ภายในงาน WWDC 2026 ได้มีการประกาศยกเครื่อง Apple Intelligence ครั้งใหญ่ ซึ่งขับเคลื่อนด้วย Apple Foundation Models ร่วมกับโมเดล Gemini ของทาง Google จนได้ออกมาเป็นฟีเจอร์ AI ที่พร้อมใช้งานจริง และผู้ช่วยเสียง Siri AI โฉมใหม่ที่ตอบคำถามทั่วไป และรับรู้สิ่งที่อยู่บนหน้าจอได้อย่างชาญฉลาด

Apple Intelligence กลับมาแล้ว พร้อมใช้งานจริงแน่นอน !

เริ่มต้นที่ Apple Intelligence หลังจากหายเข้ากลีบเมฆไปนาน Apple ก็ได้ตัดสินใจยกเครื่องระบบภายในใหม่ทั้งหมด เน้นการประมวลผลบนอุปกรณ์ (On-device) และบนเซิร์ฟเวอร์โดยใช้ Private Cloud Compute เพื่อความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน

ส่งผลให้ความสามารถใหม่ของ Apple Intelligence ครอบคลุมตั้งแต่การแก้ไขรูปภาพ, การสร้างรูปภาพ, การทำงานหรือเชื่อมต่อกับแอปฯ ในระบบได้อย่างลื่นไหล ไปจนถึงการยกระดับความปลอดภัยของผู้ใช้งานด้วยโมเดล AI รุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งฟีเจอร์ที่น่าสนใจหลัก ๆ มีดังนี้

แอปรูปภาพเพิ่มฟีเจอร์ 3 เครื่องมือใหม่ แก้ไขรูปภาพได้เนียนขึ้นกว่าเดิม

Photos หรือแอปพลิเคชันรูปภาพบน iPhone เปิดตัว 3 เครื่องมือแก้ไขรูปภาพพลัง AI โดยรูปภาพที่ถูกแก้ไขจะยังมีความคมชัด และถูกฝังลายน้ำ SynthID ที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เพื่อให้สามารถระบุได้ในภายหลังว่าถูกสร้างจากปัญญาประดิษฐ์หรือเปล่า

  • Spatial Reframing: ปรับองค์ประกอบภาพให้ดีขึ้นหลังจากถ่ายไปแล้วได้ เป็นฟีเจอร์ที่ต่อยอดมาจากโมเดลพื้นฐานของ Apple Vision Pro ให้อารมณ์เหมือนว่ากำลังเปลี่ยนตำแหน่งของกล้องในสภาพแวดล้อมจริงๆ
  • Extend: ขยายเฟรมรูปภาพให้มีพื้นที่มากขึ้น ระบบจะช่วยเติมส่วนที่ขาดหายไปหรือไม่มีอยู่ในรูปภาพแต่แรกให้อัตโนมัติ
  • Clean Up: ฟีเจอร์ยอดนิยมที่มีการเปลี่ยนแปลงในแง่ที่ดีขึ้น สามารถลบวัตถุ/บุคคลพร้อมกับเติมพื้นผิวบริเวณที่โดนลบให้ดูเนียนตาเป็นธรรมชาติได้เก่งกว่าเดิม

ท่องเว็บไซต์ผ่าน Safari ได้แบบคล่องตัว และระบบการป้องกันรหัสผ่านที่เข้มข้นยิ่งขึ้น

Apple Intelligence ถูกผสานรวมกับ Safari เพื่อความคล่องตัวในการใช้งาน และการโฟกัสที่ตรงจุดยิ่งกว่าเดิม เช่น เครื่องมือจัดกลุ่มแท็บอัตโนมัติ อ้างอิงจากเนื้อหาที่ชอบหรือแท็บเว็บไซต์จำนวนมากที่มีเนื้อหาคล้าย ๆ กัน

Notify Me ฟังก์ชันใหม่บน Safari ที่จะคอยแจ้งเตือนเมื่อหน้าเว็บมีการเปลี่ยนแปลง สั่งการด้วยเสียงหรือพิมพ์เป็นข้อความก็ได้ เช่น โปรโมชันลดราคาพิเศษ, ของเติมสต็อกใหม่ ติดตามการอัปเดตหน้าเว็บไซต์ที่ผู้ใช้ให้ความสนใจได้โดยไม่จำเป็นต้องเปิดหน้าต่างทิ้งเอาไว้

Describe an Extension สร้างส่วนขยายบน Safari ได้ด้วยตนเองเพียงแค่พิมพ์สิ่งที่ต้องการ แอปรหัสผ่าน (Passwords) เพิ่มระบบแก้ไขรหัสผ่านให้ปลอดภัยด้วยการแตะเพียงครั้งเดียว เมื่อระบบตรวจพบว่ารหัสผ่านที่ใช้อยู่นั้นมีความเสี่ยงที่อาจถูกคาดเดาหรือเจาะได้ง่าย ๆ

