Android Device Reviews

[Review] รีวิว OnePlus 5 เร็ว แรง แบตอึด อีกหนึ่งผู้ท้าชิงในตลาดเรือธง

ถึงแม้ว่าค่าย OnePlus จะเพิ่งเกิดมาได้ไม่กี่ปี แต่ว่าแต่ละครั้งที่มีการเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ในสังกัดก็สามารถดึงดูดความสนใจจากผู้คนมาได้เรื่อยๆ ด้วยความที่จัดหนักในเรื่องของสเปคในราคาย่อมเยา แต่รุ่นล่าสุดอย่าง OnePlus 5 ที่เพิ่งจะเปิดตัวออกมานั้น ดูเหมือนว่า OnePlus จะเริ่มขยับตัวเองให้เข้าใกล้คำว่าเรือธงมากขึ้น เพราะว่า OnePlus 5 เป็นรุ่นที่แพงที่สุดเท่าที่เคยมีมา ส่วนการใช้งานจริงจะเป็นอย่างไร คุ้มค่าแก่การซื้อมั้ย เข้ามาดูกันได้เลยครับ

ก่อนหน้านี้เราได้ทำการแกะกล่องพรีวิวกันไปแล้ว ถ้าหากว่าใครอยากรู้ว่าในกล่องของ OnePlus 5 นั้นมีอะไรบ้าง หรืออยากดูว่ารอบๆ ตัวเครื่องว่ามีหน้าตาเป็นอย่างไร ก็สามารถกดเข้าไปดูได้ตามลิ้งค์ด้านล่างเลยครับ

อย่างที่บอกไปคือ OnePlus 5 เป็นสมาร์ทโฟนที่แพงที่สุดของ OnePlus โดยแบ่งออกเป็น 2 รุ่นด้วยกัน

  • 6GB / 64GB – $479 (~16,300 บาท)
  • 8GB / 128GB – $539 (~18,300 บาท)

ถ้าหากว่าเทียบกับราคาเริ่มต้นของ OnePlus 3T รุ่นก่อนหน้าที่มีราคาอยู่ที่ $439 (~15,000 บาท) ก็จะเห็นว่าราคานั้นไม่ได้เพิ่มขึ้นเยอะขนาดนั้น โดยรุ่นที่เราจับมารีวิวนั้นเป็นรุ่นท็อป 8GB / 128GB ครับ

 

สเปคของ OnePlus 5

  • OS: Android 7.1.1 Nougat with OxygenOS
  • หน้าจอ: AMOLED 5.5 นิ้ว ความละเอียด Full HD 1080 x 1920 พิกเซล
  • CPU: Qualcomm Snapdragon 835 2.45 GHz octa-core
  • GPU: Adreno 540
  • RAM: 6GB / 8GB LPDDR4
  • หน่วยความจำภายใน: 64GB / 128GB UFS 2.1-2 lane (ใส่ microSD ไม่ได้)
  • กล้องหลัง:
    • Main: 16 MP Sony IMX 398 sensor, 1.12 μm, ƒ/1.7 aperture, EIS, dual LED flash
    • Telephoto: 20 MP Sony IMX 350 sensor, 1.0 μm, ƒ/2.6 aperture
  • กล้องหน้า: 16 MP Sony IMX 371 sensor, 1.0 μm, ƒ/2.0 aperture, EIS
  • การเชื่อมต่อ:
    • Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac, 2.4/5 GHz, 2×2 MIMO
    • Bluetooth 5.0, supports aptX & aptX HD
    • NFC
    • GPS, GLONASS, BeiDou
    • รองรับ 4G LTE
    • รองรับ Full NetCom 3.0
    • Dual Nano-SIM
  • เซนเซอร์
    • Fingerprint
    • Hall
    • Accelerometer
    • Gyroscope
    • Proximity
    • Ambient light
    • Electronic compass
    • Sensor hub
  • แบตเตอรี่: 3,300 mAh รองรับ Dash Charge (5V 4A)
  • สัดส่วน: 154.2 x 74.1 x 7.25 มิลลิเมตร
  • น้ำหนัก: 165 กรัม

