หลังจาก Samsung Galaxy Z Fold8 เปิดตัวออกมา ก็ถือว่าสร้างความตื่นเต้นให้กับวงการสมาร์ตโฟนจอพับได้พอสมควร โดยเฉพาะการปรับอัตราส่วนหน้าจอใหม่ให้แตกต่างจาก Galaxy Z Fold7 รุ่นก่อน ทำให้ตัวเครื่องดูใช้งานง่ายและใกล้เคียงกับสมาร์ตโฟนทั่วไปมากขึ้น จนหลายคนที่ก่อนหน้านี้อาจไม่เคยสนใจมือถือจอพับ เริ่มอยากลองใช้งานกันมากขึ้น

ส่วนตัวผมเองก็เป็นหนึ่งในคนที่ไม่เคยใช้มือถือจอพับเป็นเครื่องหลักมาก่อนเลย จึงค่อนข้างอยากรู้เหมือนกันว่าเมื่อเอามาใช้จริงในชีวิตประจำวันแล้วจะเป็นอย่างไร ต้องปรับตัวเยอะไหม รวมถึงข้อดีและข้อจำกัดต่าง ๆ ที่อาจไม่รู้สึกจากการลองเล่นเครื่องเพียงไม่กี่นาที

วันนี้จึงอยากมาเล่าประสบการณ์หลังจากใช้งาน Samsung Galaxy Z Fold8 ต่อเนื่องมาประมาณ 1 เดือน ว่าจากมุมมองของคนที่ไม่เคยใช้มือถือจอพับมาก่อน มีอะไรที่ชอบ อะไรที่ยังไม่ค่อยถูกใจ และสุดท้ายแล้วมือถือจอพับแบบนี้เหมาะกับใครบ้าง

มีจอพับแล้วชีวิตดีขึ้นไหม?

ก่อนหน้านี้ผมเป็นหนึ่งในคนที่มองมือถือจอพับว่าน่าสนใจ แต่ก็ยังไม่แน่ใจว่าพอเอามาใช้ในชีวิตประจำวันจริง ๆ แล้วมันจะมีประโยชน์มากแค่ไหน เพราะนอกจากราคาที่สูงกว่ามือถือทั่วไปแล้ว ยังมีทั้งเรื่องความทนทาน รอยพับ น้ำหนัก และคำถามสำคัญว่าจอใหญ่ด้านในจะได้กางออกมาใช้จริงบ่อยแค่ไหน จนกระทั่งได้ลองใช้ Galaxy Z Fold8 เป็นเครื่องหลักต่อเนื่องประมาณหนึ่งเดือน

ต้องบอกก่อนว่าลักษณะการใช้งานของผมปกติ ระหว่างนั่งรถไฟฟ้าไปทำงานมักจะหยิบมือถือขึ้นมาเช็กข่าว อัปเดตเรื่องราวจากเว็บไซต์ต่างประเทศหลาย ๆ เว็บ รวมถึงดูข้อมูลในโซเชียล เพื่อเตรียมตัวสำหรับการทำงานในช่วงเวลาสั้น ๆ ก่อนหน้านี้เคยใช้ iPad ซึ่งจอใหญ่สะใจและอ่านข้อมูลได้สบายมาก แต่ปัญหาคือมันหนักและพกไม่สะดวก สุดท้ายเลยเลิกใช้แล้วกลับมาใช้มือถือธรรมดาแทน

พอมาใช้ Galaxy Z Fold8 ความรู้สึกเก่า ๆ ตอนใช้แท็บเล็ตมันกลับมาอีกครั้ง โดยเฉพาะเวลาท่องเว็บ เพราะ Chrome บนหน้าจอด้านในแสดง UI คล้ายกับแท็บเล็ต มีแถบแท็บอยู่ด้านบน ทำให้เวลาต้องเปิดเว็บไซต์หลายหน้าแล้วสลับไปมาเพื่อเช็กข้อมูลสะดวกกว่ามือถือทั่วไปเยอะ แม้ลักษณะการใช้งานของผมจะยังเป็นการเปิดดูทีละหน้า ไม่ได้เปิดเว็บไซต์สองหน้าคู่กันก็ตาม แค่การกดสลับแท็บไปมาได้เร็วขึ้นก็ตอบโจทย์การทำงานแล้ว

