Advertorial

รู้จักข้อดีข้อเสียของแสงสีฟ้า อันตรายต่อดวงตา และฟิล์มตัดแสง Blue Light Cut

หลายๆ คนน่าจะเคยได้ยินเรื่องของ “แสงสีฟ้า” จากหน้าจอโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ต ว่ามันมีความรุนแรงสูง และถึงขั้นที่จะทำให้จอประสาทตาเสื่อมได้ ผมเองก็เคยได้ยินมาเหมือนกัน แรกๆ ก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เลยลองหาข้อมูลดู ก็พบว่ามีรายงานจากหลายๆ งานวิจัยและหลายๆ สถาบันเกี่ยวกับอันตรายของแสงสีฟ้าและจอประสาทตาอยู่เหมือนกันแต่ก่อนที่เราจะไปชี้ว่า แสงสีฟ้า หรือ Blue Light นี่มันอันตรายหรือไม่ดีอย่างไรนั้น เราก็ต้องมาทำความรู้จักกับแสงสีฟ้าก่อน ว่ามันมาจากไหน และมันมีแต่ข้อเสียหรือเปล่า อันนี้บอกได้เลยว่าไม่ใช่อย่างนั้นครับ เพราะแสงสีฟ้าเองก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียในตัวของมันเองเช่นกัน

หลายๆ คนน่าจะเคยได้ยินเรื่องของ “แสงสีฟ้า” จากหน้าจอโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ต ว่ามันมีความรุนแรงสูง และถึงขั้นที่จะทำให้จอประสาทตาเสื่อมได้ ผมเองก็เคยได้ยินมาเหมือนกัน แรกๆ ก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เลยลองหาข้อมูลดู ก็พบว่ามีรายงานจากหลายๆ งานวิจัยและหลายๆ สถาบันเกี่ยวกับอันตรายของแสงสีฟ้าและจอประสาทตาอยู่เหมือนกัน

แต่ก่อนที่เราจะไปชี้ว่า แสงสีฟ้า หรือ Blue Light นี่มันอันตรายหรือไม่ดีอย่างไรนั้น เราก็ต้องมาทำความรู้จักกับแสงสีฟ้าก่อน ว่ามันมาจากไหน และมันมีแต่ข้อเสียหรือเปล่า อันนี้บอกได้เลยว่าไม่ใช่อย่างนั้นครับ เพราะแสงสีฟ้าเองก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียในตัวของมันเองเช่นกัน

แสงถือเป็นคลื่นแม่เหล็กชนิดหนึ่ง ซึ่งก็มีไล่เรียงกันไปตามสีสัน ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง หรือสายรุ้งที่เราเห็นนั่นก็คือสเปคตรัมของแสง โดยช่วงของแสงสีฟ้านั้นจะอยู่ที่ 400-500 นาโนเมตร และอย่างที่ได้บอกไปก่อนหน้านี้ว่าแสงสีฟ้านั้นมีทั้งแบบดีและไม่ดี ช่วงแสงสีฟ้าที่ดีเราจะเรียกว่า blue-turquoise light ซึ่งอยู่ในช่วง 465-495 นาโนเมตร ส่วนแสงสีฟ้าที่ไม่ดีนั้นเรียกว่า blue-velvet light อยู่ในช่วง 415-455 นาโนเมตร

Blue-Turquoise Light แสงสีฟ้าฝ่ายธรรมะ หรือแสงสีฟ้าช่วงนี้ มีข้อดีคือมันจะทำงานร่วมกับ bio clock หรือนาฬิกาชีวภาพของเรา เช่นบางทีในตอนเช้าพระอาทิตย์เริ่มขึ้น แสงยังไม่ทันสว่างแต่ทำไมเราตื่นนอน นั่นเพราะแสงสีฟ้าชนิดนี้ที่มาปลุกให้เราตื่นนอน กระตุ้นให้อวัยวะส่วนต่างๆ ของเราทำงาน

