เรียกได้ว่าสำหรับคนที่ใช้ iPhone ถ้าคิดจะหานาฬิกา Smart Watch มาใช้สักเรือน เชื่อว่าหลายคนน่าจะนึกถึง Apple Watch เป็นตัวเลือกแรก ๆ อย่างแน่นอน เพราะนอกจากจะเป็นนาฬิกาจาก Apple เองที่ออกแบบมาให้ทำงานร่วมกับ iPhone ได้อย่างลงตัวแล้ว ยังเป็น Smart Watch ที่เราเห็นคนใส่กันอยู่แทบทุกที่ ทั้งด้วยดีไซน์ที่ดูทันสมัย มีความเป็นแฟชั่น ใส่แล้วดูดี แถมยังมีฟีเจอร์สุขภาพและการออกกำลังกายให้ใช้งานอีกเพียบ จนกลายเป็นหนึ่งใน Smart Watch ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในตลาด

ส่วนตัวผมเองก็เป็นหนึ่งในคนที่ใช้ Apple Watch มานานเหมือนกัน โดยเริ่มใช้มาตั้งแต่ Apple Watch Series 6 และก็ใช้เรือนเดิมมาเรื่อย ๆ จนถึงทุกวันนี้ แม้ระหว่างทาง Apple จะออกรุ่นใหม่มาทุกปี แต่ก็ยังไม่มีเหตุผลมากพอที่จะทำให้รู้สึกอยากเปลี่ยนสักที จนกระทั่งการมาถึงของ Apple Watch Series 12 ที่ทำให้ตัดสินใจได้ว่าถึงเวลาเปลี่ยนเรือนใหม่แล้ว

วันนี้ก็เลยอยากมาเล่าประสบการณ์ให้ฟังกันว่า หลังจากใช้ Apple Watch Series 6 มาหลายปีแล้วขยับมาเป็น Series 12 ความแตกต่างที่ได้เจอมีอะไรบ้าง ใช้งานแล้วดีขึ้นจริงแค่ไหน ทำไมถึงเพิ่งตัดสินใจเปลี่ยนตอนนี้ และที่สำคัญ ทำไมตลอดหลายปีที่ผ่านมาถึงไม่คิดจะเปลี่ยนเป็นรุ่นใหม่ก่อนหน้านี้เลย

ดีไซน์ยังคงเอกลักษณ์เดิม

ในแง่ของการออกแบบ Apple Watch Series 12 ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของ Apple Watch เอาไว้ได้เป็นอย่างดี ด้วยตัวเรือนทรงสี่เหลี่ยมมุมโค้งมนที่เราคุ้นเคยกันมาหลายปี จนถ้ามองผ่าน ๆ ก็แทบจะแยกไม่ออกว่าเป็นรุ่นไหน เพราะ Apple ไม่ได้เปลี่ยนดีไซน์ภายนอกไปจาก Series 11 มากนัก แต่เมื่อเทียบกับรุ่นเก่าหลายปีก่อนก็จะเห็นความแตกต่างอยู่พอสมควร

สำหรับรุ่นที่ผมซื้อมาใช้ครั้งนี้เป็น Apple Watch Series 12 ตัวเรือนอะลูมิเนียมขนาด 46 มม. ซึ่งมีจุดเด่นอยู่ที่ตัวเครื่องที่บางเพียง 9.7 มม. พร้อมหน้าจอ Always-On Retina แบบ Wide-angle OLED ที่ช่วยให้มองเห็นหน้าจอจากมุมด้านข้างได้ชัดเจนขึ้น โดยตัวหน้าจอยังคงมีขนาดใหญ่ เหมาะกับการอ่านข้อความ ดูการแจ้งเตือน หรือแม้แต่พิมพ์ข้อความผ่านคีย์บอร์ดบนหน้าจอ

ส่วนตัวผมที่ย้ายมาจาก Apple Watch Series 6 ต้องบอกว่าความแตกต่างที่สัมผัสได้ชัดเจนที่สุดตั้งแต่ครั้งแรกที่หยิบขึ้นมาใช้ก็คือขนาดหน้าจอ แม้รูปร่างโดยรวมจะยังดูคล้ายเดิม แต่พอเอามาวางเทียบกันก็รู้สึกได้ทันทีว่าจอของ Series 12 ใหญ่ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

พอลองสังเกตดี ๆ ก็พบว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะ Apple ขยายพื้นที่หน้าจอให้กินพื้นที่ออกไปใกล้ขอบตัวเรือนมากขึ้น พร้อมกับกระจกหน้าจอที่โค้งรับกับขอบเครื่อง ทำให้ตัวหน้าจอดูเต็มตามากกว่าเดิม โดยที่ไม่จำเป็นต้องขยายขนาดตัวเรือนให้ใหญ่ขึ้นตามไปมากนัก

อย่างไรก็ตาม ต้องบอกว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นใน Series 12 เพราะ Apple ค่อย ๆ ปรับดีไซน์และขยายพื้นที่หน้าจอมาตลอดหลายรุ่น แต่สำหรับคนที่กระโดดข้ามมาจาก Series 6 แบบผม ก็ถือว่าเป็นความแตกต่างที่รู้สึกได้จริง และช่วยให้ประสบการณ์ใช้งานดีขึ้นพอสมควร แต่ถ้าใครใช้ Series 10, 11 อยู่จะไม่รู้สึกถึงความต่าง

สีใหม่เกือบยกชุด มีให้เลือกทั้งหมด 4 สี

อีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงในปีนี้คือ Apple ปรับไลน์อัปสีของ Apple Watch Series 12 รุ่นตัวเรือนอะลูมิเนียมใหม่เกือบทั้งหมด โดยมีให้เลือก 4 สี ได้แก่ Dark Bronze (บรอนซ์เข้ม), Light Gold (ทองอ่อน), Black (ดำ) และ Space Gray (เทาสเปซเกรย์)

เมื่อเทียบกับ Series 11 ที่มีสี Jet Black, Silver, Rose Gold และ Space Gray จะเห็นว่าสีที่ยังคงอยู่เหมือนเดิมมีเพียง Space Gray เท่านั้น ส่วนอีก 3 สีเป็นการปรับโทนใหม่ทั้งหมด

เริ่มจาก Dark Bronze ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสีที่โดดเด่นที่สุดของปีนี้ เพราะเป็นสีน้ำตาลเข้มที่ดูเกือบดำเมื่ออยู่ในที่แสงน้อย แต่พอโดนแสงก็จะเห็นโทนสีน้ำตาลบรอนซ์ชัดเจนขึ้น ให้ความรู้สึกสุขุม หรูหรา และมีกลิ่นอายความคลาสสิกแบบ Old Fashion อยู่พอสมควร ใครที่ชอบนาฬิกาโทนเข้ม ๆ แต่ไม่อยากได้สีดำธรรมดา สีนี้ก็น่าสนใจไม่น้อย

ถัดมาเป็น Light Gold หรือสีทองอ่อน ซึ่งรอบนี้ Apple เลือกใช้โทนทองที่สว่างและดูนุ่มนวลมากขึ้น ให้อารมณ์คล้ายกับสีทองของ MacBook Air ไม่ใช่ทองเข้มจัด ๆ แบบที่หลายคนอาจนึกถึง ทำให้ดูเรียบหรูและเข้ากับการแต่งตัวได้หลายสไตล์

ส่วนสีดำ Black รอบนี้ก็เปลี่ยนมาเป็นสีดำผิวด้านตามปกติ ต่างจาก Jet Black ของ Series 11 ที่เป็นสีดำเงา ให้ความรู้สึกเรียบง่ายกว่าเดิม

สุดท้ายคือ Space Gray ซึ่งเป็นสีเดียวที่ Apple ยังคงเก็บเอาไว้จากรุ่นก่อน และเป็นสีที่ผมเลือกใช้ในครั้งนี้ด้วย เพราะส่วนตัวรู้สึกว่าเป็นสีที่แต่งตัวง่าย ดูเรียบ ๆ ไม่โดดเด่นจนเกินไป แถมยังเข้ากับสายสีขาวเส้นเดิมที่ผมใช้อยู่ได้ดี

แต่เอาจริง ๆ ก็แอบเสียดายอยู่เหมือนกันที่ Apple ตัดสี Silver หรือสีเงินสุดคลาสสิกออกไป เพราะ Apple Watch Series 6 ที่ผมใช้มาตลอดหลายปีก็เป็นสีนี้ และส่วนตัวก็ยังชอบความเรียบง่ายของสีเงินอยู่มากเหมือนกัน