Image Playground แบบใหม่หมด เป๊ะกว่าเดิม เหมือนจริงกว่าเดิม

ฟีเจอร์ Image Playground สามารถสร้างรูปภาพที่สมจริงกว่าเดิมในหลากหลายสไตล์ อธิบายสิ่งที่ต้องการได้กว้างขึ้น หรือจะวงเลือกเพื่อแก้ไข, ย้ายตำแหน่ง, ปรับขนาดเฉพาะส่วนก็ได้

ผู้ใช้สามารถสร้างรูปภาพเพื่อนำไปใช้เป็นภาพวอลเปเปอร์, พื้นหลังห้องแชทบนแอป Messages และเลือกอัตราส่วนเฉพาะแบบอื่น ๆ ได้เพิ่มเติม เช่น ภาพแนวนอนสำหรับเว็บไซต์หรือภาพแนวตั้งเพื่อทำเป็นใบปลิว

เข้าใจ Context ได้อย่างชาญฉลาดบนหลากหลายแอป เช่น Messages, Mail และ Phone

Apple Intelligence จะช่วยวให้ผู้ใช้จัดการสิ่งต่าง ๆ ระหว่างการติดต่อสื่อสารได้ง่ายยิ่งขึ้น ด้วยการสร้างคำแนะนำ (Suggestion in Messages) อ้างอิงจากข้อความหรือรูปแบบการสนทนาด้วยการกดเพียงครั้งเดียว เช่น

  • สร้างการแจ้งเตือนหรือเพิ่มข้อความลงในโน้ตเพื่อเตือนความจำ
  • กดแตะ “ค้นหารูปภาพ” เมื่อเพื่อนแชทข้อความว่าต้องการรูปภาพ…. ระบบจะทำการแนะนำหรือหารูปที่ใกล้เคียงมาให้ทันทีโดยอ้างอิงจาก Keywords ในข้อความ

แอป Mail เพิ่มคำแนะนำจากเนื้อหาภายในอีเมล เช่น บันทึกช่องทางติดต่อ, เพิ่มนัดหมายตามที่ได้รับแจ้ง ไปจนถึงแอป Calendar รองรับการเพิ่มนัดหมายด้วยการพิมพ์ภาษาธรรมชาติ (Natural Language) ระบบจะระบุชื่อผู้ติดต่อและสถานที่ พร้อมกำหนดชื่อกิจกรรมให้อัตโนมัติ

Call Context อันนี้น่าสนใจ เมื่อผู้ใช้ทำการสนทนา Apple Intelligence สามารถทำงานข้ามแอปฯ เพื่อดึงข้อมูลมาได้ เช่น โทรหาสายการบินเพื่อเปลี่ยนเที่ยวบิน ระบบจะไปดึงรหัสการจองมาจากอีเมลหรือข้อความมาโชว์บนหน้า Phone ช่วยลดขั้นตอนที่ยุ่งยากในการสลับหน้าต่างแอปฯ ไปมา

ฟีเจอร์อื่น ๆ ที่น่าสนใจของ Apple Intelligence

  • Describe a Shortcut บนแอปคำสั่งลัด (Shortcuts) สามารถพิมพ์คำอธิบายเพื่อสร้างคำสั่งลัดได้ด้วยตนเอง รองรับภาษาธรรมชาติ
  • Automatic Proofreading แสดงคำแนะนำด้านการสะกด, คำผิด, รูปแบบประโยคและไวยากรณ์ขณะที่ผู้ใช้พิมพ์ข้อความอัตโนมัติ
  • HomeKit Secure Video ปรับการแจ้งเตือนให้ดูได้ง่ายยิ่งขึ้น พร้อมสร้างคำอธิบาย (description) เกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในภาพจากกล้องวงจรปิด และค้นหาสิ่งที่ต้องการย้อนดูได้ผ่านการพิมพ์ Keywords

เบื้องต้น Apple Intelligence พร้อมให้ใช้งานภายในปีนี้พร้อมการปล่อยอัปเดตซอฟต์แวร์ iOS 27, iPadOS 27, macOS 27, watchOS 27 และ visionOS 27 ในหลายภาษาแต่ยังไม่รองรับภาษาไทย

Siri + Apple Intelligence กลายเป็น Siri AI ที่ตอบคำถามและทำงานข้ามแอปฯ ได้อย่างลื่นไหล