 

ดีไซน์และตัวเครื่อง

อย่างที่เราเห็นกันในการพรีวิวไปแล้ว (ใครยังไม่ได้อ่านก็ย้อนกลับไปอ่านก่อนได้ครับ) ตัวเครื่องของ OnePlus 5 นั้นใช้วัสดุเป็นโลหะแบบ Unibody เช่นเดียวกับตอน OnePlus 3 และ 3T แต่ว่ารอบตัวเครื่องนั้มีขนาดที่บางกว่า มีความบางอยู่ที่ 7.25 มิลลิเมตร มุมทั้ง 4 ด้านของ OnePlus 5 มีความโค้งมน การถือในมือก็ค่อนข้างสบาย ไม่รู้สึกว่าใหญ่จนเกินไป

ในเรื่องดีไซน์ของตัวเครื่องนั้นมีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมอย่างชัดเจน ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นหนึ่งในกระแสที่หลายๆ คนพูดถึง เพราะว่ามีความคล้ายคลึงกับของ iPhone 7 Plus แต่จะไปเหมือนกับ OPPO R11 เสียมากกว่า แต่สุดท้ายแล้วเรื่องนี้ก็ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคนครับ ซึ่งส่วนตัวผมแล้วไม่ได้ติดอะไร มันอยู่ที่การใช้งานจริงมากกว่า

ถึงแม้ว่าลำโพงของ OnePlus 5 จะมีแค่ด้านล่างเพียงอย่างเดียว แต่ว่าเสียงนั้นดังใช้ได้เลยละครับ โดยโทนเสียงนั้นจะออกไปทางเสียงสูงซะมากกว่า ซึ่งปัญหาของลำโพงด้านล่างก็คือ เวลาเล่นเกมแล้วอุ้งมือหรือนิ้วจะไปปิด ทำให้เสียงนั้นหายไป

จุดด้อยในเรื่องของตัวเครื่องที่เห็นใน OnePlus 5 ก็คือ การที่ไม่รองรับการกันน้ำและกันฝุ่น ซึ่งถ้าใครสนในเรื่องนี้ก็อาจจะต้องมองข้ามรุ่นนี้ไปได้เลยครับ

 

หน้าจอ

OnePlus 5 ยังคงใช้หน้าจอ AMOLED ขนาด 5.5 นิ้ว ที่ความละเอียด Full HD 1080p แบบเดียวกับตอน OnePlus 3 และ OnePlus 3T ซึ่งบอกตามตรงว่าผมไม่ติดอะไรกับการที่หน้าจอยังเป็นแค่ Full HD 1080p เพราะว่ามองยังไงก็ไม่เห็นเม็ดพิกเซลเลยแม้แต่น้อย แถมยังประหยัดพลังงานมากกว่าหน้าจอ QHD อีกด้วย

สีสันของหน้าจอสวยงาม มีความสว่างพอที่จะสู้แสงแดดอันเจิดจ้าข้างนอกได้ นอกจากนี้ การที่ใช้หน้าจอเป็น AMOLED ทำให้ไม่จำเป็นที่จะต้องจ่ายไฟไปยังแผงหน้าจอเพื่อแสดงผลสีดำ ซึ่งช่วยในเรื่องของประหยัดพลังงานเพิ่มเข้ามาอีก

แต่หลายๆ คนอาจจะสงสัยว่า “เจอปัญหา jelly scrolling มั้ย?” ขอตอบสั้นๆ ว่า “ไม่เคยเจอครับ”

 

ประสิทธิภาพการใช้งาน

ถ้าหากว่าเราดูจากสเปคแล้วก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่า OnePlus 5 นั้นลื่นไหลไม่แพ้สมาร์ทโฟนเรือธงตัวใดๆ ในตลาด แถมจะลื่นกว่าด้วยซ้ำไป ซึ่งก็ต้องขอบคุณการทำงานของ Snapdragon 835, RAM 8GB, ROM UFS2.1 และ GPU Adreno 540 รวมไปถึง Oxygen OS ที่ค่อนข้างจะเบา