อีกหนึ่งจุดที่ Apple ปรับปรุงในปีนี้คือกระจกหน้าจอของ Apple Watch Series 12 รุ่นอะลูมิเนียม ที่เปลี่ยนมาใช้ Ceramic Shield 2 ซึ่งออกแบบมาเพื่อเพิ่มความทนทานต่อรอยขีดข่วนจากการใช้งานในชีวิตประจำวัน เพราะต้องยอมรับว่านาฬิกาเป็นอุปกรณ์ที่เราใส่ติดข้อมือแทบตลอดเวลา โอกาสที่จะเผลอเอามือไปเฉี่ยวชนโต๊ะ ขอบประตู หรือสิ่งของต่าง ๆ จึงเกิดขึ้นได้ง่ายมาก

อย่างไรก็ตาม ต้องเข้าใจก่อนว่า Ceramic Shield 2 ไม่ได้หมายความว่าหน้าจอจะไม่มีวันเป็นรอยหรือแตก เพราะการป้องกันรอยขีดข่วนกับการทนแรงกระแทกเป็นคนละเรื่องกัน ต่อให้กระจกแข็งแกร่งขึ้นแค่ไหน ถ้าเผลอเอาข้อมือไปกระแทกกับของแข็งแรง ๆ ก็ยังมีโอกาสเสียหายได้อยู่ดี

ส่วนตัวผมมองว่าต่อให้ Apple พยายามพัฒนากระจกหน้าจอให้ทนทานขึ้นทุกปี แต่จากที่เห็นคนรอบตัวใช้ Apple Watch กันมานาน หลายเรือนก็ยังมีรอยขีดข่วนสะสมอยู่ดี โดยเฉพาะคนที่ใช้งานแบบไม่ติดฟิล์มหรือใส่เคส ดังนั้นใครที่ซีเรียสเรื่องรอยมาก ๆ ก็คงต้องหาวิธีป้องกันเพิ่มเติม เพราะการเคลือบกระจกไม่ได้ช่วยให้เราหมดกังวลเรื่องรอยไปได้ทั้งหมด

ส่วนเรื่องความทนทานต่อน้ำและฝุ่นก็ถือว่าอยู่ในระดับมาตรฐานของ Apple Watch อยู่แล้ว โดยรองรับการทนน้ำที่ระดับ 50 เมตร ตามมาตรฐาน ISO 22810:2010 สามารถใส่ว่ายน้ำในสระหรือทำกิจกรรมทางน้ำตื้น ๆ ได้ตามปกติ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเอาไปดำน้ำลึก 50 เมตรได้จริง ๆ ขณะที่การป้องกันฝุ่นอยู่ที่ระดับ IP6X ซึ่งหมายถึงสามารถป้องกันฝุ่นเข้าสู่ตัวเครื่องได้ตามเกณฑ์การทดสอบ

สำหรับขนาดตัวเรือน แม้หน้าตาของ Series 12 จะคล้ายกับ Series 11 มาก แต่ Apple ก็มีการปรับมิติเล็กน้อย โดยรุ่นอะลูมิเนียมขนาด 46 มม. มีความกว้างเพิ่มขึ้นจาก 39 มม. เป็น 40 มม. หรือเพิ่มขึ้น 1 มม. ขณะที่ความหนายังคงเท่าเดิมที่ 9.7 มม. ดังนั้นใครที่มีเคสครอบตัวเรือนจากรุ่นเก่าอยู่แล้ว อาจต้องตรวจสอบความเข้ากันได้ก่อนนำมาใช้ เพราะถึงจะต่างกันแค่ 1 มม. ก็อาจทำให้ใส่เคสเดิมไม่ได้พอดี

ส่วนน้ำหนักของรุ่นอะลูมิเนียม GPS ขนาด 46 มม. ก็เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 37.8 กรัมใน Series 11 มาเป็น 39.5 กรัมใน Series 12 หรือหนักขึ้นประมาณ 1.7 กรัม ซึ่งถือว่าน้อยมากจนแทบไม่รู้สึกถึงความแตกต่างเวลาใส่บนข้อมือ

ขณะที่ตำแหน่งปุ่มควบคุมต่าง ๆ ยังคงเหมือนเดิมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น Digital Crown หรือปุ่มด้านข้าง รวมถึงตำแหน่งลำโพงและไมโครโฟน ทำให้ใครที่เคยใช้ Apple Watch มาก่อนสามารถหยิบมาใช้งานได้ทันทีโดยแทบไม่ต้องปรับตัวอะไรเลย

การสวมใส่ใช้งาน

ในแง่ของการสวมใส่ Apple Watch Series 12 ยังคงให้ความรู้สึกที่คุ้นเคยแทบไม่ต่างจากรุ่นก่อน ๆ โดยสิ่งที่สัมผัสได้ชัดเจนที่สุดก็คือหน้าจอที่ใหญ่ขึ้นตามที่ได้พูดถึงไปแล้ว ส่วนเรื่องน้ำหนักและความสบายในการสวมใส่ต้องบอกว่าทำได้ดีเหมือนเดิม แม้รุ่นที่ผมใช้จะเป็นขนาด 46 มม. ซึ่งเป็นรุ่นที่มีตัวเรือนใหญ่ที่สุด แต่พอใส่บนข้อมือจริง ๆ กลับไม่ได้รู้สึกว่าหนักหรือเทอะทะแต่อย่างใด

ด้วยน้ำหนักตัวเรือนที่ไม่ถึง 40 กรัม ทำให้สามารถใส่ติดข้อมือได้ตลอดทั้งวันโดยไม่รู้สึกรำคาญ ไม่ว่าจะเป็นตอนทำงาน เดินไปไหนมาไหน หรือใส่ออกกำลังกายก็ไม่ได้รู้สึกว่ามีนาฬิกาหนัก ๆ มาถ่วงอยู่ที่ข้อมือ ยิ่งถ้าใช้ร่วมกับสายที่มีน้ำหนักเบาและระบายอากาศได้ดี ก็ยิ่งช่วยให้สวมใส่ได้สบายขึ้นไปอีก

ส่วนเรื่องการใส่นอน สำหรับผมถือเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว เพราะใส่ Apple Watch นอนเป็นประจำมาตั้งแต่ Series 6 เพื่อเก็บข้อมูลการนอนหลับและติดตามสุขภาพ ซึ่งพอเปลี่ยนมาเป็น Series 12 ก็ไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรแตกต่างไปจากเดิม แม้ตัวเรือนจะมีขนาดใหญ่ขึ้น แต่ก็ยังสามารถใส่นอนได้สบาย ไม่รู้สึกเกะกะเวลาพลิกตัวหรือเปลี่ยนท่านอน และไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการนอนแต่อย่างใด

อีกเรื่องที่อยากพูดถึงคือการดูแลรักษาและทำความสะอาด ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ได้ยุ่งยากอะไรเลย เพราะ Apple Watch เป็นอุปกรณ์ที่สัมผัสกับผิวหนังตลอดเวลา ทำให้บริเวณด้านหลังตัวเรือนมักมีคราบเหงื่อ ไขมันจากผิวหนัง หรือครีมทาผิวสะสมอยู่ โดยเฉพาะคนที่ใส่ออกกำลังกายเป็นประจำก็อาจมีคราบเกลือจากเหงื่อแห้งติดอยู่ได้เหมือนกัน

หน้าจอและประสบการณ์ใช้งาน watchOS

สำหรับหน้าจอของ Apple Watch Series 12 รุ่น 46 มม. ยังคงใช้จอภาพ Always-On Retina แบบ Wide-angle OLED พร้อมเทคโนโลยี LTPO3 ความละเอียด 416 × 496 พิกเซล รองรับการปรับรีเฟรชเรตลงไปได้ต่ำสุดถึง 1Hz เพื่อช่วยประหยัดพลังงานขณะแสดงผลแบบ Always-On Display ทำให้สามารถแสดงเวลาและข้อมูลต่าง ๆ บนหน้าจอได้ตลอดเวลาโดยไม่จำเป็นต้องยกข้อมือขึ้นมาดู

ส่วนความสว่างหน้าจอสูงสุดอยู่ที่ 2,000 นิต และลดลงได้ต่ำสุดถึง 1 นิต ซึ่งจากการใช้งานจริงก็ถือว่าทำได้ดีตามมาตรฐานของ Apple Watch ทั้งการดูเวลาและอ่านข้อความกลางแจ้งที่ยังมองเห็นได้ชัดเจน หรือเวลาอยู่ในห้องมืด ๆ โดยเฉพาะตอนกลางคืน หน้าจอก็สามารถลดความสว่างลงได้มากจนไม่รู้สึกแสบตา ขณะที่กระจกหน้าจอในรุ่นอะลูมิเนียมก็เปลี่ยนมาใช้ Ceramic Shield 2 เพื่อช่วยเพิ่มความทนทานต่อรอยขีดข่วนตามที่ได้พูดถึงไปแล้วก่อนหน้านี้