การอ่านเว็บไซต์หรือบทความก็เป็นอีกจุดที่รู้สึกดี จอใหญ่ขึ้นจริง ตัวหนังสืออ่านง่าย เห็นเนื้อหาได้เยอะขึ้นโดยไม่ต้องเลื่อนหน้าจอบ่อย แต่ถามว่าความรู้สึกเต็มตาเหมือนใช้แท็บเล็ตไหม ก็ต้องบอกว่ายังไม่ถึงขนาดนั้น เพราะโดยรวมมันยังมีกลิ่นอายของความเป็นมือถืออยู่ เพียงแต่เป็นมือถือที่มีพื้นที่หน้าจอเยอะขึ้น

สิ่งที่ผมชอบใน Fold8 คือเรายังสามารถใช้มันเหมือนมือถือจอปกติได้ เปิดทีละแอป เล่นไปทีละอย่าง ไม่ได้รู้สึกว่าพอกางจอออกมาแล้วต้องบังคับตัวเองให้เปิดสองแอปหรือแบ่งหน้าจอตลอดเวลา ซึ่งความรู้สึกตรงนี้ต่างจาก Fold รุ่นก่อน ๆ หรือรุ่นที่ตอนนี้กลายมาเป็น Galaxy Z Fold8 Ultra ที่จอนอกก็ใช้งานได้ปกติ แต่พอกางจอใหญ่แล้วส่วนตัวรู้สึกว่ามันเหมาะกับการเปิดสองแอปขึ้นไปมากกว่า ถ้าเปิดแอปเดียวจะรู้สึกว่าพื้นที่หน้าจอเหลือเยอะไปหน่อย อันนี้ต้องบอกก่อนว่าผมเคยลอง Fold8 Ultra เพียงช่วงสั้น ๆ ไม่ได้ใช้งานเป็นเครื่องหลักจริงจัง

กลับมาที่จอนอกของ Galaxy Z Fold8 ผมว่าขนาดและสัดส่วนมันค่อนข้างพอดีกับการใช้งานทั่วไป เล่นโซเชียล ตอบแชต หรือเปิดแอปต่าง ๆ ได้ไม่มีปัญหา และแน่นอนว่าสัดส่วนใหม่ให้ความรู้สึกต่างจากมือถือทั่วไปค่อนข้างชัด จุดที่ผมชอบมากคือหน้าจอไม่ได้ยาวมาก

ปกติเวลานั่งรถ ผมมักจะเปิด YouTube ดูคลิป แต่ไม่ค่อยชอบพลิกมือถือเป็นแนวนอน เพราะรู้สึกว่าจับไม่ถนัดและกินพื้นที่ ก็เลยเปิดดูแนวตั้งให้วิดีโอเล็ก ๆ อยู่ด้านบน เพราะส่วนใหญ่เน้นฟังมากกว่าดูจริงจัง ด้วยสัดส่วนหน้าจอของ Galaxy Z Fold8 ทำให้การใช้งานแบบนี้ลงตัวกว่ามือถือทรงยาวหลายรุ่น คลิปมีขนาดกำลังดีและตัวเครื่องไม่สูงเกินไป

อีกสถานการณ์หนึ่งที่อาจฟังดูธรรมดาแต่เจอกันแทบทุกวันคือเวลาเข้าห้องน้ำ พื้นที่วางของบางที่ก็แทบไม่มีอยู่แล้ว มือถือที่เครื่องเล็กและกะทัดรัดจึงคล่องตัวกว่ามาก จะถือ จะวาง หรือหยิบใช้งานก็สะดวกกว่า โดยเฉพาะถ้าต้องนั่งทำธุระกันนาน ๆ เรื่องความคล่องตัว Galaxy Z Fold8 ได้คะแนนจากผมไปเยอะเหมือนกัน

