ใครที่ใช้งาน Windows 10 หรือ Windows 11 อาจไม่เคยรู้มาก่อนว่า ระบบมีการสร้างรหัสประจำอุปกรณ์ที่ช่วยให้ Microsoft แยกแยะได้ว่า กิจกรรมบางอย่างมาจากคอมพิวเตอร์ Windows เครื่องเดิม แม้ผู้ใช้จะเปลี่ยนเครือข่าย Wi-Fi เปิด VPN หรือเดินทางไปใช้งานในต่างประเทศก็ตาม
รหัสดังกล่าวเรียกว่า Global Device ID หรือ GDID โดยจะผูกกับอุปกรณ์หรือการติดตั้ง Windows แต่ละชุดแยกจากกัน หากลง Windows ใหม่หรือเปลี่ยนไปใช้คอมพิวเตอร์เครื่องอื่น ก็อาจได้รับรหัสใหม่ ไม่ได้เป็นรหัสประจำตัวที่ติดตามผู้ใช้ข้ามเครื่องโดยตรง อย่างไรก็ตาม Microsoft หรือเจ้าหน้าที่ยังอาจเชื่อมโยงได้ว่าอุปกรณ์หลายเครื่องเป็นของบุคคลเดียวกัน จากข้อมูลอื่น เช่น บัญชี Microsoft อีเมล หมายเลขโทรศัพท์ หรือประวัติการลงชื่อเข้าใช้

ข้อมูลเรื่อง GDID กลายเป็นประเด็นขึ้นมา หลัง Microsoft ส่งมอบข้อมูลให้เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ จนนำไปสู่การระบุตัว Peter Stokes ชายวัย 19 ปี ผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นสมาชิกกลุ่มแฮกเกอร์ Scattered Spider ซึ่งเกี่ยวข้องกับการโจมตีบริษัทจำหน่ายเครื่องประดับหรูและเรียกค่าไถ่มูลค่าประมาณ 8 ล้านดอลลาร์
คนร้ายถูกตำรวจฟินแลนด์จับกุมที่สนามบินเฮลซิงกิในเดือนเมษายน 2026 ขณะกำลังเตรียมเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น ก่อนถูกส่งตัวไปดำเนินคดีในสหรัฐฯ ภายหลัง
ระหว่างการสืบสวน เจ้าหน้าที่พบว่าผู้ก่อเหตุใช้ทั้ง VPN และ Proxy Server เพื่อปกปิด IP Address และตำแหน่งที่แท้จริง แต่ Microsoft สามารถเชื่อมโยงกิจกรรมจากคอมพิวเตอร์ Windows เครื่องเดิมผ่าน GDID และนำข้อมูลไปประกอบกับหลักฐานจากบริการออนไลน์อื่น ๆ จนสามารถระบุตัวผู้ต้องสงสัยได้
TweakTown ระบุว่า GDID อาจถูกสร้างขึ้นระหว่างการตั้งค่า Windows หรือเมื่อลงชื่อเข้าใช้บัญชี Microsoft โดยรหัสจะถูกเก็บไว้ทั้งภายใน Registry ของ Windows และฝั่งเซิร์ฟเวอร์ของ Microsoft อีกทั้งยังคงอยู่หลังติดตั้งอัปเดต และผู้ใช้ไม่มีเมนูสำหรับแก้ไขหรือเปลี่ยนรหัสได้โดยตรง

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่า Microsoft สามารถเห็นทุกเว็บไซต์ ทุกไฟล์ หรือทุกกิจกรรมที่ผู้ใช้ทำบนคอมพิวเตอร์ เพราะ GDID ทำหน้าที่เป็นรหัสระบุการติดตั้ง Windows ไม่ใช่เครื่องมือบันทึกหน้าจอหรือประวัติการใช้งานทั้งหมด
นอกจากนี้ Microsoft ไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่า Windows ทุกเครื่องจะต้องมี GDID เสมอไป แต่ Windows 10 และ Windows 11 รุ่นใหม่สามารถได้รับรหัสดังกล่าว เมื่อเชื่อมต่อกับบริการของ Microsoft ที่รองรับระบบนี้
กรณีนี้จึงสะท้อนว่า แม้ VPN จะช่วยซ่อน IP Address ได้ แต่ไม่ได้ทำให้คอมพิวเตอร์ไร้ร่องรอยโดยสมบูรณ์ เนื่องจากรหัสประจำอุปกรณ์และข้อมูลจากบริการต่าง ๆ ยังสามารถถูกนำมาเชื่อมโยงกัน และส่งมอบให้เจ้าหน้าที่ได้เมื่อมีคำสั่งหรือกระบวนการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ที่มา : TweakTown

Comment