แต่ถ้าถามว่าหน้าจอของ Series 12 แตกต่างจาก Series 6 ที่ผมเคยใช้มากแค่ไหน ส่วนตัวกลับรู้สึกว่าความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนที่สุดไม่ใช่เรื่องความคมชัดหรือความสว่าง แต่เป็นขนาดพื้นที่แสดงผลที่ใหญ่ขึ้นมากกว่า เพราะเวลาอ่านข้อความ ดูการแจ้งเตือน หรือกดไอคอนต่าง ๆ บนหน้าจอจะรู้สึกสะดวกขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ส่วนเรื่องสีสันและคุณภาพของหน้าจอนั้น Apple Watch รุ่นเก่า ๆ ก็ทำได้ดีอยู่แล้ว จึงไม่ได้รู้สึกว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดอะไรขนาดนั้น

watchOS 27 คุ้นเคยเหมือนเดิม แต่มีอะไรให้เล่นมากขึ้น

ในด้านซอฟต์แวร์ Apple Watch Series 12 มาพร้อม watchOS 27 ซึ่งถ้ามองภาพรวมแล้วก็ยังให้ประสบการณ์ใช้งานที่คุ้นเคยเหมือนเดิม ใครที่เคยใช้ Apple Watch มาก่อนก็แทบไม่ต้องเรียนรู้อะไรใหม่ เพราะทั้งวิธีควบคุม การเปิดแอป การดูการแจ้งเตือน และการเข้าถึงฟังก์ชันต่าง ๆ ยังคงมีรูปแบบใกล้เคียงกับเดิม

สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดคือหน้าตาของระบบที่นำแนวทางการออกแบบ Liquid Glass มาใช้ โดยปรับองค์ประกอบต่าง ๆ ให้มีความโปร่งใสและดูคล้ายกระจกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปุ่ม เมนู หรือส่วนติดต่อผู้ใช้บางจุด ทำให้หน้าตาโดยรวมดูทันสมัยและมีความสอดคล้องกับ iOS มากขึ้น แต่ในแง่ของการใช้งานจริง ส่วนตัวไม่ได้รู้สึกว่ามันเปลี่ยนประสบการณ์ไปจากเดิมมากนัก เพราะวิธีใช้งานหลัก ๆ ก็ยังเหมือนเดิมอยู่ดี

อย่างไรก็ตาม มีฟีเจอร์หนึ่งที่ผมค่อนข้างชอบและรู้สึกว่าช่วยให้ใช้งาน Apple Watch ได้สะดวกขึ้นจริง นั่นคือ Dynamic App Grid ซึ่งเป็นการปรับหน้าแสดงรายการแอปใหม่ จากเดิมที่เราคุ้นเคยกับไอคอนแอปจำนวนมากเรียงตัวกันเป็นตารางรังผึ้ง มาเป็นหน้าที่ระบบช่วยเลือกแอปที่เราใช้งานบ่อยหรือเพิ่งเปิดใช้งานขึ้นมาแสดงให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น โดยมีแอป Siri อยู่ตรงกลาง

ข้อดีคือเราไม่จำเป็นต้องเลื่อนหาไอคอนแอปที่ต้องการท่ามกลางแอปจำนวนมากเหมือนเดิม เพราะแอปที่ใช้เป็นประจำจะถูกนำมาแสดงในตำแหน่งที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ทำให้การเปิดแอปบนหน้าจอเล็ก ๆ ของนาฬิกาสะดวกขึ้นพอสมควร และถ้าต้องการดูแอปทั้งหมดก็ยังสามารถเข้าไปดูรายการแอปตามปกติได้เหมือนเดิม

อีกหนึ่งลูกเล่นที่น่าสนใจคือหน้าปัด Siri Modular ซึ่งเป็นหน้าปัดรูปแบบใหม่ที่เน้นการแสดงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเราในแต่ละช่วงเวลา โดยมี Complication รูปทรงสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงกับ Smart Stack หรือชุดวิดเจ็ตอัจฉริยะของ Apple Watch

ความน่าสนใจของหน้าปัดนี้คือข้อมูลที่แสดงจะไม่ได้อยู่เหมือนเดิมตลอดเวลา แต่ระบบจะเลือกวิดเจ็ตที่คิดว่าเกี่ยวข้องกับเรามากที่สุดขึ้นมาแสดงโดยอัตโนมัติ เช่น ข้อมูลสภาพอากาศ กิจกรรมที่กำลังจะมาถึง หรือข้อมูลจากแอปที่เรามักใช้งานในช่วงเวลานั้น ทำให้ไม่จำเป็นต้องคอยเปลี่ยนหน้าปัดหรือเปิดแอปเองบ่อย ๆ

โดยรวมแล้ว ผมมองว่าประสบการณ์ใช้งานหน้าจอและ watchOS บน Apple Watch Series 12 ยังคงเป็นสิ่งที่ Apple ทำได้ดีมาโดยตลอด ทั้งความลื่นไหล ความสะดวกในการใช้งาน และการจัดวางเมนูที่เข้าใจง่าย แม้จะไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงแบบพลิกโฉม แต่การปรับปรุงเล็ก ๆ น้อย ๆ โดยเฉพาะ Dynamic App Grid ก็ช่วยให้ใช้งานได้คล่องตัวขึ้นจริง

และสำหรับคนที่ย้ายมาจาก Series 6 แบบผม สิ่งที่รู้สึกว่าดีขึ้นมากที่สุดก็ยังเป็นเรื่องหน้าจอที่ใหญ่ขึ้น ทำให้การกดใช้งานหรืออ่านข้อความต่าง ๆ สะดวกขึ้นมากกว่าเดิม ส่วนหน้าตาและวิธีใช้งานของ watchOS นั้นยังคงคุ้นเคยเหมือนเดิม ซึ่งก็น่าจะเป็นข้อดีสำหรับคนที่ไม่อยากเสียเวลาปรับตัวกับนาฬิกาเรือนใหม่

ฟีเจอร์สุขภาพ

อีกหนึ่งเรื่องที่ถือเป็นจุดแข็งของ Apple Watch มาตลอดก็คือความสามารถด้านการติดตามสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ หรือคนทั่วไปที่แค่อยากรู้ว่าร่างกายของตัวเองเป็นอย่างไรบ้าง เพราะนอกจากจะช่วยนับก้าวและวัดอัตราการเต้นของหัวใจแล้ว ยังสามารถติดตามการนอนหลับ ตรวจสอบความผิดปกติบางอย่างของร่างกาย และนำข้อมูลที่เก็บได้มาวิเคราะห์ให้เราเข้าใจสุขภาพของตัวเองมากขึ้นด้วย

แน่นอนว่าการจะเก็บข้อมูลเหล่านี้ได้ก็ต้องอาศัยเซ็นเซอร์หลายชนิดทำงานร่วมกัน ซึ่ง Apple Watch Series 12 ก็ให้มาค่อนข้างครบ โดยมีเซ็นเซอร์หลัก ๆ ดังนี้

  • เซ็นเซอร์วัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrical Heart Sensor) สำหรับแอป ECG
  • เซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจแบบออปติคัล (Optical Heart Sensor)
  • เซ็นเซอร์วัดออกซิเจนในเลือด (Blood Oxygen Sensor)
  • เซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ (Temperature Sensor)
  • เข็มทิศ (Compass)
  • มาตรวัดความสูงแบบทำงานตลอด (Always-On Altimeter)
  • เซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว (Accelerometer)
  • ไจโรสโคป (Gyroscope)
  • เซ็นเซอร์วัดแสงโดยรอบ (Ambient Light Sensor)
  • เซ็นเซอร์วัดความลึก (Depth Gauge)
  • เซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิน้ำ (Water Temperature Sensor)

แม้จะดูเหมือนว่ามีเซ็นเซอร์ไม่ต่างจาก Apple Watch รุ่นก่อน ๆ มากนัก แต่สิ่งที่น่าสนใจใน Series 12 คือการออกแบบชุดเซ็นเซอร์วัดสุขภาพบริเวณด้านหลังตัวเรือนใหม่ทั้งหมด หรือที่ Apple เรียกว่า Health Sensing System ซึ่งถ้าพลิกนาฬิกาขึ้นมาดูจะเห็นความแตกต่างจากรุ่นก่อนค่อนข้างชัดเจน

โดย Apple ได้ปรับดีไซน์หน้าสัมผัสของเซ็นเซอร์วัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) ให้มีลักษณะคล้ายกลีบดอกไม้ 32 กลีบ เพื่อเพิ่มพื้นที่สัมผัสกับผิวหนัง พร้อมจัดเรียงเซ็นเซอร์รับแสง (Photodiodes) ใหม่ให้เป็นวงแหวน เพื่อรับแสงที่สะท้อนกลับจากผิวหนังได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงปรับขนาดไฟ LED สีเขียวให้ใหญ่ขึ้นและประหยัดพลังงานกว่าเดิม ซึ่งทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่อช่วยให้การตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจมีความแม่นยำมากขึ้น

