News

เพราะโลกเปลี่ยน…เกมก็เปลี่ยน เรียนรู้ที่จะต้องปรับตัวกับ 3 ข้อแห่งความจริงของโลกแห่งเกม

ไม่น่าเชื่อว่าในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมาจะมีเกมปิดตัวลงมากมาย ทั้งที่เป็นข่าวออกตามที่ต่างๆ เหล่าเกมดังๆ ที่กราฟฟิคอลังการงานสร้าง หรือจะเป็นมือถือที่ไม่มีหน้าข่าวลงตามที่ต่างๆ ก็มีอยู่มากมาย ซึ่งทุกครั้งที่ผมเห็นหรือได้ยินจากเพื่อนๆ ของผมก็น่าใจหายทุกครั้ง และหัวข้อที่ผมจะเขียนต่อจากนี้ก็อาจจะเป็นความจริงแห่งโลกเกม ที่ทำให้วงจรของเกมมากมายต้องเปลี่ยนไป

ไม่น่าเชื่อว่าในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมาจะมีเกมปิดตัวลงมากมาย ทั้งที่เป็นข่าวออกตามที่ต่างๆ เหล่าเกมดังๆ ที่กราฟฟิคอลังการงานสร้าง หรือจะเป็นมือถือที่ไม่มีหน้าข่าวลงตามที่ต่างๆ ก็มีอยู่มากมาย ซึ่งทุกครั้งที่ผมเห็นหรือได้ยินจากเพื่อนๆ ของผมก็น่าใจหายทุกครั้ง และหัวข้อที่ผมจะเขียนต่อจากนี้ก็อาจจะเป็นความจริงแห่งโลกเกม ที่ทำให้วงจรของเกมมากมายต้องเปลี่ยนไป

1.ทีมพัฒนาเปลี่ยนมือ หรือถูกไล่ออกทั้งชุด

ในบ้านเราเกือบ 99% ไม่ว่าจะแพลตฟอร์มไหนก็ตามทั้ง PC , บนมือถือ , เว็ป ทั้งหมดจะซื้อสิ่งที่เรียกว่า ลิขสิทธิ์หรือ license มาจากต่างประเทศทั้งสิ้นส่วนใหญ่จะมาจากจีน / เกาหลี / ไต้หวัน หรือญี่ปุ่นบ้าง อาจจะมีจากฝั่งยุโรปแต่ก็ไม่เยอะเท่าไหร่ ซึ่งเกมนี้ล้วนจะมีทีม Dev. ของแต่ละเกมอยู่แล้ว ซึ่ง Dev. ของแต่ละเกมจะมีหน้าที่ค่อยพัฒนาให้เกมดีขึ้นไปเรื่อยๆ หรือการอัพเดทต่างๆ ล้วนก็มาจากมือ Dev. เหล่านี้ทั้งสิ้น

และเหตุการณ์แบบนี้ล้วนเกิดขึ้นบ่อยกับบริษัทเกมที่อยู่ในระดับกลางหรือล่าง อาจจะรวมถึงยักษ์ใหญ่ด้วย นั้นก็คือ ทีม Dev. เปลี่ยนชุด หรือมีเหตุที่ถูกไล่ออก ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้จะทำให้เกมหยุดชะงักลง และกว่าที่ทีม Dev. ชุดใหม่จะเข้ามาทำและพัฒนาต่อจากของเดิมได้ก็ใช้เวลานานโข ยกตัวอย่างเกมๆ นึง เกมกำลังไปได้ดีทั้งจำนวนคนเล่นที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ , จำนวนคนเติมเงินที่มาเรื่อยๆ และเกมกำลังไต่จากระดับกลางขึ้นไปเรื่อยๆ แต่แล้วทีม Dev. เกิดหารเปลี่ยนแปลงเนื่องจากเหตุผลบางอย่าง ทำให้เกมที่กำลังขึ้น หยุดการอัพเดตลงไป จากที่มีความสนุกผู้เล่นก็เริ่มเรียกร้องการอัพเดตใหม่ๆ และทางผู้ที่ซื้อ ลิขสิทธิ์ไปก็เรียกร้องต่อไปยัง Dev. แต่ Dev. ไม่อยู่แล้วต้องรอทีมชุดใหม่มา

 