แอพต่างๆ นั้นเปิดไวมาก แถม RAM 8GB ยังช่วยให้การสลับเปลี่ยนแอพนั้นรวดเร็วยิ่งขึ้น เรียกได้ว่าแทบจะไม่ต้องรอการรีโหลดเมื่อเปิดแอพที่ค้างไว้นานแล้วกันเลยทีเดียว

การเล่นเกมกราฟฟิกสูงๆ ไม่เป็นปัญหาสำหรับ OnePlus 5 เลยแม้แต่น้อย ผมสามารถที่จะเล่น RoV เปิดโหมดเฟรมเรทสูง โดยที่ไม่เจออาการกระตุกเลยแม้แต่ครั้งเดียว แถมระหว่างเล่นยังมีเฟรมเรทที่ 50+ ตลอดเวลา ส่วนเกมอย่าง Lineage2 Revolution ก็สามารถที่จะเปิดทุกอย่างสูงสุดโดยที่ไม่กระตุกเลยเช่นเดียวกันครับ

เรื่องผลการทดสอบ benchmark นั้นอาจจะไม่ได้จำเป็นซักเท่าไหร่ เพราะเชื่อว่าหลายๆ คนอาจจะเคยได้ยินข่าวฉาวเกี่ยวกับการโกงผลคะแนน benchmark กันมาแล้ว แต่ก็ขอใส่ไปซักหน่อยละกันครับ เพื่อใครอยากรู้

 

แบตเตอรี่

OnePlus 5 มาพร้อมกับแบตเตอรี่ความจุ 3,300 mAh น้อยลงกว่าตอน OnePlus 3T อยู่ 100 mAh เหตุเพราะขนาดตัวเครื่องที่บางลง ซึ่งเท่าที่ลองใช้งานมาซักพักก็ต้องบอกเลยว่าพอใจมากๆ สำหรับการใช้งานทั่วไปของผมก็คือ เล่น Facebook คุยแชท ฟังเพลง เล่นเว็บ และ เล่นเกม (ช่วงนี้จะหนักไปทางอันสุดท้าย) โดยแบตเตอรี่นั้นสามารถอยู่ได้แบบเต็มวัน และมีการ screen-on-time อยู่ที่ประมาณ 4-5 ชั่วโมง

แต่ถ้าหากว่าใครใช้งานแบบหนักหน่วงจริงๆ ทาง OnePlus 5 ก็มีระบบ Dash Charge ที่สามารถชาร์จไฟได้อย่างรวดเร็ว (มากๆ) แต่ต้องใช้สายและอแดปเตอร์ที่แถมมาให้เท่านั้น ซึ่งตัวอแดปเตอร์จะทำการจ่ายไฟที่ 5V 4A โดยจากที่ทดสอบคือ สามารถชาร์จได้ 45% ในเวลา 26 นาที ครับ

 

ซอฟต์แวร์

จุดหนึ่งที่ผมชอบสมาร์ทโฟนจากทาง OnePlus ก็คือ ซอฟต์แวร์ที่มีความใกล้เคียงกับ Pure Android มาก โดยระบบปฏิบัติการ OnePlus มีชื่อว่า OxygenOS ที่หน้าตาและการใช้งานนั้นให้อารมณ์เดียวกับของทางตระกูล Nexus และ Pixel เลยก็ว่าได้ แต่เพิ่มลูกเล่นที่สามารถนำมาใช้งานได้จริงเข้ามาให้ด้วย ซึ่งตอนนี้ครอบอยู่บน Android 7.1.1 Nougat อีกที

Buttons ทำให้เราสามารถที่จะเลือกสลับระหว่างการใช้งานปุ่ม on-screen navigation หรือว่าจะใช้เป็นปุ่ม capacitive ก็ได้ ค่าเริ่มต้นของ OnePlus นั้นไม่ได้ทำให้เรากดปุ่ม recent apps ค้างเพื่อใช้งาน split screen ซึ่งอันนี้เราต้องทำการตั้งค่าเอาเองในหน้า Buttons ครับ