ไฮไลต์สำคัญสุดท้ายในงาน WWDC 2026 ก็คือการเปิดตัว “Siri AI” ผู้ช่วยที่เก่งยิ่งขึ้น สนทนาได้ลื่นไหลขึ้น มีฐานข้อมูลที่เยอะขึ้น และสามารถรับรู้สิ่งที่อยู่บนหน้าจอเพื่ออำนวยความสะดวกผู้ใช้งานได้ โดยมีการทำแอปพลิเคชัน Siri AI แยกออกมาต่างหาก ให้ผู้ใช้ย้อนดูการสนทนาหรือเรียกใช้งานระหว่างอุปกรณ์ได้อย่างไร้รอยต่อ

Siri AI เวอร์ชันใหม่สามารถเรียกใช้งานได้จากทุกระบบปฏิบัติการ ไม่ว่าจะเป็น

  • iPhone: กดปุ่มด้านข้าง, พูดว่า Hey Siri หรือปัดลงจาก Dynamic Island
  • iPad และ Mac: เรียกใช้งานผ่าน Spotlight หรือกดปุ่มกด Control แล้วคลิก
  • Apple Watch, CarPlay และ AirPods: เรียกใช้งานได้อย่างต่อเนื่องจากทุกที่
  • Vision Pro: เรียกใช้ Siri ได้ทุกเมื่อ แค่มองไปบริเวณไอคอนจากนั้นจึงป้อนคำสั่ง

Demo หลัก ๆ ที่โชว์ในงาน WWDC 2026 จะเน้นไปที่การทำให้รู้ว่า Siri สามารถทำงานข้ามแอปฯ ได้ดีมากแค่ไหน รองรับการค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต และสนทนาได้อย่างต่อเนื่อง เพิ่มนัดหมาย, ใส่ข้อมูลลงโน้ต และให้คำแนะนำในการเขียนเมล สรุปข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว

แอป Siri แบบสแตนด์อโลน

แอปพลิเคชัน Siri แบบ Stand-alone สามารถเปิดใช้งานได้บน iOS 27, iPadOS 27 และ macOS 27 (Golden Gate) ผู้ใช้สามารถคุยสนทนากับ Siri AI ได้ผ่านแอปฯ นี้โดยตรงทั้งในโหมดข้อความหรือคำสั่งเสียง ประวัติการสนทนาจะถูกเก็บบันทึกเอาไว้ ย้อนกลับมาดูได้เรื่อย ๆ และซิงก์ผ่านระบบ iCloud

Siri Mode บนแอปกล้อง และ Visual Intelligence ที่อัปเกรดให้ดีกว่าเดิม

Siri Mode in Camera เป็นการเพิ่มโหมด Siri เข้ามาในแอปกล้องโดยเฉพาะ เพื่อให้คำตอบ, คำอธิบาย และข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับสิ่งที่อยู่ในกล้องด้วยความสามารถของ Visual Intelligence เช่น ข้อมูลทางโภชนาการของอาหารในรูปถ่าย, สแกนบิลเพื่อคำนวณค่าอาหาร

นอกจากนั้น Visual Intelligence ยังถูกขยายไปยัง macOS ที่เรียกใช้งานผ่านปุ่มทางลัด ลากคลุมส่วนที่ต้องการจะถาม (Ask Siri) หรือรับคำแนะนำตามสิ่งที่อยู่บนหน้าจอได้เลยทันที เช่น การเพิ่มนัดหมายลงปฏิทินหลายรายการในครั้งเดียวด้วยการใช้ข้อมูลจากรูปภาพ

ปรับแต่งโทนเสียงของ Siri ได้ตามใจ

Apple ระบุว่าเพื่อยกระดับประสบการณ์การใช้งานด้วยเสียงของ Siri AI ผู้ใช้สามารถกำหนดโทนเสียง และรูปแบบการพูดของ Siri ได้อย่างละเอียด มีแถบเลื่อนให้ลากปรับระดับ และพรีเซ็ตเสียงสำเร็จรูปหลากหลายรูปแบบ

นอกจากนั้นฟีเจอร์แปลงเสียงเป็นข้อความ (dictation engine) ยังได้รับการปรับปรุงให้ฉลาดขึ้นด้วย ระบบสามารถแบ่งวรรคตอน ใช้ตัวพิมพ์ใหญ่หรือปรับรูปประโยคให้เป๊ะได้อัตโนมัติ ผู้ใช้สามารถพูดด้วยภาษาธรรมชาติได้เลย

Siri AI จะปล่อยอัปเดตให้ใช้งานเมื่อไหร่ ?

เบื้องต้น Siri AI จะพร้อมใช้งานบน iOS 27, iPadOS 27, macOS 27 และ visionOS 27 สำหรับนักพัฒนาก่อนเป็นกลุ่มแรก จากนั้นจะพร้อมใช้งานเวอร์ชัน Beta ภายในปี 2027 โดยรองรับภาษาอังกฤษก่อนในช่วงแรก ก่อนที่จะขยายไปยังภาษาอื่น ๆ ในอนาคต

ที่มา: Apple (1) (2)

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง