทำมาให้ใช้งานได้ง่าย ถ้าใครที่พลาดไม่เลือก Night Mode ก็จะไม่มีโอกาสถ่ายภาพลักษณะนี้ได้เลยนั่นเอง

iPhone 11 Pro Max | Galaxy S20 Ultra | Galaxy S20 Ultra with Night Mode

อย่างไรก็ดีหากสถานที่ เช่น ร้านอาหารยังพอมีแสงบ้าง iPhone ก็ยังถือว่าทำได้ระดับยอมรับได้นะ

Tele | ซูมเยอะ ซูมน้อย ข้อดีที่แตกต่าง ใช้งานได้ไม่เหมือนกัน

ภาพในหมวดนี้ ต้องบอกว่าเอามาเทียบกันได้ค่อนข้างลำบาก เนื่องจาก Optical Zoom ของทั้ง iPhone 11 Pro Max และ Galaxy S20 Ultra นั้นไม่เท่ากัน โดย iPhone 11 Pro Max จะมีซูมมากให้ที่ 2x ส่วน Galaxy S20 Ultra จะให้มาที่ 4x และจะมี Hybrid Zoom ที่ 10x และ Digital Zoom ที่ 100x ซึ่งในที่นี้ จะไม่ขอข้ามเรื่องการซูม 100x เท่าไปเลย เพราะมันจะไม่ได้เน้นที่ความสวยงามขนาดนั้น

ทำไมเทียบกันได้ยาก?

ด้วยระยะเลนส์ที่ไม่เท่ากัน การจะถ่ายภาพโดยเอา Optical Zoom 2x ของ iPhone 11 Pro Max ไปเทียบกับ Galaxy S20 Ultra ที่เป็น Digital Zoom 2x หรือจะเอา Optical Zoom 4x ของ Galaxy S20 Ultra ไปเทียบกับ Digital Zoom 4x ของ iPhone 11 Pro Max มันก็ไม่แฟร์ด้วยกันทั้งคู่ เพราะคุณภาพยังไงก็ไม่เท่ากัน และในด้านของมุมมองภาพที่ได้ ก็จะไม่เหมือนกันอีกด้วย

ทั้ง 4 ภาพนี้ถูกถ่ายด้วย Optical Zoom ของทั้ง iPhone 11 Pro Max (2x) และ Galaxy S20 Ultra (4x) จะเห็นได้ว่าแม้ตัวแบบจะมีขนาดที่เท่าๆกัน แต่มุมมอง Background ก็จะได้ ที่กว้างแคบไม่เท่ากัน รวมถึงรูปหน้าของแบบที่จะต่างกันด้วย ซึ่งเป็นผลจากระยะเลนส์ที่ต่างกันนั่นเอง

อธิบายเพิ่มเติมสักนิดหน่อย เกี่ยวกับการซูมทั้ง 3 แบบที่เรามักจะได้เห็นกัน

  • Optical Zoom : เป็นการซูมจากเลนส์แท้ๆ ไม่ได้ใช้ Software ช่วย
  • Hybrid Zoom : เป็นการซูมจากเลนส์ + Software ซึ่งแบรนด์ที่ใช้คำนี้จะบอกว่าได้ผลลัพธ์แบบ Lossless หรือเทียบเท่า Optical Zoom (ซึ่งถ้าสังเกตดีๆก็ยังพอดูออก)
  • Digital Zoom : เหมือน Hybrid Zoom แต่เริ่มเห็นการลดลงของคุณภาพที่ชัดเจน ใช้การครอปภาพบางส่วนจนเหมือนซูมเข้าไป ซึ่งคุณภาพก็จะลดหลั่นไปตามจำนวนเท่าของการซูม

ภาพเปรียบเทียบการซูมแต่ละระยะของ iPhone 11 Pro Max vs Galaxy S20 Ultra

#1 ซูมที่ 2x ซึ่ง iPhone จะได้ภาพที่คมชัดกว่า ส่วน S20 Ultra ซึ่งเป็นการซูมแบบ Digital 2x
#2 ซูมที่ 4x ระยะ Optical Zoom ของ S20 Ultra ซึ่งได้คุณภาพที่ต่างกันชัดเจน
#3 ซูมที่ 10x ของ iPhone เริ่มแตกเละ ส่วนของ S20 Ultra ยังดีอยู่
#4 ซูมที่ 30x มีเฉพาะของ S20 Ultra ซึ่งระยะนี้หลายคนมองว่าเป็นระยะที่ไกลที่สุดและคุณภาพของภาพยังโอเคอยู่

ตัวอย่างการใช้งานการซูมที่ 10x ของ Galaxy S20 Ultra เพิ่มเติม จะเห็นได้ว่าคุณภาพยังถือว่าใช้งานได้ดีมากในสองระยะนี้  และเหมาะสำหรับคนชอบถ่ายแคนดิด และสัตว์ต่างๆ เพราะสามารถยิงจากระยะไกลเข้าไป ไม่ให้แบบรู้ตัวได้นั่นเอง

เมื่อขยับมาเป็น 30x จะยังพอได้อยู่ แต่ถ้าขึ้น 100x จะไม่ใช่การซูมเพื่อความสวยงาม แต่เพื่อหาข้อมูลจากภาพมากกว่า

เทียบภาพกลางคืน iPhone (2x) vs Galaxy S20 Ultra (2x) vs Galaxy S20 Ultra (4x) จะเห็นได้ว่าถ้าใช้ Optical Zoom 4x ของ S20 Ultra จะยังได้ภาพที่คมชัดดี ซึ่งก็เกิดจากที่ระยะซูมของ S20 Ultra ก็จะสามารถถ่าย Night Mode ได้ด้วยนั่นเอง