Gestures บน OnePlus 5 ก็จะคล้ายกับระบบ gestures ของเจ้าอื่นๆ อย่าง เคาะสองครั้งเพื่อเปิดหน้าจอ หรือ การลากสามนิ้วที่หน้าจอเพื่อบันทึกภาพหน้าจอ นอกจากนี้เรายังสามารถทำ app shortcut ด้วยการวาด O, V, S, M หรือ W บนหน้าจอได้อีกด้วย

Reading mode เป็นฟีเจอร์ที่ไม่ผมยังไม่เคยเห็นที่ไหนในสมาร์ทโฟนรุ่นไหนๆ มาก่อน เป็นฟีเจอร์ที่เจ้าอื่นๆ ก็มีอยู่แล้ว แต่ว่า OnePlus นั้นแตกต่างจากเจ้าอื่นตรงที่เป็นการปรับสีของหน้าจอให้ออกโทนเหลืองๆ และปรับการแสดงผลให้เป็น greyscale ทั้งระบบไม่ใช่แค่แอพใดแอพหนึ่งเท่านั้น เหมาะกับคนที่ชอบเล่นมือถือตอนกลางคืนหรืออ่าน e-book ยาวๆ เพราะว่าจะช่วยในเรื่องของการถนอมสายตาครับ

 

Theme ทำให้เราสามารถจะเปลี่ยน UI ของ OnePlus 5 ได้ โดยมีให้เลือกอยู่ 3 แบบ คือ Default, Light และ Dark โดย Light จะทำให้ทุกอย่างกลายเป็นสีขาว ส่วน Dark จะทำให้ทุกอย่างกลายเป็นสีดำสนิท ซึ่งเป็น theme ที่เหมาะกับหน้าจอ AMOLED เพราะช่วยในเรื่องของการประหยัดพลังงาน

Game mode เมื่อเปิดใช้งานจะทำให้การแจ้งเตือนนั้นไม่แสดงขึ้นมาเวลาที่เล่นเกมอยู่ (เหมาะกับการเล่น RoV แบบสุดๆ) และทำให้ปุ่มต่างนั้นไม่ทำงานด้วย เพราะบางทีกำลังกดเกมรัวๆ อยู่แล้วไปโดนปุ่ม home  ขึ้นมาก็แทบร้องเลยละครับ ฮ่าๆ

 

กล้อง

OnePlus 5 มาพร้อมกับการอัพเกรดจากตอน OnePlus 3T อยู่พอสมควร และสิ่งที่ OnePlus พยายามจะโปรโมทมากที่สุดในรุ่นนี้ก็คือ กล้องหลังคู่ เพราะที่กล่องยังเขียนไว้ว่า “Dual Camera. Clearer Photos” เลย โดยกล้องหลักมีความละเอียดอยู่ที่ 16 ล้านพิกเซล f/1.7 ส่วนกล้องเลนส์ซูมมีความละเอียดอยู่ที่ 20 ล้านพิกเซล f/2.6 ซึ่งเป็นคอมโบกล้องคู่ที่มีความละเอียดสูงที่สุดในตลาดตอนนี้

การใช้งานเลนส์ซูมนั้นทำให้ OnePlus 5 นั้นเหมือนกับ iPhone 7 Plus มากขึ้นกว่าเดิม โดยทาง OnePlus นั้นโฆษณาไว้ว่าเป็น 2x lossless zoom ซึ่งก่อนหน้านี้เราก็ได้รู้ความจริงแล้วว่า เป็น 1.6x optical zoom บวกกับ 0.4x digital zoom ด้วยเทคโนโลยี SmartCapture ของทาง OnePlus เอง

User Interface ของกล้อง OnePlus 5 นั้นดูเรียบง่ายและใช้งานง่าย โหมดที่มีให้เลือกใช้ก็คือ Portrait, Pro Mode, Time-lapse, Slow motion และ Panoroma

สำหรับ Pro Mode ก็จะมีให้เราเลือกปรับ ISO, White Balance, Shutter Speed, Focus แลพ Exposure รองรับการบันทึกเป็นไฟล์ RAW เพื่อนำไปแต่งทีหลังก็ยังได้ นอกจากนี้ยังมี histogram ไว้ให้ดูอีกด้วยครับ