ปัญหามันอยู่ตรงนี้ละ ไม่มี Dev. ก็เท่ากับเกมหยุดชะงักลง ถึงจะมีข้อมูลให้อัพเดตอยู่บ้างแต่ย่อมไม่ใช่การอัพเดตใหญ่ๆ อย่างแน่อน เพราะการอัพเดตในแต่ละครั้ง จะมีวงจรแบบนี้ครับ ทางบริษัทที่ซื้อ ลิขสิทธิ์ ไปจะต้องรับตัวทดสอบมาก่อน จากนั้นทดสอบหาบัคต่างๆ กลับไปยัง Dev. แต่ถ้าไม่มี Dev. ละเกิดอะไรขึ้น ? นั้นก็คือมันกลับไปแก้บัคไม่ได้ ถึงจะมี Dev. ชุดใหม่แต่ไม่ใช่แกะซองต้มน้ำร้อนแล้วกินได้เลย เช่นกัน Dev. ไม่ได้มีคนเดียว อย่างน้อยๆ ก็ต้องมีมากกว่า 2 คนขึ้นไปแน่นอน ความเข้าใจ ความเข้าขากันมันต้องใช้เวลา ซึ่งทำให้กว่าเกมจะเดินต่อไป ผู้เล่นก็หนีหายไปแล้ว ไปเล่นเกมอื่นแทน และถึงจะมีการอัพเดตไปแล้วแต่ความแรง และอื่นๆ มันไม่เหมือนก่อนแล้ว ทำให้อัพเดตไปก็ไม่ส่งผลเป็นวงกว้างแบบตอนที่เกมเปิดตัวใหม่ๆ 

ตัวอย่างเกมที่เพิ่งปิดให้บริการไป เป็นเกม PC ที่มีกราฟฟิคระดับสูงมาก แต่จำนวนคนเล่นกับสวนทางกัน

เหตุผลข้อนี้ ถือว่าน่าเห็นใจทางทีมที่ซื้อ ลิขสิทธิ์ ไปอย่างมากเพราะเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงมันได้เลย ทำได้เพียงรับหน้าเหหล่าผู้เล่นหรือไม่ก็เปิดเกมใหม่ แต่เหตุผลข้อนี้อาจจะไม่ใช่ทุกเกมนะครับ เพราะยังมีเกมที่ไม่ได้ทีม Dev. มานานแล้วก็มี

 

2.เกมเมอร์มีทางเลือกมากขึ้น ตลาดเกมเปลี่ยนไป

ทุกวันนี้เกมเมอร์มีทางเลือกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเกมมือถือที่มีอยู่มากมายที่นับเฉพาะปีนี้ก็มีเกมมือถือเปิดตัวมากกว่า 50 เกมไปแล้ว O_O ยังไม่นับเกมมือถือต่างประเทศทั้งญี่ปุ่น เกาหลีหรือจีน ที่เปิดตัวกันอย่างกับมด รวมไปถึงเกมบน Stream ที่มีให้เลือกมากมาย ไม่ว่าจะเป็มเกมฟรี , Game Offline ที่มีราคาไม่แพง รวมถึงคุณภาพของเกมก็จัดได้ว่าสุดยอด หรือจะเป็น PC Online ที่เกาหลี จีน หรือญี่ปุ่น ฝั่งยุโรปก็เปิดกันแบบรัวๆ เหตุผลเหล่านี้ทำให้เกมเมอร์มีทางเลือกมากขึ้น หากเกมไหนพลาดเพียงนิดหน่อย หรือไม่ตอบโจทย์ของเกมเมอร์ได้ เกมนั้นนับเวลาถอยหลังได้เลย มีคำกล่าวในกลุ่มเพื่อนๆ ของผมว่า ” ตลาดในเมืองไทยเป็นตลาดเกมที่เดาใจยากมากที่สุดในโลก 555 ” ซึ่งผมก็ไม่มั่นใจว่ามันจริงหรือเปล่า แต่ในความรู้สึกมันก็มีเหตุผลมากๆ เลยทีเดียว