นอกจากการเปลี่ยนดีไซน์แล้ว Apple ยังปรับปรุงการทำงานของเซ็นเซอร์ให้เก็บข้อมูลได้ถี่ขึ้น โดยสามารถวัดอัตราการเต้นของหัวใจในเบื้องหลังได้ทุก 5 วินาทีตลอดช่วงกลางวัน จากเดิมที่โดยทั่วไปจะวัดประมาณทุก 5 นาที ทำให้ได้ข้อมูลที่ละเอียดและต่อเนื่องมากขึ้น แม้ในช่วงที่เรากำลังเคลื่อนไหวร่างกาย

ขณะเดียวกัน การวัดค่า HRV หรือความผันแปรของอัตราการเต้นของหัวใจก็ทำได้ถี่ขึ้นสูงสุดถึง 24 เท่า หรือวัดได้บ่อยถึงทุก 5 นาที ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำไปใช้วิเคราะห์สุขภาพ การฟื้นตัว และความพร้อมของร่างกายผ่านฟีเจอร์ต่าง ๆ ของ Apple Watch

เรียกได้ว่าแม้ภายนอกของ Series 12 จะไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก แต่ระบบเซ็นเซอร์ด้านหลังถือเป็นหนึ่งในจุดที่ Apple ปรับปรุงอย่างจริงจังในปีนี้ โดยเฉพาะสำหรับคนที่ใส่นาฬิกาติดตัวตลอดทั้งวันเพื่อติดตามสุขภาพอย่างต่อเนื่อง

1. การติดตามสุขภาพหัวใจ

สำหรับการติดตามสุขภาพหัวใจ Apple Watch Series 12 ยังคงรองรับแอป ECG สำหรับตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบหนึ่งช่องสัญญาณ แอป Heart Rate สำหรับดูอัตราการเต้นของหัวใจ รวมถึงระบบแจ้งเตือนเมื่อหัวใจเต้นเร็วหรือช้าผิดปกติ และการแจ้งเตือนจังหวะการเต้นของหัวใจที่ไม่สม่ำเสมอ (IRNF) ซึ่งอาจช่วยให้เราสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างที่ไม่เคยรู้ตัวมาก่อนได้

นอกจากนี้ยังสามารถติดตามค่า Heart Rate Variability หรือ HRV ซึ่งเป็นค่าความผันแปรของระยะเวลาระหว่างการเต้นของหัวใจแต่ละครั้ง รวมถึงค่า HRV ขณะฟื้นตัว (Recovery HRV) และการติดตามอัตราการเต้นของหัวใจในเบื้องหลังที่ถี่ขึ้น ทำให้มีข้อมูลสำหรับประเมินสภาพร่างกายและการฟื้นตัวได้ละเอียดกว่าเดิม

2. การติดตามสัญญาณชีพและสุขภาพโดยรวม

Apple Watch Series 12 มีแอป Vitals หรือแอปสัญญาณชีพ ที่รวบรวมข้อมูลสุขภาพสำคัญเอาไว้ในที่เดียว ไม่ว่าจะเป็นอัตราการเต้นของหัวใจ อัตราการหายใจ อุณหภูมิข้อมือ ระดับออกซิเจนในเลือด และค่า HRV โดยระบบจะนำข้อมูลที่เก็บได้มาเปรียบเทียบกับช่วงค่าปกติของร่างกายเรา และสามารถแจ้งเตือนเมื่อพบว่าตัวชี้วัดหลายรายการอยู่นอกช่วงปกติ เพื่อให้เราสังเกตความเปลี่ยนแปลงของสุขภาพได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้ยังมีแอป Blood Oxygen สำหรับตรวจวัดระดับออกซิเจนในเลือด ซึ่งเป็นอีกหนึ่งข้อมูลที่สามารถนำมาประกอบการติดตามสุขภาพโดยรวมได้

3. การติดตามการนอนหลับ

อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่หลายคนน่าจะได้ใช้งานกันเป็นประจำคือการติดตามการนอนหลับ โดย Apple Watch Series 12 สามารถบันทึกระยะเวลาการนอน และแยกช่วงการนอนหลับออกเป็นระดับต่าง ๆ ทั้ง REM, Core และ Deep Sleep พร้อมนำข้อมูลมาคำนวณเป็นคะแนนการนอนหลับ (Sleep Score) เพื่อให้เราเข้าใจคุณภาพการนอนของตัวเองได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้ยังสามารถตรวจสอบอัตราการเต้นของหัวใจ อัตราการหายใจ และอุณหภูมิข้อมือระหว่างนอนหลับ รวมถึงมีระบบแจ้งเตือนภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ (Sleep Apnea Notifications) ที่ช่วยตรวจหาสัญญาณซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับภาวะดังกล่าว เพื่อให้ผู้ใช้สามารถนำข้อมูลไปปรึกษาแพทย์และตรวจสอบเพิ่มเติมได้

4. การติดตามสุขภาพผู้หญิง

สำหรับสุขภาพผู้หญิง Apple Watch Series 12 มีแอป Cycle Tracking สำหรับบันทึกและติดตามรอบเดือน พร้อมช่วยคาดการณ์ช่วงเวลาที่ประจำเดือนจะมาถึง รวมถึงใช้ข้อมูลอุณหภูมิข้อมือที่เก็บระหว่างนอนหลับมาช่วยประเมินช่วงเวลาตกไข่ย้อนหลังได้

นอกจากนี้ยังสามารถแจ้งเตือนเมื่อพบรูปแบบรอบเดือนที่ผิดปกติบางลักษณะ และรองรับการบันทึกข้อมูลสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับช่วงวัยใกล้หมดประจำเดือนและวัยหมดประจำเดือน เพื่อช่วยให้ติดตามความเปลี่ยนแปลงของร่างกายได้สะดวกขึ้น

5. การดูแลสุขภาพจิตและการได้ยิน

นอกจากสุขภาพร่างกายแล้ว Apple Watch Series 12 ยังมีฟีเจอร์สำหรับดูแลสุขภาพจิตและการได้ยินด้วย โดยมีแอป Mindfulness ที่ช่วยฝึกการหายใจและทำสมาธิ รวมถึงสามารถบันทึกอารมณ์และสภาวะจิตใจในแต่ละวันผ่านฟีเจอร์ State of Mind เพื่อให้เรากลับมาดูแนวโน้มอารมณ์ของตัวเองย้อนหลังได้

ส่วนแอป Noise จะคอยตรวจวัดระดับเสียงรบกวนจากสภาพแวดล้อมรอบตัว และแจ้งเตือนเมื่ออยู่ในบริเวณที่มีเสียงดังเกินระดับที่แนะนำ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการได้ยินหากได้รับเสียงดังเป็นเวลานาน

6. การประเมินความพร้อมและการฟื้นตัวของร่างกาย

อีกหนึ่งความสามารถที่น่าสนใจคือการนำข้อมูลสุขภาพหลายด้านมาวิเคราะห์ร่วมกัน เพื่อช่วยให้เราเข้าใจความพร้อมของร่างกายในแต่ละวันมากขึ้น โดย Apple Watch Series 12 สามารถติดตามอัตราการเต้นของหัวใจขณะพัก ค่า HRV และข้อมูลการฟื้นตัวหลังออกกำลังกาย แล้วนำมาประกอบการประเมินผ่านแอป Readiness

ฟีเจอร์นี้เหมาะสำหรับคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ เพราะช่วยให้เห็นแนวโน้มว่าร่างกายมีการฟื้นตัวเป็นอย่างไร และสามารถใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจได้ว่าวันไหนควรออกกำลังกายหนัก หรือวันไหนควรพักเพื่อให้ร่างกายได้ฟื้นตัวมากขึ้น

โดยรวมแล้ว Apple Watch Series 12 ถือว่าให้ความสามารถด้านสุขภาพมาค่อนข้างครบ ทั้งการติดตามหัวใจ การนอนหลับ สุขภาพผู้หญิง และการติดตามความเปลี่ยนแปลงของร่างกายในชีวิตประจำวัน แต่ส่วนตัวผมมองว่าความน่าสนใจไม่ได้อยู่ที่จำนวนเซ็นเซอร์หรือฟีเจอร์ว่ามีมากแค่ไหน แต่อยู่ที่เราสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ได้จริงหรือเปล่า เพราะต่อให้ Apple Watch เก็บข้อมูลได้ละเอียดแค่ไหน ถ้าเราไม่เคยเปิดดูหรือไม่ได้นำมาปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตเลย ฟีเจอร์เหล่านี้ก็คงไม่ได้มีประโยชน์มากนัก

ทดสอบใช้งานทั่วไป

สำหรับประสิทธิภาพการใช้งานทั่วไป Apple Watch Series 12 มาพร้อมชิป S11 ที่ใช้โปรเซสเซอร์แบบ Dual-core 64 บิต และ Neural Engine แบบ 4-core พร้อมพื้นที่จัดเก็บข้อมูลภายใน 64GB ซึ่งถ้าดูจากสเปกแล้วก็ถือว่าแรงเหลือเฟือสำหรับการใช้งานบน Smart Watch ไม่ว่าจะเป็นการเปิดแอป ดูการแจ้งเตือน รับสาย ตอบข้อความ หรือใช้งานฟีเจอร์ต่าง ๆ ก็สามารถทำได้อย่างลื่นไหล ไม่มีอาการหน่วงให้รู้สึกหงุดหงิด