ภาพจากกล้องหลังของ OnePlus 5 นั้นสามารถเก็บรายละเอียดได้เป็นอย่างดีในสภาพแสงที่ดี ภาพมีความคมชัดกำลังดี สีที่ได้ก็ดูเป็นธรรมชาติ แต่ว่าถ้าเจอสภาพแสงน้อยก็จะเห็น noise ได้ค่อนข้างชัด และภาพที่ได้ก็จะเบลอๆ หน่อย เนื่องจากว่าไม่มี OIS สำหรับกันสั่นนั่นเอง การใช้งาน 2x ซูม ก็ง่ายดายมาก เพียงแค่กดปุ่มเดียว โดยเราจะเห็นว่าสีที่ได้จากกล้องหลักและกล้องซูมนั้นแตกต่างกันเล็กน้อย เพราะว่าเซนเซอร์ที่ใช้นั้นเป็นคนละตัวกัน แต่ภาพที่ได้ก็ถือว่าเก็บรายละเอียดได้ดีทีเดียวเลยละครับ

นอกจากนี้ OnePlus 5 ยังใช้กล้องคู่เพื่อการถ่ายภาพแบบหน้าชัดหลังเบลอได้อีกด้วย หรือที่เรียกว่า Portrait Mode ซึ่งการเบลอนั้นถือว่าทำออกมาได้เนียนดี แต่ก็ยังมีปัญหากับบริเวณเส้นผมของคนให้เห็นอยู่ครับ แถมยังเลยระดับการเบลอหลังจากที่ถ่ายไปแล้วไม่ได้ด้วยครับ

กล้องหน้าความละเอียด 16 ล้านพิกเซล ของ OnePlus 5 มาพร้อมกับระบบ auto focus รวมไปถึงโหมดบิวตี้ที่มีหลายระดับให้เลือก

 

สรุป

ถึงแม้ว่า OnePlus 5 จะมีการขึ้นราคาจากรุ่นก่อนๆ แต่ก็ยังถือว่าเป็นอีกหนึ่งสมาร์ทโฟนที่คุ้มค่าคุ้มราคามากๆ สามารถใช้งานได้อย่างลื่นไหลไม่มีอาการสะดุดเลยแม้แต่น้อย แต่ว่า OnePlus 5 ก็ยังมีสิ่งที่ขาดอยู่ก็คือ เรื่องของการกันน้ำ ที่ดูเหมือนว่าหลายๆ คนจะให้ความสำคัญมากขึ้น อีกอย่างคือ รูปร่างหน้าตาที่ดูเหมือนกับทางฝั่ง iPhone 7 Plus แต่ถ้าหากว่ามองข้ามเรื่องหน้าตาไปได้ก็ไม่มีอะไรให้ผิดหวังกับ OnePlus 5 เลยครับ

จุดเด่น

  • สเปคจัดเต็มไม่มีกั๊ก
  • ประสิทธิภาพการใช้งานไม่เป็นสองรองใคร
  • งานประกอบพรีเมี่ยม
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้เต็มวันสบายๆ แถม Dash Charge ที่ชาร์จไวมาก
  • ซอฟต์แวร์เบามาก ไม่มี bloatware มากวนใจ

จุดด้อย

  • ไม่รองรับการกันน้ำ
  • ไม่รองรับการใส่ microSD การ์ด
  • ไม่มีระบบกันสั่น OIS
  • มีแต่เครื่องหิ้ว

 

13 Comments

  1. themeee Post on July 10, 2017 at 12:07 am

    #977821

    ถ้า i mobile เอามาขายนี้มีได้เสีย 55

  2. somaloga Post on July 10, 2017 at 12:37 am

    #977822

    reading mode
    samsung มีนานละนะครับ
    Ref:
    http://www.rawinfopages.com/apps/index.php/android/6-use-reading-mode-on-samsung-phones-and-tablets