แต่ข้อเสียของจอนอกที่มีพื้นที่ไม่ใหญ่มากก็มีเหมือนกัน โดยเฉพาะเวลาเข้าเว็บไซต์ที่มีโฆษณาเยอะ เจอทั้งแบนเนอร์ด้านบน แบนเนอร์ลอย หรือโฆษณาแทรกระหว่างเนื้อหา บางครั้งกินพื้นที่ไปเกือบครึ่งหน้าจอ ทำให้รู้สึกรกและอ่านอะไรแทบไม่เห็น ซึ่งถ้าเป็นมือถือหน้าจอใหญ่แบบปกติ ปัญหาตรงนี้จะรู้สึกน้อยกว่า

ส่วนหน้าจอด้านในต้องบอกว่าผมชอบสัดส่วนของมันมาก เพราะเป็นความ “กว้าง” ที่รู้สึกว่าได้พื้นที่เพิ่มขึ้นจริง ทั้งในแนวตั้งและแนวนอน ไม่ใช่แค่ยืดหน้าจอให้ยาวขึ้น เวลาอ่านเว็บ ดูรูป หรือเปิดแอปต่าง ๆ จึงรู้สึกว่ามีพื้นที่ให้ใช้งานเยอะขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

ถ้าเทียบกับ Galaxy Z Fold8 Ultra แน่นอนว่ารุ่นนั้นมีพื้นที่หน้าจอใหญ่กว่า แต่ส่วนตัวกลับรู้สึกว่าพอเปิดแอปเดียว UI บางอย่างเหมือนถูกขยายตามจนดูใหญ่และอึดอัดไปนิด ถ้าแบ่งใช้งานสองหน้าต่างจะรู้สึกลงตัวขึ้น แต่ Fold8 รุ่นปกติสามารถเปิดแอปเดียวแล้วใช้งานได้สบายกว่า ไม่รู้สึกว่าพื้นที่เสียเปล่า

เวลาที่กางจอด้านในแล้วใช้งานจริงก็ต้องบอกว่าดี มันให้ความรู้สึกเหมือนมีแท็บเล็ตขนาดเล็กติดตัวไปทุกที่ แต่ก็มีปัญหาบางอย่างที่ก่อนใช้ผมแทบไม่เคยนึกถึง นั่นคือเรื่องความเป็นส่วนตัวเวลาใช้งานในที่สาธารณะ เพราะหน้าจอใหญ่ขึ้น คนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ หรือยืนอยู่ใกล้ ๆ ก็สามารถเหลือบมองสิ่งที่เราเปิดอยู่ได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแชต อีเมล หรือข้อมูลบางอย่างที่ไม่ได้อยากให้คนอื่นเห็น

ผลสุดท้ายคือหลายครั้งเวลาอยู่บนรถไฟฟ้าหรือในที่คนเยอะ ผมกลับเลือกพับเครื่องแล้วใช้จอนอกแทน ซึ่งก็ทำให้เกิดความรู้สึกแปลก ๆ เหมือนกัน เพราะตอนกางก็ได้จอใหญ่กว่ามือถือทั่วไปเยอะ แต่พอพับกลับมาก็ได้จอที่เล็กกว่ามือถือทั่วไป กลายเป็นสองขั้วที่ต้องเลือกใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์

ถ้าจะให้สรุปว่าจอพับทำให้ชีวิตดีขึ้นไหม สำหรับ Galaxy Z Fold8 ผมว่าคำตอบคือ “ดีขึ้น” ถ้าสิ่งที่ต้องการคือมือถือที่ให้พื้นที่หน้าจอมากขึ้นโดยไม่ต้องทำให้ตัวเครื่องใหญ่ขึ้นตลอดเวลา และต้องเน้นคำว่า “ใหญ่ขึ้น” ไม่ใช่แค่ “ยาวขึ้น” เพราะเวลาที่กางออกมา เราได้พื้นที่ทั้งความกว้างและความสูงเพิ่มขึ้นจริง เหมาะกับทั้งการอ่านข้อมูล ดูเว็บไซต์ ดูวิดีโอ หรือทำงานบางอย่างที่มือถือจอปกติเริ่มรู้สึกคับแคบ

