มีรายงานจากผู้ใช้ Windows 10 และ Windows 11 บางส่วนว่า หลังเปิดเครื่องใช้งานไปประมาณ 3-5 นาที เครื่องจะค้างจนแทบกดอะไรไม่ได้ บางคนยังพบว่าอาการนี้เกิดเฉพาะตอนที่เครื่องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตด้วย โดยหลังจากลองไล่หาสาเหตุ ผู้ใช้หลายรายพบว่า ช่วงเวลาที่เครื่องเริ่มค้างใกล้เคียงกับการทำงานของระบบที่ชื่อ Secure-Boot-Update ซึ่งเป็นงานเบื้องหลังของ Windows

พอทดลองปิดระบบนี้ชั่วคราว บางรายพบว่าเครื่องกลับมาใช้งานได้ตามปกติ อาการค้างหายไป จึงเริ่มมีการตั้งข้อสังเกตว่า Secure-Boot-Update อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหานี้ โดยเฉพาะกับคอมพิวเตอร์รุ่นเก่าบางเครื่อง
อย่างไรก็ตาม ระบบนี้ไม่ใช่โปรแกรมแปลก ๆ หรือไวรัส แต่เป็นส่วนหนึ่งของ Windows ที่ Microsoft ใช้สำหรับอัปเดตระบบ Secure Boot ซึ่งเป็นระบบความปลอดภัยที่ช่วยตรวจสอบตั้งแต่ตอนเปิดเครื่องว่า มีซอฟต์แวร์อันตรายหรือไฟล์ผิดปกติพยายามแทรกตัวเข้ามาก่อน Windows เริ่มทำงานหรือไม่

สาเหตุที่ Microsoft ต้องอัปเดต Secure Boot ในช่วงนี้ เพราะใบรับรองความปลอดภัยชุดเก่าที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2011 กำลังทยอยหมดอายุ โดยบางส่วนหมดอายุไปแล้วในเดือนมิถุนายน 2026 และยังมีใบรับรองสำคัญอีกตัวที่จะหมดอายุในวันที่ 19 ตุลาคม 2026
Microsoft จึงกำลังทยอยส่งใบรับรองชุดใหม่ผ่าน Windows Update ไปยังคอมพิวเตอร์ทั่วโลก เพื่อให้ Secure Boot ยังสามารถทำงานและรองรับการอัปเดตด้านความปลอดภัยต่อไปได้
ปัญหาคือ ในคอมพิวเตอร์บางรุ่น โดยเฉพาะเครื่องเก่าที่ใช้ BIOS หรือ UEFI รุ่นเก่า กระบวนการอัปเดต Secure Boot อาจทำงานได้ไม่สมบูรณ์ ทำให้ระบบต้องลองอัปเดตใหม่ซ้ำ ๆ และอาจเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เครื่องมีอาการผิดปกติ
แต่ตอนนี้ Microsoft ยังไม่ได้ยืนยันอย่างเป็นทางการว่า Secure-Boot-Update เป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้ Windows ค้างหลังเปิดเครื่อง 3-5 นาที และปัญหานี้ก็ยังไม่ได้ถูกใส่ไว้ในรายการบั๊ก Known Issues ของ Microsoft เพราะฉะนั้น ตอนนี้จึงยังสรุปไม่ได้ว่าเป็นบั๊กของ Windows โดยตรง หรือเกิดเฉพาะกับคอมพิวเตอร์บางรุ่นเท่านั้น
ถ้าใครเจออาการคล้ายกัน เบื้องต้นแนะนำให้อัปเดต Windows รวมถึง BIOS หรือ UEFI ของเครื่องให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดก่อน ส่วนการปิด Secure-Boot-Update ควรใช้แค่เพื่อทดสอบหรือแก้ขัดชั่วคราวเท่านั้น ไม่ควรปิดถาวร เพราะระบบนี้ยังจำเป็นสำหรับการอัปเดตความปลอดภัยของ Secure Boot ในระยะยาว
ที่มา : neowin

Comment