Blue-Velvet Light แสงสีฟ้าฝ่ายอธรรมซึ่งมีพลังแฝง มาพร้อมกับความรุนแรงในการทะลุทะลวงสูง ซึ่งผ่านการพิสูจน์แล้วว่าที่จอประสาทตามีการเสื่อมนั้นมาจากช่วงแสงระยะนี้นี่เอง เพราะเราก็ใช้สายตาในการมองอยู่ตลอดเวลา

แน่นอนว่าเราไม่สามารถหลบ “แสงสีฟ้า” ได้พ้นอยู่แล้ว เพราะมันมีมากับทุกๆ แหล่งกำเนิดแสง ไม่ว่าจะดวงอาทิตย์ หลอดไฟต่างๆ ก็มีมาทั้งนั้น

ภาพข้างบนนี้แสดงคำตอบได้อย่างดี หลอดไฟ Cool White LED นั้นปล่อยแสงสีฟ้าในปริมาณที่สูง รวมถึงหลอด Fluorescent ชนิดกลมด้วย

ส่วนหน้าจอมือถือกับแท็บเล็ตที่เราใช้งานกันอยู่ ก็มีการปล่อยแสงสีฟ้าออกมาเช่นกันครับ ในภาพจะเห็นการเปรียบเทียบของมือถือทั้ง 3 รุ่น จะเห็นว่าช่วงคลื่นแสง 400-500 นาโนเมตรนั้นถูกปล่อยออกมาสูงที่สุด 

เปรียบเทียบหน้าจอแสดงผลโดยใช้สมการเชิงเส้นระหว่างความสว่างและการใช้พลังงานแบตเตอรี่

และนี่คือที่มาที่ไปของการผลิตฟิล์มชนิด Blue Light Cut หรือฟิล์มที่ใช้ตัดแสงสีฟ้านั่นเองครับ โดยแต่ละยี่ห้อแต่ละแบรนด์ก็จะมีความสามารถในการตัดแสงไม่เท่ากัน เห็นได้จากคลิปที่เราได้ทำการทดสอบไปในข้างต้น

สรุปสุดท้ายตรงนี้เชื่อว่าเราน่าจะได้รู้จักและได้ความรู้เกี่ยวกับแสงสีฟ้ามากขึ้น หลายคนอาจจะยังลังเลอยู่ว่าตกลง แสงสีฟ้า มันอันตรายจริงแค่ไหน แล้วแสงจากจอมือถือมันแรงพอที่จะทำลายจอประสาทตาเราเลยหรือเปล่า ใช้เวลาแค่ไหน อันนี้ผมเองก็คงไม่สามารถตอบได้ เพราะจะว่าไปแล้วเราก็เพิ่งจะมีอุปกรณ์พกพาที่มีขนาดหน้าจอใหญ่ๆ ให้เราถือใช้งานได้ทั้งวันกันเมือไม่กี่ปีนี้เอง แต่ก็อยากจะให้เก็บเอาไปคิดนิดนึงว่า

เราไม่เคยมองตรงๆ ไปที่แหล่งกำเนิดแสง คือเราไม่เคยต้องมองไปที่ดวงอาทิตย์ หรือหลอดไฟในบ้านตรงๆ อย่างมากก็แค่ใช้แสงของมันในการมองไปรอบๆ แต่ในปัจจุบัน เราจ้องไปยังหน้าจอมือถือและแท็บเล็ตซึ่งมันเป้นแหล่งกำเนิดแสง หน้าจอมันปล่อยแสงออกมาตรงๆ ซึ่งมันอยู่ใกล้กับดวงตาของเรามากๆ ห่างจากดวงตาเราประมาณแค่ 30 เซนติเมตรเท่านั้นเอง

แต่ไม่ว่าคุณจะติดฟิล์มป้องกันแสงสีฟ้าหรือไม่ติดก็ตามแต่ วิธีที่จะถนอมสายตาของเราง่ายๆ ก็คือการหยุดพักสายตาบ้าง รู้ว่าจ้องหรือเพ่งอะไรนานๆ ก็ให้หลับตาพักสัก 2-3 นาที หรือผ่อนคลายสายตาด้วยการมองไปไกลๆ สลับกับการมองใกล้ อันนี้ก็ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อดวงตาได้ครับ