 

 

ส่วนโหมด Portrait ทาง S20 Ultra จะทำการตัดแยกแบบออกจากพื้นหลังได้เนียนกว่า และแม้ว่าจะใช้เป็นการซูม 2x จากเลนส์หลักเข้าไป รายละเอียดภาพก็ยังดูโอเคอยู่ ไม่รู้สึกว่าเป็นการซูมดิจิทัลแต่อย่างใด

สรุป คาแรกเตอร์สีต่างกันชัดเจน ซูมมีไว้ได้ใช้จริง

ดูมาก็เยอะจนน่าจะตาลายกันแล้ว ต้องบอกว่าคาแรคเตอร์ในการในสีสันและคอนทราสของทั้งสองรุ่นนี้แตกต่างกันค่อนข้างชัดมาก โดยตัว iPhone จะให้สีสันไม่ฉูดฉาดนัก มีอาการติดเหลืองให้เห็น แต่โดยรวมถือว่าคุมโทนได้ดี ภาพสวยเตะตาคนดูได้ จะมีด้อยลงไปหลักๆก็เรื่องการถ่ายภาพกลางคืน ที่ต่างกับ Galaxy S20 Ultra ซึ่งทำได้ดีกว่าแบบชัดเจน ภาพโดยรวมถ้าใครที่ชอบการแต่งสี คอนทราสจัดๆ ก็น่าจะถูกใจสไตล์ภาพของรุ่นนี้ รวมถึงถ้าถ่ายภาพแสงน้อย – กลางคืนบ่อยๆ ก็น่าจะกดเลือก Galaxy S20 Ultra ไปได้แบบไม่ยากนัก

แล้วเพื่อนๆ คิดเห็นว่าอย่างไรกันบ้างกับภาพของทั้งคู่นี้ ยังไงมาเม้นคุยกันได้นะครับ

ปล. ภาพเซทนี้ Galaxy S20 Ultra ถ่ายในเฟิร์มแวร์ก่อนมีการอัพเดทล่าสุด ที่เห็นว่ามีการปรับปรุงเรื่องกล้องเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย ไว้ถ้ามีโอกาสคงจะได้ลองใหม่กันอีกรอบครับ

9 Comments

  1. Avatar

    devilshop Post on March 5, 2020 at 7:10 am

    #1017634

    ชัดเจนดีครับ  🙂 🙂

  2. Avatar

    Chertchai Post on March 5, 2020 at 10:16 am

    #1017640

    ถามหน่อยครับ ก่อนทำบทความนี้ได้อัฟ fw s20 ultra เป็นตัวก่อนขายจริงยังเพราะ fw ตัวแรกภาพห่วยแตกมาก

    • Gimme

      Gimme Post on March 5, 2020 at 2:52 pm

      #1017651

      พอจะมีเป็นรหัสเฟิร์มแวร์มั้ย

  3. Avatar

    Chertchai Post on March 5, 2020 at 8:00 pm

    #1017667

    จำไม่ได้อะครับ ดุจาก techhangout เขาเอามาเปรียบเทียบให้ดุ ว่าก่อนกับอัฟ มันดีขี้นยังไง แล้วทีมงานได้กดอัฟเดดไปยังหละครับ มันมี ota มาหรือป่าวล่าสุด

    • Gimme

      Gimme Post on March 5, 2020 at 11:51 pm

      #1017678

      เพิ่งมีตัวล่าสุดมาเมื่อสองวันก่อน หลังการทดสอบนี้ครับ ซึ่งก็เป็นอย่างที่แจ้งเอาไว้ท้ายบทความครับ
      "ภาพเซทนี้ Galaxy S20 Ultra ถ่ายในเฟิร์มแวร์ก่อนมีการอัพเดทล่าสุด ที่เห็นว่ามีการปรับปรุงเรื่องกล้องเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย ไว้ถ้ามีโอกาสคงจะได้ลองใหม่กันอีกรอบครับ"

      แต่ถ้าตามข่าวที่มีการอัพเดทเพื่ออัพประสิทธิภาพ มันก็ตั้งแต่เมื่อปลายกุมภา ซึ่งรหัสเป็น TBR ส่วนตัวที่เราเพิ่งได้รับอัพเดทมาก็เป็น TBM เองครับ

  4. Avatar

    popwow Post on March 6, 2020 at 12:50 pm

    #1017700

    ขอบคุณมากครับ สำหรับความพยายามทำคอนเท้นแบบนี้ 🙂

    • Gimme

      Gimme Post on March 6, 2020 at 1:34 pm

      #1017702

      ขอบคุณที่เข้าใจว่าทำคอนเท้นต์แบบนี้มันเหนื่อยเหลือเกิน T T

  5. bigA

    bigA Post on March 11, 2020 at 11:15 am

    #1017848

    สอบถามครับ ตอนโฟกัสถ่ายรูปใช้วิธีแบบไหนครับ ใช้นิ้วแตะเลือกจุดโฟกัสจุดเดียวกันทั้ง 2 เครื่องค่อยกดถ่าย หรือ ให้เครื่องโฟกัสเองแล้วกดถ่ายครับ เพราะเท่าที่ดูรูป contrast ของ SS ดูเข้มมาก..
    ขอบคุณครับ

    • Gimme

      Gimme Post on March 12, 2020 at 3:18 pm

      #1017911

      ส่วนมากให้โฟกัสเอง วัดแสงเองครับ

Leave a Reply

To Top