    • rennerwin

      rennerwin Post on July 10, 2017 at 10:11 am

      #977829

      ขอบคุณสำหรับข้อมูลครับ 🙂

  3. VGAz

    VGAz Post on July 10, 2017 at 1:23 am

    #977823

    กล้องหลัก ถ่ายตอนกลางคืน ยังไม่ดีพอแฮะ อยู่กับ s8 และ u11 ต่อไปดีกว่าผม 555+

    • c130aup

      c130aup Post on July 10, 2017 at 3:01 pm

      #977835

      แอบอิจฉาเบาๆ ^_^

  4. ps000000

    ps000000 Post on July 10, 2017 at 9:14 am

    #977827

    หวังว่า OP 6 จะมี OIS และ จอ 2K

  5. badpig

    badpig Post on July 10, 2017 at 5:55 pm

    #977839

    ชอบตรงชาร์จแบบ 5V 4A นี่แหละครับ

    เคยใช้กับ Mate9 เหมือนๆแบบนี้ คือชอบมากอะ ชาร์จแล้วเครื่องไม่ค่อยร้อน
    ทำให้อุ่นใจถ้าต้องเล่นเกมา์แบตหมดแล้วชาร์จบ่อยจริงๆนะ..ติดใจระบบชาร์จแบบนี้มาก อุ่นใจด้วย😆
    ..อยากให้มาตรฐานคล้ายแบบนี้ ไปมีกับหลายๆรุ่น หลายๆยี่ห้อจริงครับ 😆

    • rennerwin

      rennerwin Post on July 10, 2017 at 8:09 pm

      #977841

      เอาจริงๆ VOOC Charge ของ OPPO ก็ระบบคล้ายๆ กันครับ 😀

  6. INNOV Post on July 10, 2017 at 6:46 pm

    #977840

    one+ มีสิทธิ์ผลิตจอสัก 6 นิ้วไหมครับ?
    หลังจากผมลองใช้ mi max กับ a9 pro
    ผมไม่สามารถกลับไปใช้จอที่ต่ำกว่า 6 ได้เลย
    (ความแก่เป็นหลัก)

    • rennerwin

      rennerwin Post on July 10, 2017 at 8:10 pm

      #977843

      ผมว่าน่าจะไม่มีนะครับ แต่อันนี้ก็เป็นเรื่องของอนาคตนะ 555

    • INNOV Post on July 11, 2017 at 5:34 pm

      #977874

      ขอบคุณครับ
      one+ นี่เป็นหนึ่งในสมาร์ทโฟนที่ผมอยากได้มาก
      ชอบมาตั้งแต่ one+ 1 เลย

  7. ExLove Post on July 11, 2017 at 10:51 am

    #977856

    ปัญหา jelly scrolling ใช่ที่เวลาเลื่อนหน้าจอขึ้นลงแล้วมันแสดงผลวืดๆแบบเหมือนว่ามันเปลี่ยนภาพไม่ทัน จะเห็นชัดเวลาเลื่อนหน้าจอขึ้นลงเวลามันแสดงสีเข้มๆ เทาๆ เวลาความสว่างหน้าจอน้อยและดูในที่มืดๆอะไรงี้ป่าวครับ
    ผมเดาว่าคงเป็นปัญหาแบบเดียวกับตอนที่ Galaxy S4 ออกใหม่ๆ ที่เวลาเลื่อนดูขอมูลใน Setting แล้วมันวืดๆ แล้วตอนนั้นก็มีอัพเดทออกมา ซัมซุงเปลี่ยนสีเมนูใน Setting เลย (ถ้าผมจำไม่ผิดนะครับ) ปัญหานี้ผมว่ามันเป็นปัญหาของจอ OLED เลยครับ ตัวซอฟท์แวร์แค่ช่วยปิดบังปัญหาเท่านั้นเอง ผมเองใช้ Galaxy A9 Pro ก็ยังเจอบ้างนะ

  8. Tonliew JS Post on October 27, 2017 at 2:57 pm

    #982965

    ข้อด้อยอย่างอื่นพอรับได้ แต่เสียอย่างเดียว ตรงที่เป็นเครื่องหิ้วแล้วไม่มีศูนย์ในไทย ซ่อมทีหน้าบานเลยแถมต้องรอนานด้วย

Leave a Reply

To Top