30 Comments

  1. the63 Post on July 31, 2014 at 2:03 am

    #859999

    ในแสงแดดปกติที่เราเจอทุกวันๆมีมากกว่าในโทรศัพท์ เราก็ใช้ชีวิตกันได้ ไม่ต้องกังวลครับถ้าใครไม่ได้ใช้ฟิมล์ชนิดนี้

    • ANuBiS

      ANuBiS Post on July 31, 2014 at 8:45 am

      #860074

      แต่เราไม่ได้ไปเพ่งมันหนิครับ ในจอคอม ในจอโทรศัพท์คือเราเอาตาสู้แสงเลยนะ

    • Nartsupon Post on July 31, 2014 at 7:29 pm

      #860145

      แสงสีฟ้าเวลากลางวันช่วงเพิ่มความคมชัดครับ แล้วเราก็ไม่ได้ไปเพ่งที่แหล่งกำเนิดแสงโดยตรงแสงแดดสะท้อนสิ่งของมาสู่ตาของเรา (ลองมองแสงแดดโดยตรงด้วยตาเปล่าสิครับแสบตาทุกคน)

      แต่ในเวลากลางคืนแสงสีฟ้าทำให้สายตาล้าง่าย แล้วยิ่งเล่นมือถือต่างๆนาๆ มันเป็นการจ้องแหล่งกำเนิดแสงโดยตรงครับ

  2. evilspeed Post on July 31, 2014 at 2:14 am

    #860004

    แล้วติดไปสีการแสดงผลจะไม่เพี้ยนหรือครับ ขนาดจอเหลืองจอซีดยังบ่นกัน

  3. abojama

    abojama Post on July 31, 2014 at 2:25 am

    #860008

    แล้ว app นี้ พอช่วยได้ไหมครับ??
    https://play.google.com/store/apps/details?id=jp.ne.hardyinfinity.bluelightfilter.free

    • binla Post on July 31, 2014 at 4:19 am

      #860025

      ลองละ รู้สึกดีเหมือนกันขอบคุณที่แนะนำคับ
      แต่กินแบตเยอะเหมือนกันนะนี่

  4. candlehell Post on July 31, 2014 at 4:26 am

    #860027

    ผมสายตาสั้นเลยใช้วิธีเคลือบสารป้องกันแสงสีฟ้าที่แว่นแทนครับ (Essilor Prevencia) เวลามองเงาสะท้อนหน้าเลนส์จะเป็นสีม่วง (ปกติเคลือบ Multicoat จะเห็นเป็นสีเขียว) แต่พอสวมแว่นเข้าไป กลายเป็นว่ามองอะไรสีจะออกโทนอุ่นขึ้น(เหมือนเติม warm white เข้าไป) ถ้าทำงานที่ต้องใช้ความถูกต้องของสี จะไม่เหมาะสมเลยครับ แต่รู้สึกได้ว่า ทำงานหน้าคอมฯได้นานขึ้น ตาไม่ค่อยรู้สึกล้าเหมือนแว่นเก่าครับ

    • mickiez43

      mickiez43 Post on July 31, 2014 at 4:32 am

      #860029

      เป็นวิธีป้องกันที่ดีที่สุดครับใส่แว่นเลนส์ที่ตัดแสงฟ้าไปเลย เพราะในบรรดาจอหลายชนิด led นี่มีแสงสีฟ้าสูงที่สุด

  5. mickiez43

    mickiez43 Post on July 31, 2014 at 4:30 am

    #860026

    มีผลน้อยมากครับแสงสีฟ้า ในตาเรามีกลไกป้องกันมากมาย uv น่ากลัวกว่ามาก แต่เราอาจจะรู้สึกรำคาญเพราะแสงสีฟ้า เป็นแสงช่วงคลื่นสั้น จึงมีพลังงานสูง

