หลังจากไม่กี่วันที่ผ่าน ทางผู้บริการออกมาบอกว่า จะไม่มีการเปิดตัว CMF Phone รุ่นใหม่ในปี 2026 นี้ แต่ล่าสุด Nothing แบรนด์แม่ ได้ปล่อยภาพสเก็ตช์ทีเซอร์ของสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุด ที่คาดว่าจะใช้ชื่อว่า Nothing Phone (4b) แต่สิ่งที่ต้องประหลาดใจมากที่สุด คือระบบกล้องหลังที่อาจถูกหั่นเหลือเพียง 1 ตัว เพื่อสู้กับวิกฤตต้นทุนชิ้นส่วนในปัจจุบัน

เปิดภาพทีเซอร์ Nothing Phone (4b) ดีไซน์ใสเหมือนเดิม แต่กล้องเหลือ “ตัวเดียว”

จากภาพสเก็ตช์ที่ทาง Nothing India โพสต์พร้อมแคปชันสั้นๆ ว่า “(b)usted.” เผยให้เห็นเส้นสายตัวเครื่องและฝาหลังแบบโปร่งใส (Transparent Aesthetic) ซึ่งเป็นลายเซ็นอันเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้แบรนด์ Nothing โดดเด่นกว่าใครในท้องตลาด ทว่าจุดสังเกตสำคัญที่ทุกคนสะดุดตาก็คือ ระบบกล้องหลังที่มีเพียงแค่เลนส์เดี่ยว (Single Rear Camera) ซึ่งหากข้อมูลนี้เป็นจริง นี่จะเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของแบรนด์ Nothing ที่เปิดตัวมาพร้อมกับกล้องหลังเพียงตัวเดียว

นอกจากนี้ ในวิดีโอทีเซอร์ยังมีการบอกใบ้ถึงรหัสท้ายชื่ออย่างเป็นทางการด้วยคำว่า “4b” ทำให้นักวิเคราะห์ค่อนข้างมั่นใจว่าสมาร์ทโฟนราคาประหยัดรุ่นใหม่นี้ จะใช้ชื่อว่า Nothing Phone (4b)

ทำไมต้องใช้ชื่อ Nothing Phone (4b) แทนที่จะเป็นแบรนด์ลูกอย่าง CMF?

หนึ่งในประเด็นที่สร้างความฉงนให้กับผู้บริโภคคือ “ทำไม Nothing ถึงเลือกที่จะเปิดตัวสมาร์ทโฟนระดับเริ่มต้น (Entry-level) ภายใต้แบรนด์หลักของตัวเอง แทนที่จะปล่อยภายใต้แบรนด์ย่อยอย่าง CMF?” อย่างที่ทราบกันดีว่า CMF by Nothing ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเจาะกลุ่มตลาดสินค้าไอทีราคาประหยัดและเข้าถึงง่ายโดยเฉพาะ แม้ว่าในตอนนี้ทาง Nothing จะยังไม่ได้ออกมาแถลงไขข้อสงสัยนี้อย่างเป็นทางการ แต่ข้อมูลจากสายข่าวและข่าวลือที่หลุดออกมารอบด้านต่างมุ่งเป้าไปที่ชื่อ Nothing Phone (4b) เป็นเสียงเดียวกัน ทำให้มีความเป็นไปได้ว่า Nothing อาจกำลังปรับกลยุทธ์การตลาดใหม่ เพื่อดึงดูดผู้ใช้งานให้เข้าสู่ระบบนิเวศ (Ecosystem) ของแบรนด์หลักมากยิ่งขึ้น

วิกฤตราคา “RAM” พุ่งสูง บีบให้แบรนด์ต้องลดสเปค

คำถามสำคัญคือ ทำไมสมาร์ทโฟนในยุค 2026 ถึงยังเลือกใช้กล้องหลังตัวเดียว? คำตอบของเรื่องนี้สะท้อนมาจากแถลงการณ์ล่าสุดของ Carl Pei (คาร์ล เป่ย) ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ Nothing ที่ได้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับต้นทุนการผลิตสมาร์ทโฟนในปัจจุบันว่า

วิกฤตการณ์ขาดแคลนและราคาชิ้นส่วนหน่วยความจำที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีรายงานว่าต้นทุน RAM เพิ่มขึ้นถึงสองเท่าตัว นับตั้งแต่วันที่โปรเจกต์ Nothing Phone (4a) ได้รับอนุมัติให้ไฟเขียวเริ่มพัฒนา ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการกำหนดราคาขายของสมาร์ทโฟนในเซกเมนต์ระดับกลางและระดับเริ่มต้น

คำว่า “สมาร์ทโฟนราคาประหยัด” ในมุมมองของ Nothing ณ เวลานี้ จึงอาจหมายถึงสมาร์ทโฟนที่มีราคาถูกที่สุดเท่าที่จะทำได้เมื่อเทียบกับรุ่นอื่นๆ ในไลน์อัปของตัวเอง มากกว่าจะเป็นการไปทำราคาสู้กับตลาดสมาร์ทโฟนระดับล่างในภาพรวม และการลดชิ้นส่วนของกล้องหลังให้เหลือเพียงเลนส์เดียว ควบคู่ไปกับการลดสเปคฮาร์ดแวร์อื่นๆ ที่อาจตามมา จึงเป็นทางออกไฟต์บังคับที่ Nothing เลือกใช้เพื่อตรึงราคาเครื่องไม่ให้สูงจนเกินไป

สิ่งที่คาดว่าจะได้เห็นใน Nothing Phone (4b)

แม้ว่าเราจะยังไม่ทราบสเปคฮาร์ดแวร์ส่วนอื่นๆ อย่างเป็นทางการ แต่การลดฮาร์ดแวร์กล้องลงเหลือเลนส์เดียว มักจะไม่มาเพียงลำพัง คาดว่า Nothing อาจจะหันไปเน้นการใช้ระบบการประมวลผลภาพด้วยซอฟต์แวร์เข้ามาช่วยทดแทนการขาดหายไปของเลนส์เสริม (เช่น เลนส์ Ultra-wide หรือ เลนส์ Depth)

ต้องมารอดูกันว่าสมาร์ทโฟนกล้องเดี่ยวดีไซน์ล้ำรุ่นนี้ จะสามารถทำราคาได้น่าดึงดูดใจแค่ไหน และระบบซอฟต์แวร์อันเป็นจุดเด่นของ Nothing จะสามารถกู้หน้าและมอบประสบการณ์การใช้งานที่คุ้มค่าเงินในกระเป๋าของผู้บริโภคท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจและต้นทุนไอทีที่แพงหูฉี่แบบนี้ได้หรือไม่