แต่เอาจริง ๆ ส่วนตัวผมก็ไม่ได้รู้สึกว่า Apple Watch Series 6 ที่ใช้มาก่อนหน้านี้ช้าอะไรขนาดนั้น เพราะการใช้งานนาฬิกาในชีวิตประจำวันไม่ได้มีอะไรที่ต้องใช้พลังประมวลผลสูงมากนัก ส่วนใหญ่ก็แค่ดูเวลา เช็กแจ้งเตือน เปิดแอป หรือบันทึกข้อมูลสุขภาพ ดังนั้นพอเปลี่ยนมาเป็น Series 12 แม้ชิปจะใหม่และแรงขึ้น แต่ก็ไม่ได้รู้สึกถึงความแตกต่างแบบก้าวกระโดดเหมือนเวลาเปลี่ยน iPhone รุ่นเก่ามาเป็นรุ่นใหม่

ส่วนพื้นที่จัดเก็บข้อมูล 64GB ก็ถือว่าให้มาเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไป เพราะนอกจากจะใช้ติดตั้งแอปต่าง ๆ แล้ว ยังสามารถดาวน์โหลดเพลงหรือพอดแคสต์มาเก็บไว้บนตัวนาฬิกา เพื่อฟังผ่านหูฟัง Bluetooth ได้โดยไม่จำเป็นต้องพก iPhone ติดตัวตลอดเวลา เหมาะกับคนที่ชอบออกไปวิ่งหรือออกกำลังกายโดยไม่อยากพกโทรศัพท์ไปด้วย

ด้านการเชื่อมต่อไร้สาย Apple Watch Series 12 รองรับ Wi-Fi ทั้งคลื่น 2.4GHz และ 5GHz แต่ยังคงใช้มาตรฐาน Wi-Fi 4 (802.11n) ซึ่งถ้ามองจากยุคสมัยที่อุปกรณ์หลายประเภทขยับไปใช้ Wi-Fi 6 หรือ Wi-Fi 7 กันแล้ว ก็แอบรู้สึกเสียดายอยู่เหมือนกันที่ Apple ยังไม่อัปเกรดมาให้ใหม่กว่านี้

อย่างไรก็ตาม พอมองในแง่การใช้งานจริงก็ต้องยอมรับว่า Wi-Fi 4 ยังเพียงพอสำหรับ Smart Watch เพราะไม่ได้มีการรับส่งข้อมูลขนาดใหญ่ตลอดเวลาเหมือนสมาร์ตโฟนหรือคอมพิวเตอร์ อาจมีช่วงที่ต้องรอนานหน่อยเวลาตั้งค่าเครื่องใหม่หรือดาวน์โหลดข้อมูลจำนวนมาก แต่หลังจากตั้งค่าทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ส่วนตัวก็แทบไม่ได้รู้สึกว่าความเร็ว Wi-Fi เป็นข้อจำกัดในการใช้งานประจำวันแต่อย่างใด

ขณะที่การเชื่อมต่อกับอุปกรณ์เสริมก็รองรับ Bluetooth 5.3 สำหรับใช้งานร่วมกับหูฟังไร้สายและอุปกรณ์ต่าง ๆ ส่วนระบบระบุตำแหน่งรองรับ GPS แบบ L1 พร้อมเครือข่ายดาวเทียม GPS, GLONASS, Galileo, QZSS และ BeiDou ทำให้สามารถใช้บันทึกเส้นทางการเดิน วิ่ง หรือปั่นจักรยานกลางแจ้งได้โดยไม่จำเป็นต้องอาศัย GPS จาก iPhone ตลอดเวลา

นอกจากนี้ยังมีชิป Ultra Wideband รุ่นที่ 2 สำหรับช่วยระบุตำแหน่งอุปกรณ์ที่รองรับได้อย่างแม่นยำมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้ฟีเจอร์ Precision Finding เพื่อตามหา iPhone ที่วางลืมไว้ ซึ่งสามารถแสดงทั้งทิศทางและระยะห่างของโทรศัพท์ได้ ถือเป็นลูกเล่นเล็ก ๆ ที่มีประโยชน์ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะคนที่ชอบวางโทรศัพท์ทิ้งไว้แล้วจำไม่ได้ว่าอยู่ตรงไหน

ส่วนการติดตามการนอนหลับ จากที่ผมทดลองใส่ Apple Watch Series 12 นอนเป็นประจำ พบว่าสามารถเก็บข้อมูลสุขภาพระหว่างนอนหลับได้ละเอียดขึ้นกว่า Series 6 ที่เคยใช้ โดยเฉพาะค่า HRV หรือความผันแปรของอัตราการเต้นของหัวใจ ที่รุ่นใหม่สามารถเก็บข้อมูลได้ถี่ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด พอเปิดดูกราฟย้อนหลังจะเห็นข้อมูลที่ต่อเนื่องและละเอียดกว่าเดิมมาก ทำให้เราสามารถสังเกตความเปลี่ยนแปลงของร่างกายในแต่ละคืนได้ชัดเจนขึ้น และมีข้อมูลสำหรับนำมาวิเคราะห์แนวโน้มสุขภาพได้มากกว่าเดิม

ที่น่าสนใจคือส่วนตัวผมสังเกตว่าค่า HRV ค่อนข้างสัมพันธ์กับความรู้สึกของตัวเองหลังตื่นนอนอยู่พอสมควร เพราะในวันที่ค่า HRV ต่ำกว่าระดับปกติของตัวเอง ก็มักจะเป็นวันที่ตื่นมาแล้วรู้สึกไม่ค่อยสดชื่น เพลีย ๆ หรือบางครั้งก็ง่วงไปทั้งวัน แต่ถ้าวันไหนค่า HRV อยู่ในเกณฑ์ที่ดีของตัวเอง ก็มักจะรู้สึกว่าร่างกายฟื้นตัวได้ดีและมีความสดชื่นมากกว่า

แน่นอนว่าค่า HRV ไม่ได้เป็นตัวชี้วัดคุณภาพการนอนหลับหรือความพร้อมของร่างกายได้ทั้งหมด เพราะยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอีกมาก แต่สำหรับผมมันก็เป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ไม่น้อย โดยเฉพาะเมื่อสามารถนำมาเปรียบเทียบกับความรู้สึกของตัวเองในแต่ละวันได้ ซึ่งนี่ถือเป็นหนึ่งในความเปลี่ยนแปลงที่ผมรู้สึกว่าได้ประโยชน์จริง ๆ หลังจากเปลี่ยนมาใช้ Series 12

ทดสอบออกกำลังกาย

สำหรับการติดตามการออกกำลังกาย Apple Watch Series 12 ยังคงทำได้ดีตามมาตรฐานของ Apple Watch ไม่ว่าจะเป็นการนับก้าว การติดตามระยะทาง การวัดอัตราการเต้นของหัวใจ หรือการคำนวณพลังงานที่เผาผลาญ ซึ่งฟีเจอร์พื้นฐานเหล่านี้ก็ทำได้ดีมาตั้งแต่รุ่นก่อน ๆ อยู่แล้ว จึงไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากนัก

ส่วนตัวผมไม่ได้เป็นสายวิ่งหรือออกกำลังกายกลางแจ้งเป็นประจำ แต่กิจกรรมที่ทำค่อนข้างบ่อยคือการเล่น Fitness Boxing บน Nintendo Switch ซึ่งเป็นเกมออกกำลังกายที่ให้เราออกหมัดตามจังหวะเพลง มีทั้งช่วงที่ออกกำลังกายเบา ๆ และช่วงที่ต้องออกแรงหนักต่อเนื่อง ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของอัตราการเต้นหัวใจค่อนข้างรวดเร็ว

จากที่ทดลองใช้งานโดยเลือกประเภทการออกกำลังกายเป็นมวยสากล (Boxing) พบว่า Apple Watch Series 12 สามารถติดตามอัตราการเต้นของหัวใจและบันทึกข้อมูลการออกกำลังกายได้ดี โดยผลที่ได้ในภาพรวมไม่ได้แตกต่างจาก Series 6 มากนัก แต่มีจุดหนึ่งที่รู้สึกว่าทำได้ดีขึ้นคือการตอบสนองของเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจ

เพราะจากประสบการณ์ที่ใช้ Series 6 มา เวลาที่ออกกำลังกายแล้วเปลี่ยนจากช่วงเบาไปเป็นช่วงหนักอย่างรวดเร็ว จนอัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้นมาก ๆ บางครั้งตัวนาฬิกาจะใช้เวลาสักพักกว่าจะตรวจจับและแสดงค่า Heart Rate ได้ทันกับการเปลี่ยนแปลงจริง โดยบางครั้งอาจต้องรอนานเป็นนาที กว่าค่าที่แสดงจะกลับมาอัปเดตได้ต่อเนื่องตามปกติ

พอเปลี่ยนมาเป็น Series 12 ก็รู้สึกว่าการตอบสนองในลักษณะนี้ทำได้รวดเร็วขึ้น สามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงของอัตราการเต้นหัวใจได้ต่อเนื่องกว่าเดิม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าอาการดังกล่าวจะหายไปทั้งหมด เพราะยังมีบางช่วงที่ตัวเลขอัปเดตช้าหรือหยุดนิ่งไปพักหนึ่งเหมือนกัน โดยเฉพาะช่วงที่ออกหมัดอย่างรวดเร็วและมีการขยับข้อมือตลอดเวลา ซึ่งอาจส่งผลต่อการอ่านค่าของเซ็นเซอร์ได้

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากผมเลือกประเภทการออกกำลังกายเป็น Boxing การเก็บข้อมูลจึงยังเน้นไปที่ระยะเวลา อัตราการเต้นของหัวใจ โซนหัวใจ และพลังงานที่เผาผลาญเป็นหลัก ไม่ได้มีการวิเคราะห์รายละเอียดเฉพาะทาง เช่น จำนวนหมัด ความเร็วในการออกหมัด หรือความหนักของการออกกำลังกายในแต่ละรอบเหมือนระบบที่ออกแบบมาสำหรับกีฬามวยโดยเฉพาะ

ซึ่งต่างจากการออกกำลังกายบางประเภทอย่างการวิ่งหรือปั่นจักรยาน ที่ Apple Watch มีข้อมูลเฉพาะทางให้ดูค่อนข้างละเอียดกว่า ดังนั้นถ้าใครใช้ Apple Watch เล่น Fitness Boxing แบบผม ก็ถือว่าเพียงพอสำหรับการติดตามภาพรวมของการออกกำลังกาย แต่ยังไม่ได้ละเอียดถึงขั้นนำมาวิเคราะห์ฟอร์มการชกหรือประสิทธิภาพในแต่ละยกได้

ส่วนการว่ายน้ำเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ผมอยากลองทดสอบเหมือนกัน เพราะ Apple Watch Series 12 รองรับการติดตามการว่ายน้ำ ทั้งระยะทาง จำนวนรอบ และข้อมูลการออกกำลังกายต่าง ๆ แต่ตอนนี้ยังไม่ได้มีโอกาสนำไปทดลองใช้งานจริง เอาไว้ถ้าได้ไปทดสอบในสระว่ายน้ำแล้วเป็นอย่างไร จะกลับมาอัปเดตผลให้ฟังกันอีกที

โดยรวมแล้วสำหรับการออกกำลังกายที่ผมทำเป็นประจำ Apple Watch Series 12 ยังคงตอบโจทย์ได้ดีเหมือนเดิม โดยเฉพาะการติดตามอัตราการเต้นของหัวใจที่รู้สึกว่าตอบสนองได้รวดเร็วขึ้นจาก Series 6 แม้จะยังมีบางจังหวะที่ตรวจวัดไม่ทันอยู่บ้าง แต่สำหรับการออกกำลังกายทั่วไปก็ถือว่าเพียงพอแล้ว และไม่ได้เป็นปัญหาที่กระทบต่อการใช้งานมากนัก

ฟีเจอร์ด้านความปลอดภัย

นอกจากความสามารถด้านสุขภาพและการออกกำลังกายที่พูดถึงไปแล้ว อีกหนึ่งเรื่องที่หลายคนน่าจะให้ความสำคัญไม่แพ้กันก็คือฟีเจอร์ด้านความปลอดภัย เพราะ Apple Watch ไม่ได้มีไว้แค่ติดตามสุขภาพเท่านั้น แต่ยังสามารถช่วยเหลือเราในสถานการณ์ฉุกเฉินได้ด้วย โดยเฉพาะเวลาที่เกิดอุบัติเหตุหรือไม่สามารถหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรขอความช่วยเหลือได้ด้วยตัวเอง ซึ่ง Apple Watch Series 12 ก็มีฟีเจอร์ที่น่าสนใจดังนี้

1. SOS ฉุกเฉิน (Emergency SOS)

ฟีเจอร์สำหรับติดต่อขอความช่วยเหลือในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยสามารถกดปุ่มด้านข้างของ Apple Watch ค้างไว้เพื่อเรียกเมนู SOS และโทรติดต่อหน่วยบริการฉุกเฉินได้โดยตรง นอกจากนี้หลังสิ้นสุดการโทร ระบบยังสามารถส่งข้อความพร้อมตำแหน่งปัจจุบันไปยังรายชื่อติดต่อฉุกเฉินที่ตั้งค่าเอาไว้ เพื่อให้คนใกล้ชิดทราบว่าเราอาจกำลังต้องการความช่วยเหลือและอยู่บริเวณไหน

อย่างไรก็ตาม การโทรฉุกเฉินจำเป็นต้องมีการเชื่อมต่อที่รองรับ โดยเฉพาะรุ่น GPS ที่ต้องอาศัย iPhone ที่เชื่อมต่ออยู่ หรือการโทรผ่าน Wi-Fi ที่ตั้งค่าไว้ ส่วนรุ่น GPS + Cellular สามารถใช้เครือข่ายมือถือได้โดยไม่ต้องมี iPhone อยู่ใกล้ในพื้นที่ที่รองรับ

2. การตรวจจับการล้ม (Fall Detection)

อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ผมมองว่ามีประโยชน์มาก โดยเฉพาะสำหรับผู้สูงอายุ คนที่อาศัยอยู่ตามลำพัง หรือคนที่ชอบออกกำลังกายคนเดียว เพราะอุบัติเหตุจากการหกล้มเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้โดยไม่คาดคิด และบางครั้งอาจรุนแรงจนไม่สามารถลุกขึ้นมาหยิบโทรศัพท์เพื่อขอความช่วยเหลือได้

โดย Apple Watch สามารถใช้เซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวเพื่อระบุการล้มอย่างรุนแรง หากตรวจพบเหตุการณ์ดังกล่าว นาฬิกาจะสั่น ส่งเสียงเตือน และแสดงข้อความถามว่าต้องการความช่วยเหลือหรือไม่ ซึ่งเราสามารถเลือกโทรฉุกเฉินหรือกดยกเลิกได้หากไม่ได้รับบาดเจ็บ

แต่ถ้าระบบตรวจพบว่าไม่มีการเคลื่อนไหวเป็นเวลาประมาณ 1 นาที นาฬิกาจะเริ่มนับถอยหลังอีก 30 วินาที ก่อนพยายามโทรติดต่อบริการฉุกเฉินโดยอัตโนมัติ พร้อมแจ้งตำแหน่งให้รายชื่อติดต่อฉุกเฉินที่ตั้งค่าเอาไว้หลังสิ้นสุดการโทร

ที่น่าสนใจคือสำหรับผู้ใช้ที่มีอายุ 55 ปีขึ้นไป Apple จะเปิดระบบตรวจจับการล้มให้อัตโนมัติเมื่อมีการระบุอายุไว้อย่างถูกต้อง แต่ก็ควรเข้าไปตรวจสอบอีกครั้งว่าตั้งค่าเป็นการตรวจจับตลอดเวลา (Always On) ไม่ใช่เฉพาะตอนออกกำลังกาย รวมถึงตั้งค่ารายชื่อติดต่อฉุกเฉินให้เรียบร้อยด้วย

ส่วนตัวผมมองว่าฟีเจอร์นี้เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ Apple Watch น่าสนใจสำหรับการซื้อให้พ่อแม่หรือผู้สูงอายุใช้งาน เพราะอย่างน้อยหากเกิดเหตุไม่คาดฝันในช่วงที่ไม่มีใครอยู่บ้าน ก็ยังมีอุปกรณ์อีกชิ้นที่อาจช่วยติดต่อขอความช่วยเหลือได้ แม้จะไม่ได้รับประกันว่าจะตรวจจับการล้มได้ทุกครั้งก็ตาม

3. การตรวจจับการชนกัน (Crash Detection)

ฟีเจอร์นี้ออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือเมื่อเกิดอุบัติเหตุรถยนต์ชนอย่างรุนแรง โดย Apple Watch จะนำข้อมูลจากเซ็นเซอร์หลายชนิดมาวิเคราะห์ร่วมกัน เพื่อตรวจจับลักษณะการเคลื่อนไหวที่อาจเกิดจากอุบัติเหตุ เช่น การชนด้านหน้า ด้านข้าง ด้านหลัง หรือรถพลิกคว่ำ