เพราะเกมเมอร์บ้านเรา จากที่ผมสังเกตุมาหลายๆ เกม หากเกมไหนยืนระยะไม่แข็งพอ หรือระบบหลังบ้านของเกมนั้นๆ ไม่ดีพอ แล้วบังเอิญมีเกมใหม่มาพอดี เหล่าเกมเมอร์เหล่านั้นก็พร้อมใจกันเปลี่ยนเกมไปเล่นเกมใหม่ทันที โดยไม่สนใจว่าเกมที่ตัวเองเลิกเล่นไปจะเป็นอย่างไร แถมยังไปไซโคใส่คนอื่นๆ ให้ย้ายไปเล่นเกมใหม่ด้วย 555 เหตุผลนี้ผมว่าหลายๆ คนน่าจะเคยเห็นกันมาบ้างแล้วนะครับ ส่วนใหญ่จะพบเจอกับเกมค่ายใหม่ๆ หรือน้องใหม่ ค่ายใหญ่บางเกมก็เคยพบเจอปัญหาแบบนี้มาแล้ว

เกมเมอร์บ้างท่านเล่นเกม PC Offline แล้วรู้สึกสบายใจกว่า PC ในเมืองไทยก็มี

แต่ปัญหานี้ก็ไม่ใช่จะเจอกับทุกเกม หรือเกมเมอร์ทุกคน ยังมีเกมเมอร์บางกลุ่มที่ยังเหนียวแน่นกับเกมที่ตัวเองเล่นมาเป็นเวลานาน ซี่งส่วนใหญ่จะเป้นเกมที่อยู่มานานหรือมีการอัพเดตต่อเนื่อง ดูแลผู้เล่นดีนั้นเอง

 

3.เบื่อเกมไทย!!

หัวข้อสุดท้ายนี้ผมว่า น่าจะเป็นกันหลายคนมาก เพราะปัจจุบันเกมเมอร์มากมายหันไปเล่นเกมนอกมากขึ้น ถึงจะอ่านไม่ออกก็ไม่เปนไร แต่สังคมรวมถึงเกรียนน้อยกว่าไทยแน่นอน ถึงจะมีบ้างก็เถอะ 555 รวมถึงเกมในต่างประเทศล้วนจะมีอายุยืนยาวกว่าบ้านเราพอสมควร เกมฟอร์มยักษ์หลายๆ เกมที่ไม่เข้าไทยก็เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้เกมเมอร์หันไปเล่นมากขึ้น ยกตัวอย่าง มี เกม 2 เกมเกมนึงเปิดในไทยแต่เป็นเกมที่เปิดในต่างประเทศมานาน 7-8 ปีแล้วแถมเป็นเกมทั่วๆ ไป กลับกันอีกเกมนึงเปิดตัวที่ต่างประเทศระบบสุดยอด กราฟฟิคอลังการ ถ้าถามความรู้สึกของคนเล่นอยากจะไปเล่นเกมไหน ผมละคนนึงที่ยอมมุด ยอมเสียเงินซื้อ ID เพื่อไปเล่นเกมต่างประเทศ 555 ถึงจะต้องอัพเกรดคอม อัพเน็ต ซื้อ VPN หรืออะไรก็ตามแต่ผมเชื่อว่าคนพวกนี้ยอมเสียแน่นอน เพื่อแลกกลับสุขภาพจิตใจของตัวเอง

ถึงอ่านไม่ออกก็จะเล่น 555

ข้ามมาดูฝั่งเกมมือถือบ้าง อันนี้อาจจะไม่ใช่เหตุผลทีเดียว แต่ก็มีเกมเมอร์บางส่วนที่แอนตี้เกมมือถือในไทยไปแล้ว ด้วยเหตุผลเกรียนไทย โปร หรืออะไรก็ตามแต่ แต่อาจจะน้อยกว่าเกมเมอร์ฝั่ง PC อยู่บ้าง แต่เพื่อนๆ ผมส่วนหใญ่จะเล่นเกมที่เป็น Global หรือเกมนอกกันซะส่วนใหญ่ อาจจะมีลองเกมไทยบ้างแต่ก็เล่นแบบผ่านๆ 

จากที่เหตุผลทุกข้อที่ผมเขียนๆ มาเพื่อนๆ คิดว่ามันเป็นจริงหรือไม่ เพราะยกตัวอย่างเกมเมื่อก่อนหน้านี้ ทั้งมือถือราว 1-2 ปี หรือ PC ซัก 4-5 ปีที่แล้ว ล้วนอยู่ยาวทั้งนั้น เพราะรูปแบบเกมเปลี่ยนหรือ ? ตลาดเกมเปลี่ยนไปหรือ ? เกมเมอร์เบื่อเกมไทยหรือ ? หรือ Dev. เปลี่ยนง่ายยิ่งกว่าเสื้อผ้าหรือ  ? 

 

 

Leave a Reply

To Top