  6. MaxTaro

    MaxTaro Post on July 31, 2014 at 4:42 am

    #860032

    มีความเห็นดังนี้ครับ ผิดถูกอย่างไรขออภัยด้วย

    1. กราฟที่แสดงให้ดูนั้น แกน Y จะใช้คำว่า Relative Energy ตามที่ผมเข้าใจคือ เฉพาะในกราฟนั้นๆ มันคือค่าที่เปรียบเทียบกันเองครับ เช่น ในแสง Day Light ช่วงสีฟ้าเท่ากัน 100 สีอื่นๆ จะเป็นเท่าไหร่เมื่อเทียบกับค่ามากที่สุด (สีฟ้า) หรืออีกตัวอย่างนึงคือ Halogen สีเหลือง-ส้มคือ 100 สีอื่นๆ จะมีค่าเท่าไหร่เมื่อเทียบกับค่าสูงสุดของตัวมันเอง แต่ละกราฟจึงเทียบกันไม่ได้นั่นเอง

    2. กราฟนี้เป็นกราฟที่ให้ความรู้เรื่องสภาพแสงในการถ่ายภาพเป็นหลัก นำมาอ้างอิงเรื่องพลังงานไม่ได้ครับ

    3. ถ้าพิจารณาด้วยแหล่งกำเนิดแสงทั้ง 6 ตัวอย่างมีคุณสมบัติหลายอย่างที่แตกต่างกันมากจนเปรียบเทียบกันยากครับ เช่น Intensity, Density , Lux ยกตัวอย่างพื้นๆ เลย แสง Day Light ทุกคนที่อ่านจะเข้าใจว่าเป็นแสงแดดตอนกลางวัน ซึ่งไม่รู้ต้องใช้ LED กี่ล้านดวงมาเปิด ถ้าจะทำให้ค่าต่างๆ ที่ผมบอกด้านบนเท่ากัน ซึ่งต้องเท่ากันก่อนครับ ถึงจะวัดว่ามีแสงสีฟ้าออกมาปริมาณเท่าไหร่

    4. แสงแดดให้ UV + แสงสีฟ้าใน 1 วัน น่าจะมีมากกว่าที่มือถือตัวนึงผลิตได้ตลอดอายุไขของมันด้วยซ้ำครับ ตาเราอยู่กับแสงแดดมาไม่รู้กี่ปี ฉะนั้น การโปรโมตเรื่องอันตรายจากแสงสีฟ้านั้น มีข้อเท็จจริงผสมอยู่น้อยมากครับ ที่เหลือกก็การตลาดล้วนๆ

    ที่ร่ายซ๊ะยาวเพราะเห็นโฆษณาแล้วผมว่ามันเว่อร์ไปเยอะเลย

    • octopatr

      octopatr Post on July 31, 2014 at 2:44 pm

      #860093

      ขอบคุณครับ มีกาปรับแก้ไขในบางส่วนแล้วครับ

  7. leosungz Post on July 31, 2014 at 6:03 am

    #860051

    จอ lcd ที่นั่งทำงานกันทุกวันนั่นหละ ตัว blue light เลย notebook อีก มันเป็นแค่กิมมิกสร้างกระแสรักสุขภาพแค่นั้นแหละ

    ผมว่าที่ดีจริงๆคือพวก tempered glass ตางหากแต่ไม่ค่อยอยากเอาเข้ามาขายกัน เอาเข้ามาก็ + แพงๆทั้งๆที่ต่างประเทศอันนึ้งไม่ได้แพงเท่าไรเลย ส่งสัยเพราะมันทนมือทนเท้า ไม่พังง่ายๆมั้งเลยไม่อยากเอาเข้ามาขาย

    • octopatr

      octopatr Post on July 31, 2014 at 2:55 pm

      #860096

      ส่วนตัวผมไม่ชอบ Tempered Glass แฮะ เพราะลองติดแล้วทัชแย่ลงเยอะ

    • leosungz Post on July 31, 2014 at 4:19 pm

      #860111

      แต่ของผมกับทุกคนที่ติดก็ปกตินะ ผิวมันจะลื่นขึ้น ทัสก็แม่นปกตินะครับ ผมว่าลากติดนิ้วดีกว่าด้วยนะครับ ที่ว่าแย่ลงนี่เป็นยังไงบ้างหรอครับ

    • comserv Post on July 31, 2014 at 11:25 pm

      #860204

      สั่ง temper note3 ของ nillkin ราคาประมาณสามร้อย ก็ทัชดีเขียนลื่นกำลังดีครับ

    • leosungz Post on August 1, 2014 at 12:10 am

      #860211

      ผมก็ใช้ของ nillkin เหมือนกันผมว่ามันทัชดีมากเลยนะครับ ผมลองสั่งยี่ห้ออื่นราคาถูกมาก็ไม่ต่างกันเท่าไรนะ