หากตรวจพบการชนอย่างรุนแรง ระบบจะแสดงข้อความแจ้งเตือนพร้อมเสียงและการสั่น เพื่อให้เราเลือกโทรขอความช่วยเหลือหรือยกเลิกได้ แต่หากไม่มีการตอบสนอง นาฬิกาจะเริ่มกระบวนการโทรติดต่อบริการฉุกเฉินโดยอัตโนมัติ พร้อมแจ้งตำแหน่งไปยังรายชื่อติดต่อฉุกเฉินที่ตั้งค่าไว้ตามเงื่อนไขของระบบ

4. การนำทางย้อนกลับ (Backtrack)

สำหรับคนที่ชอบเดินป่า ท่องเที่ยว หรือเดินทางไปยังสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย Apple Watch ยังมีฟีเจอร์ Backtrack ในแอป Compass ที่ช่วยบันทึกเส้นทางที่เดินผ่านมา และนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้แสดงเส้นทางย้อนกลับ เพื่อช่วยให้เราหาทางกลับไปยังจุดเดิมได้

แม้ฟีเจอร์นี้อาจไม่ได้จำเป็นสำหรับการใช้ชีวิตประจำวันมากนัก แต่ก็ถือว่ามีประโยชน์ในสถานการณ์ที่เดินหลงทาง โดยเฉพาะพื้นที่ธรรมชาติหรือบริเวณที่ไม่มีเส้นทางชัดเจนหรือบริเวณที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์

โดยรวมแล้วผมมองว่าฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยเป็นอีกหนึ่งจุดแข็งของ Apple Watch โดยเฉพาะสำหรับผู้สูงอายุหรือคนที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ตามลำพัง เพราะนอกจากจะช่วยติดตามสุขภาพแล้ว ยังมีระบบที่ออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินด้วย

แน่นอนว่าฟีเจอร์เหล่านี้เป็นสิ่งที่เราอาจไม่เคยได้ใช้เลยตลอดอายุการใช้งานนาฬิกา ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องดีแล้ว แต่การมีติดตัวเอาไว้ก็ช่วยเพิ่มความอุ่นใจให้ทั้งผู้สวมใส่และคนในครอบครัวได้ไม่น้อย อย่างไรก็ตาม ต้องเข้าใจว่าระบบเหล่านี้ไม่ได้รับประกันว่าจะตรวจพบอุบัติเหตุได้ทุกครั้ง และการขอความช่วยเหลือยังขึ้นอยู่กับการเชื่อมต่อเครือข่ายและพื้นที่ให้บริการด้วยเช่นกัน

แบตเตอรี่ใช้ได้เกือบ 2 วัน

สำหรับเรื่องแบตเตอรี่ Apple Watch Series 12 ทาง Apple เคลมว่าสามารถใช้งานได้นานสูงสุด 24 ชั่วโมงในการใช้งานทั่วไป พร้อมรองรับระบบชาร์จเร็วที่สามารถชาร์จแบตเตอรี่จาก 0-80% ได้ในเวลาประมาณ 30 นาที ซึ่งถือว่าเป็นระยะเวลาที่ค่อนข้างเร็วสำหรับ Smart Watch

จากที่ทดลองใช้งานจริงต้องบอกว่ารอบนี้รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงได้ค่อนข้างชัดเจน แต่ก็นะ ด้วยความที่ผมเปลี่ยนมาจาก Apple Watch Series 6 ซึ่งเป็นรุ่นเก่าหลายปีแล้ว แถมแบตเตอรี่ก็ผ่านการใช้งานมานาน จะรู้สึกว่าแบตเตอรี่ของรุ่นใหม่อึดขึ้นก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรนัก

สำหรับรูปแบบการใช้งานของผม เรียกว่าเปิดฟีเจอร์แทบทุกอย่างที่มีเลยก็ว่าได้ ทั้ง GPS, Wi-Fi, Always-On Display, การติดตามอัตราการเต้นของหัวใจ, การวัดออกซิเจนในเลือด, การตรวจจับเสียงรบกวน รวมถึงเปิดรับการแจ้งเตือนจากแอปต่าง ๆ ตามปกติ โดยไม่ได้พยายามปิดฟีเจอร์อะไรเพื่อประหยัดแบตเตอรี่เป็นพิเศษ

ปกติผมจะถอดนาฬิกาออกจากแท่นชาร์จตอนประมาณตี 1 ก่อนเข้านอน และใส่นอนเพื่อเก็บข้อมูลสุขภาพตลอดทั้งคืน พอตื่นเช้ามาก็ใส่เดินทางไปทำงาน มีเดินไปขึ้นรถ ใช้งานระหว่างวันตามปกติ รวมถึงออกกำลังกายประมาณวันละ 30 นาที ก่อนจะกลับมาชาร์จอีกครั้งตอนประมาณ 4 ทุ่ม เท่ากับว่าใส่ใช้งานต่อเนื่องประมาณ 21 ชั่วโมงต่อวัน

ผลที่ได้ถือว่าน่าประทับใจพอสมควร เพราะเดิมที Apple Watch Series 6 ของผม เมื่อใช้งานในลักษณะเดียวกัน พอกลับถึงบ้านแบตเตอรี่จะเหลืออยู่ประมาณ 20% เท่านั้น แต่พอเปลี่ยนมาเป็น Series 12 กลับพบว่าแบตเตอรี่ยังเหลืออยู่ประมาณ 50% เลยทีเดียว เรียกว่าต่างกันค่อนข้างมาก และเหลือเฟือสำหรับการใช้งานหนึ่งวันเต็ม ๆ ในรูปแบบการใช้ชีวิตของผม

ถึงขนาดที่ว่าถ้าวันไหนเลิกงานแล้วอยากออกไปปาร์ตี้ต่อกับเพื่อน กลับบ้านอีกทีตอนเช้าก็ยังมีแบตเตอรี่เหลือให้ใช้งานได้แบบไม่ต้องกังวลมากนัก ต่างจาก Series 6 ที่ถ้ารู้ตัวว่าจะกลับดึกแบบนี้ บางครั้งก็ต้องหาเวลาแวะชาร์จระหว่างวันเอาไว้ก่อน ไม่อย่างนั้นมีโอกาสที่แบตเตอรี่จะหมดก่อนกลับถึงบ้าน

อย่างไรก็ตาม ถึงแบตเตอรี่ของ Series 12 จะอึดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ยังไม่ได้ถึงขั้นใช้งานได้ 2 วันเต็มแบบไม่ต้องกังวล เพราะถ้าเปิดฟีเจอร์ทุกอย่างตามปกติและใส่นอนด้วยเหมือนผม ก็ยังมองว่าการชาร์จวันละครั้งเป็นเรื่องที่เหมาะสมกว่า ส่วนใครที่อยากลากแบตเตอรี่ให้ใช้งานได้นานกว่านั้น อาจต้องลองเปิดโหมดประหยัดพลังงาน (Low Power Mode) และลดการใช้งานบางฟีเจอร์ลง ซึ่งก็น่าจะช่วยยืดระยะเวลาออกไปได้อีกพอสมควร

แต่ส่วนตัวผมก็ไม่ได้มองว่าเรื่องนี้เป็นข้อเสียอะไรมากนัก เพราะต้องยอมรับว่า Apple Watch เป็น Smart Watch ที่มีความสามารถค่อนข้างเยอะ ทั้งติดตั้งแอปเพิ่มเติมได้ มีระบบปฏิบัติการและหน้าตาเมนูที่สวยงาม ปรับแต่งได้หลากหลาย รวมถึงมีเซ็นเซอร์สุขภาพหลายตัวทำงานอยู่เบื้องหลังตลอดเวลา ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ต้องแลกมากับการใช้พลังงานที่สูงกว่านาฬิกาที่มีระบบเรียบง่ายกว่าเป็นธรรมดา

ดังนั้นถ้ามองจากพฤติกรรมการใช้งานจริงของผม แบตเตอรี่ของ Apple Watch Series 12 ถือว่าตอบโจทย์ได้ดีมาก เพราะสามารถใช้งานตั้งแต่ตื่นนอน ไปทำงาน ออกกำลังกาย ไปจนถึงเข้านอนอีกครั้งได้โดยไม่ต้องคอยกังวลเรื่องแบตเตอรี่เหมือนแต่ก่อน แม้จะยังต้องชาร์จทุกวันอยู่ก็ตาม

ถ้าใช้ iPhone จำเป็นต้องซื้อ Apple Watch หรือไม่?

