แม้ว่า iPhone 18 Pro Max จะมีแนวโน้มปรับราคาวางจำหน่ายสูงขึ้นราว 200 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 7,000 บาท) แต่รายงานล่าสุดจาก Counterpoint Research กลับชี้ให้เห็นว่า Apple อาจต้องเผชิญกับอัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลง เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนอย่าง iPhone 17 Pro Max
วิเคราะห์ต้นทุนจากอินโฟกราฟิก Counterpoint Research
จากข้อมูลอินโฟกราฟิกเปรียบเทียบต้นทุน BoM ของ iPhone 17 Pro Max และ ต้นทุนคาดการณ์ของ iPhone 18 Pro Max ใน รุ่น 12GB + 1TB พบการเปลี่ยนแปลงขององค์ประกอบต้นทุนอย่างน่าสนใจดังนี้

1. สัดส่วนต้นทุนหน่วยความจำ (NAND & DRAM) พุ่งกระฉูด
- NAND Flash & DRAM : จากสัดส่วนต้นทุนในรุ่น iPhone 17 Pro Max ที่อยู่ระดับล่างของกราฟ (สีแดงเข้มและสีแดง) ในรุ่น iPhone 18 Pro Max กลับขยายตัวขึ้นอย่างชัดเจนจนกินพื้นที่เกือบครึ่งหนึ่งของต้นทุนทั้งหมด
- สาเหตุ : การปรับตัวขึ้นของราคา DRAM และ NAND ในตลาดโลก ทำให้รุ่นความจุสูงอย่าง 1TB ซึ่งต้องใช้ปริมาณชิปความจำจำนวนมาก ได้รับผลกระทบทางตรงและรุนแรงที่สุด
2. ต้นทุนชิปประมวลผล (Processor / SoC) เพิ่มขึ้น
- ชิป A20 Pro (TSMC 2nm) : ชิปประมวลผลรุ่นใหม่ประหยัดพลังงานและทรงพลังยิ่งขึ้น ทว่าด้วยเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูงขนาด 2 นาโนเมตรจาก TSMC ผนวกกับเทคโนโลยีการแพ็คเกจชิประดับสูง ส่งผลให้ราคาต่อหน่วยของ Processor เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
3. ต้นทุนกล้อง ปรับขึ้นเล็กน้อย
- นวัตกรรมกล้องใหม่ : ชิ้นส่วนกล้องมีการปรับเพิ่มต้นทุนขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากการนำเทคโนโลยีเลนส์และเซนเซอร์รุ่นใหม่เข้ามาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการถ่ายภาพและวิดีโอ
4. ส่วนช่วยชดเชย : หน้าจอ (Display) และชิ้นส่วนอื่นๆ (Others)
- ราคาหน้าจอลดลง : ต้นทุนพาเนลหน้าจอแสดงผลปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับรุ่น iPhone 17 Pro Max
- ส่วนประกอบอื่นๆ ลดลง : ชิ้นส่วนย่อย เช่น โครงสร้างตัวเครื่อง แบตเตอรี่ และส่วนประกอบทั่วไป มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยลดลง ซึ่งช่วยบรรเทาไม่ให้ต้นทุนรวมปรับตัวสูงขึ้นมากไปกว่านี้
การตั้งราคาของ Apple ทำไมราคาขายเฉลี่ยต้องปรับขึ้น?
ด้วยภาระต้นทุนหน่วยความจำที่พุ่งสูงขึ้น คาดว่า Apple จะเปลี่ยนมาใช้กลยุทธ์ ปรับราคาขายตามขนาดความจุ แทนการปรับขึ้นราคาแบบเท่ากันหมดทุกรุ่น
กำไร Apple อาจลดลง
แม้ว่า Apple อาจตัดสินใจปรับขึ้นราคาขายปลีกเฉลี่ยของ iPhone 18 Pro Max ขึ้นถึง $200 แต่เมื่อหักลบกับต้นทุน BoM ที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยเกือบ $300 แล้ว จะเห็นได้ว่าส่วนต่างของต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนั้นยังคงสูงกว่าราคาขายที่ปรับเพิ่มขึ้น
ส่งผลให้ อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin Percentage) ของ iPhone 18 Pro Max มีแนวโน้มที่จะลดลงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับ iPhone 17 Pro Max ถือเป็นโจทย์ใหญ่ของ Apple ในการบริหารจัดการต้นทุนและการตั้งราคาเพื่อไม่ให้กระทบต่อความต้องการซื้อของผู้บริโภคในอนาคต
ที่มา : counterpointresearch, gizmochina

Comment