  8. Ammer

    Ammer Post on July 31, 2014 at 6:12 am

    #860056

    อันนี้คือโฆษณาขายของใช่มั้ยครับ? ไม่ได้กวนนะครับเพราะรู้สึกว่าเนื้อหาออกจะเกินจริงไปนิด

    • octopatr

      octopatr Post on July 31, 2014 at 2:49 pm

      #860095

      ตามที่พาดหัวไว้ครับ มันคือ Advertorial :bigsmile:

  9. Tumman Post on July 31, 2014 at 8:22 am

    #860068

    แล้วแต่มุมมองเหมือนอาหารเสริม กินก็ดีกว่า ไม่กินก็ไม่ตาย เป็นจุดขายสำหรับคนดูแลรักษาสุขภาพ เท่านั้นเอง

  10. godmode Post on July 31, 2014 at 2:28 pm

    #860091

    ข่าวนี้มีจุดผิดหลายที่เลยนะครับ ตามที่คนอื่นแนะนำไปแล้ว ช่วยแก้ไขด้วยครับเพื่อความน่าเชื่อถือของ web
    แล้วก็ blue light มันทะลุลงไปในร่างกายไม่ได้ครับ

    • octopatr

      octopatr Post on July 31, 2014 at 2:48 pm

      #860094

      เอ.. เท่าที่ผมอ่านมาจากหลายรายงาน มันเข้าไปกระตุ้นการทำงานของเซลได้นะครับ

  11. hearnfar Post on July 31, 2014 at 2:57 pm

    #860097

    มือถือจอที่ติดเหลืองมาก็ไม่ต้องบ่นคนผลิตแล้วนะครับ เพราะเค้าห่วงสุขภาพของเรา

    • saratew

      saratew Post on July 31, 2014 at 3:26 pm

      #860101

      ท่าจะจริงครับ 🙂

  12. nakarint

    nakarint Post on July 31, 2014 at 10:10 pm

    #860188

    นี่ถ้าไม่มีคนที่มีความรู้มาช่วยคอมเม้นท์ ผู้คนคงแตกตื่นไปซื้อฟิล์มที่เป็นสปอนเซอร์ให้ขายดิบขายดีไปแล้ว
    ด้วยความเชื่อถือเวปฯที่เป็นสมาชิกอยู่ ทำการตลาดได้ครับแต่อย่าทำให้แตกตื่น

  13. สี่ฤดู

    สี่ฤดู Post on July 31, 2014 at 10:34 pm

    #860194

    ป้องกันไว้แบบไม่ต้องลงทุนก็ได้ อย่างแอปตัวนี้จะลดแสงสีฟ้ากี่เปอร์เซ็นตามใจ แถมยังคอยเตือนว่าเราใช้งานนานไป อันนี้ชอบเพราะผมมักจะเล่นเพลินนานมากๆ ตาล้าเหมือนกัน ลองดู ไม่ชอบก็ลบทิ้ง เขาให้ใช้ฟรี
    https://play.google.com/store/apps/details?id=protect.eye

  14. WhiteCat

    WhiteCat Post on August 1, 2014 at 2:57 am

    #860225

    มันไม่ใช่แค่ Blue Light หรอกที่อันตราย
    ในช่วง visible light ทั้งหมด ถ้ามีพลังงานมากพอ ก็สามารถทำลายจอประสาทตาได้เลย (retinal burn)
    อย่างเช่น พวก laser pointer (ปากกาเลเซอร์) (ประมาณ 500-700 nm) พลังงานซัก 100mW ถ้าเข้าตานานพอ ก็บอดได้เลย

    อยากรู้ว่า จอแต่ละยี่ห้อ ปล่องพลังงานแต่ละช่วงคลื่นออกมาเท่าไรมากกว่า
    แล้วส่วนของฟิลม์มันลดได้กี่ % (ตามไปดูที่เว็บก็ไม่มีบอก) ฟิล์ม ติดรถยนต์ยังมี % บอกเลย
    แบบนี้จะรู้ได้อย่างไรว่าช่วยได้มากน้อยแค่ไหน