สำหรับคนที่ใช้ iPhone แต่ไม่เคยใช้ Apple Watch มาก่อน ก็ต้องยอมรับว่า Apple Watch เป็นเหมือน Default Choice หรือตัวเลือกแรก ๆ ที่หลายคนนึกถึง เพราะออกแบบมาให้ทำงานร่วมกับระบบนิเวศของ Apple ได้อย่างลงตัวที่สุด เรียกได้ว่าเมื่อก่อนถ้าใช้ iPhone แล้วอยากได้ Smart Watch สักเรือน ก็คงหนีไม่พ้น Apple Watch นี่แหละ

แต่ปัจจุบันตลาด Smart Watch เปลี่ยนไปมาก หลายแบรนด์พัฒนานาฬิกาของตัวเองได้ดีขึ้น ทั้งฟีเจอร์สุขภาพ การออกกำลังกาย และแบตเตอรี่ ทำให้คนใช้ iPhone ไม่จำเป็นต้องเลือก Apple Watch เสมอไปอีกแล้ว

อย่าง Garmin ที่เหมาะกับสายออกกำลังกายจริงจัง สายวิ่ง สายลุย เน้นความทนทาน แบตเตอรี่อึด และข้อมูลการฝึกซ้อมที่ละเอียด ส่วน HUAWEI ก็โดดเด่นเรื่องความคุ้มค่า ดีไซน์หลากหลาย แบตเตอรี่ใช้งานได้นาน รวมถึงมีรุ่นที่เหมาะกับคนชอบออกรอบตีกอล์ฟโดยเฉพาะ ขณะที่ Samsung, OPPO และ Xiaomi ส่วนใหญ่ยังเน้นการทำงานร่วมกับ Android เป็นหลัก บางรุ่นไม่รองรับ iPhone หรือใช้งานได้ไม่ครบทุกฟีเจอร์ จึงอาจไม่ใช่ตัวเลือกที่น่าสนใจนัก

สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับการใช้งานของแต่ละคน ถ้าเน้นใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวัน รับแจ้งเตือน ติดตามสุขภาพ ใช้แอปต่าง ๆ และต้องการความสะดวกในการเชื่อมต่อกับ iPhone ผมยังมองว่า Apple Watch ลงตัวที่สุด แต่ถ้าเน้นออกกำลังกายจริงจัง ต้องการข้อมูลเชิงลึก หรือไม่อยากชาร์จแบตเตอรี่ทุกวัน Garmin ก็อาจตอบโจทย์ได้ดีกว่า

หรือถ้ารู้สึกว่า Apple Watch แพงเกินไป ก็ยังมี Fitness Tracker และ Smart Band ราคาหลักร้อยถึงหลักพันให้เลือกอีกเพียบ ซึ่งมีฟีเจอร์พื้นฐานอย่างการนับก้าว วัดหัวใจ และดูการแจ้งเตือนให้ใช้งาน แม้ลูกเล่นและความสามารถจะไม่ครบเท่า Smart Watch ระดับสูง แต่ก็ประหยัดเงินไปได้เยอะเหมือนกัน

อย่างไรก็ตาม อีกเรื่องที่มองข้ามไม่ได้ก็คือ Smart Watch เป็นทั้งอุปกรณ์ไอทีและเครื่องประดับแฟชั่นที่เราใส่ติดตัวแทบทุกวัน ต่อให้สเปกดี ฟีเจอร์ครบ หรือแบตเตอรี่อึดแค่ไหน แต่ถ้าไม่ถูกใจดีไซน์ ไม่ชอบสี หรือใส่แล้วรู้สึกว่าไม่เข้ากับตัวเอง สุดท้ายก็คงไม่อยากหยิบมาใส่อยู่ดี

เพราะฉะนั้นผมมองว่า Smart Watch ที่ดีที่สุดไม่จำเป็นต้องเป็นรุ่นที่สเปกแรงหรือฟีเจอร์เยอะที่สุด แต่ควรเป็นเรือนที่ตอบโจทย์การใช้งาน และเป็นเรือนที่เราชอบจนอยากใส่ทุกวันมากกว่า

สรุป Apple Watch ยังไงก็เป็น Apple Watch แค่เลขเพิ่มขึ้น

หลังจากได้ลองใช้งาน Apple Watch Series 12 มาสักพัก ต้องบอกว่าภาพรวมยังคงเป็น Smart Watch ที่ทำได้ดีแทบทุกด้านตามมาตรฐานของ Apple ไม่ว่าจะเป็นดีไซน์ที่สวยงาม สวมใส่สบาย หน้าจอที่คมชัด ระบบปฏิบัติการที่ลื่นไหล รวมถึงฟีเจอร์สุขภาพและการออกกำลังกายที่ให้มาค่อนข้างครบ ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เป็นจุดแข็งที่ทำให้ Apple Watch ได้รับความนิยมมาโดยตลอด

แต่ถ้าถามว่า Series 12 มีอะไรใหม่จนทำให้ต้องร้องว้าวหรือเปล่า ส่วนตัวกลับรู้สึกว่าไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดขนาดนั้น เพราะหลายอย่างเป็นการนำสิ่งที่ดีอยู่แล้วมาปรับปรุงให้ดีขึ้นอีกเล็กน้อยมากกว่า ทั้งดีไซน์ หน้าจอ ประสิทธิภาพ และฟีเจอร์ต่าง ๆ ที่หลายอย่างก็มีอยู่ในรุ่นก่อนหน้าแล้ว

อย่างไรก็ตาม สำหรับผมที่เปลี่ยนมาจาก Apple Watch Series 6 ซึ่งใช้งานมาหลายปี ความรู้สึกกลับแตกต่างออกไปพอสมควร เพราะพอข้ามรุ่นมาหลายปี สิ่งที่ Apple ค่อย ๆ ปรับปรุงมาตลอดก็เริ่มเห็นผลชัดเจนขึ้น ทั้งหน้าจอที่ใหญ่ขึ้นโดยไม่ทำให้ตัวเรือนดูเทอะทะ การติดตามข้อมูลสุขภาพที่ละเอียดขึ้น โดยเฉพาะค่า HRV รวมถึงแบตเตอรี่ที่อึดขึ้นจนไม่ต้องคอยกังวลว่าจะหมดระหว่างวันเหมือนแต่ก่อน

และนี่ก็น่าจะเป็นคำตอบว่าทำไมตลอดหลายปีที่ผ่านมาผมถึงไม่ได้รู้สึกอยากเปลี่ยน Apple Watch สักที เพราะเอาเข้าจริง Series 6 ก็ยังทำหน้าที่ของมันได้ดีอยู่ ทั้งดูเวลา รับแจ้งเตือน ติดตามสุขภาพ และออกกำลังกาย จนไม่ได้รู้สึกว่าจำเป็นต้องเสียเงินเปลี่ยนใหม่ทุกปี แต่เมื่อถึงจุดที่แบตเตอรี่เริ่มเสื่อมตามอายุการใช้งาน และมีฟีเจอร์ใหม่ ๆ สะสมเพิ่มเข้ามามากพอ การเปลี่ยนเป็น Series 12 ในครั้งนี้ก็เลยรู้สึกว่าคุ้มค่ากับการอัปเกรดมากกว่าเดิม

ดังนั้นถ้าใครใช้ Apple Watch รุ่นเก่าอย่าง Series 6, 7 หรือ 8 อยู่ และเริ่มเจอปัญหาแบตเตอรี่ไม่พอใช้ หน้าจอเล็ก หรืออยากได้ฟีเจอร์สุขภาพใหม่ ๆ ผมมองว่า Series 12 เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมาก เพราะน่าจะสัมผัสถึงความแตกต่างได้หลายจุด แต่ถ้าใครใช้ Series 10 หรือ Series 11 อยู่แล้ว และเครื่องเดิมยังทำงานได้ดี ก็อาจยังไม่มีเหตุผลมากพอที่จะต้องรีบเปลี่ยนในตอนนี้

สุดท้ายแล้ว ผมมองว่า Apple Watch Series 12 ไม่ใช่นาฬิกาที่จำเป็นต้องเปลี่ยนทุกปี และนั่นก็ไม่ได้เป็นเรื่องแย่อะไรเลย เพราะการที่ Apple Watch รุ่นเก่ายังใช้งานได้ดีต่อเนื่องหลายปี ก็สะท้อนให้เห็นว่าตัวผลิตภัณฑ์เองมีความลงตัวมากพออยู่แล้ว

สำหรับผมการเปลี่ยนจาก Series 6 มาเป็น Series 12 ในครั้งนี้ถือว่าตัดสินใจไม่ผิด และรู้สึกว่าเป็นอะไรที่สมควรแก่เวลาแล้ว แม้จะไม่ได้รู้สึกเหมือนได้ใช้นาฬิกาที่แตกต่างจากเดิมไปทั้งหมด แต่ก็รู้สึกว่ามีอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ดีขึ้นในหลายด้าน เอาง่าย ๆ แค่แบตอึดขึ้นก็รูสึกว่าคุ้มแล้ว ส่วนใครที่ใช้รุ่นใหม่กว่าอยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน เพราะบางที Apple Watch เรือนที่ดีที่สุด อาจเป็นเรือนเดิมที่ยังใช้งานได้ดีอยู่บนข้อมือของเรานี่แหละ