    กันไว้ดีกว่าแก้….
    แสงมีผลต่อ retinal ส่วนการเพ่งจอนาน ๆ มีผลต่อกล้ามเนื้อตา(โฟกัสภาพในตำแหน่งเดิมนาน ๆ)

  15. mickiez43

    mickiez43 Post on August 1, 2014 at 8:11 am

    #860258

    ขออภัยซ้ำ

  16. mickiez43

    mickiez43 Post on August 1, 2014 at 8:12 am

    #860257

    ขออภัยซ้ำ

  17. mickiez43

    mickiez43 Post on August 1, 2014 at 8:36 am

    #860256

    ผมว่าเรื่องพลังงานถ้าเล่นในแสงสว่างเพียงพอไม่น่ามีปัญหา ตราบใดที่ออกแสงแดดไปแล้วจอมือถือแทบจะมองไม่เห็น แสดงว่ามันเทียบไม่ได้เลยกับแสงอาทิตย์ เว้นแต่ว่าปิดไฟเล่นแล้วเปิดสว่างสุดๆ นี่แสงวิ่งผ่านม่านตาเข้าไปเต็มๆ

    ถามว่าแสงสีฟ้าตัดออกไปเยอะมั้ยผมว่าคงตัดออกไปได้เยอะพอสมควรนะจากรีวิวนี่สีฟ้าแทบจะมืดไปเลย เพราะมันไม่มีผลกระทบกับการมองอย่างอื่น ถ้าอย่างเป็นเลนส์แว่นก็จะตัดไม่มากเพราะ แสงสีฟ้าที่ดี มีส่วนช่วยในการมองเห็นตอนกลางคืนหรือในที่แสงน้อย

    วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือ ปรับแสงให้พอดีกับสภาพแสงแวดล้อม พักสายตาเปลี่ยนระยะโฟกัสให้กล้ามเนื้อยึดเลนส์ได้ผ่อนบ้าง ทานสารอาหารที่บำรุงสายตาและต้านอนุมูลอิสระ ในกลุ่ม Carotenoid เช่น วิตามินA Lutein Zeaxanthin เพราะอาการจอประสาทตาเสื่อมเกิดจากภาวะ Oxidative Stress

    เมื่อเราประคองตาไปได้จนอายุมากขึ้น กระจกตา,เลนส์ก็จะเริ่มเหลืองขึ้นเนื่องจากของเสียตามอายุไขของมัน ผลคือมันก็จะกรองแสงสีฟ้าไปด้วยตัวของมันเอง เพราะผมก็ยังไม่เคยคนเป็นจอประสาทตาเสื่อมเพราะแสงสีฟ้านะ เคยเห็นแต่คนทำงานกลางแดดนานๆ เจอ uv ซะกลายเป็นต้อกระจก ต้อหินกันซะก่อน

    แต่อย่างไรก็ดี มันก็เหมือนกับเข็มขัดนิรภัย เราก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอันตรายเมื่อไหร่ ถ้าไม่เหนือบ่ากว่าแรงกันไว้ก็ไม่เสียหายครับ
    ว่าแล้วก็ไปนั่งจ้องจอ Amoled สุดยอดแสงสีฟ้าต่อ =___=;

  18. iristoh

    iristoh Post on August 2, 2014 at 2:39 am

    #860414

    ผมงงนะ วันๆเราดูทีวีเล่นคอมพิวเตอร์กันกี่ชั่วโมง
    โดยเฉพาะคนทำงานออฟฟิซ นี่คือนั่งหน้าคอมทั้งวันจนกว่าจะลาออก
    แล้วเล่นมือถือซักกี่นาที จะบอกว่ามือถือเราจ้องใกล้กว่า
    แต่จอคอมจอทีวีมันก็ใหญ่กว่าแรงกว่ามากเป็นร้อยเท่า

    ไม่เห็นมีใครโฆษนาฟิลม์ติดทีวี ติดจอคอมเพื่อสุขภาพบ้างเลย

Leave a Reply

To Top