ขณะเดียวกัน ตอนพับเครื่องก็ยังพกพาง่ายและใช้งานเหมือนมือถือทั่วไปได้แทบทั้งหมด สำหรับผมจึงไม่ได้รู้สึกว่าการเปลี่ยนมาใช้จอพับเป็นเรื่องใหญ่ ไม่ได้ต้องปรับตัวเยอะอย่างที่คิดก่อนใช้ จอพับเองก็ไม่ได้กลายเป็นอุปสรรคในการใช้งานประจำวัน และนั่นน่าจะเป็นข้อดีสำคัญของ Galaxy Z Fold8 รุ่นนี้ คือมันให้ประโยชน์ของจอพับ แต่ยังรักษาความรู้สึกของการเป็นมือถือปกติเอาไว้ได้ค่อนข้างดี โดยไม่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้งานมากเท่ากับ Galaxy Z Fold8 Ultra

ดีไซน์ การจับถือ

อย่างแรกที่ต้องชมเลยคือขนาดตัวเครื่องที่สั้นลง พอเอาใส่กระเป๋ากางเกงแล้วรู้สึกกะทัดรัดขึ้นมาก กระเป๋าก็ยังตุงอยู่เหมือนเดิมแหละ เพราะความหนาและน้ำหนักไม่ได้หนีจากมือถือเรือธงทั่วไปมากนัก แต่ด้วยความที่ตัวเครื่องไม่ยาว เวลานั่งยอง ๆ นั่งในรถ หรือหยิบมือถือออกมาใช้ในพื้นที่แคบ ๆ มันสะดวกกว่ามือถือจอยาวแบบปัจจุบันค่อนข้างชัด

เวลาจับถือใช้งานผ่านจอนอก ความรู้สึกเรื่องน้ำหนักไม่ได้ต่างจากมือถือปกติมาก ซึ่งข้อดีก็คือแทบไม่ต้องปรับตัว แต่ข้อเสียก็คือ…มันก็ยังหนักอยู่ดี อย่าให้ความบางของเครื่องหลอกตา โดยเฉพาะเวลายกขึ้นมาถ่ายเซลฟี่ด้วยกล้องหลังแล้วต้องเหยียดแขนสุด ๆ มีทั้งอาการสั่นและเมื่อยให้รู้สึกได้เหมือนกัน

แต่ถ้าเป็นคนมือเล็ก โดยเฉพาะผู้หญิงที่ได้ลองจับเครื่อง หลายคนพูดตรงกันว่าต้องกางนิ้วมากกว่าตอนใช้มือถือทรงปกติ ทำให้ถ้าถือนาน ๆ อาจรู้สึกเมื่อยมือได้มากกว่าเดิม ส่วนเรื่องจับถนัดหรือไม่นั้นค่อนข้างขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคนเลย บางคนลองแล้วชอบสัดส่วนที่กว้างแบบนี้ทันที เพราะรู้สึกจับเต็มมือและใช้งานสะดวก แต่บางคนกลับรู้สึกว่าตัวเครื่องกว้างเกินไป และยังชอบมือถือทรงผอมยาวแบบทั่วไปมากกว่า

ดังนั้นเรื่องการจับถือของ Fold8 ผมมองว่าเป็นหนึ่งในจุดที่ควรลองจับเครื่องจริงก่อนซื้อ เพราะแค่ขนาดมือและวิธีถือของแต่ละคนก็ให้ความรู้สึกต่างกันพอสมควร

แต่พอกางจอออก ความรู้สึกกลับเปลี่ยนไปเลย เพราะมันกลายเป็นแท็บเล็ตจอเล็กที่น้ำหนักถือว่าเบามาก ตัวเครื่องบางจนเวลาใช้งานให้ความรู้สึกคล้าย ๆ ถือแผ่นกระดาษขนาดใหญ่ มากกว่าจะรู้สึกว่ากำลังถือแท็บเล็ตอยู่

ส่วนเรื่องการจับถือ หลายคนอาจสงสัยว่าหน้าจอที่กว้างขึ้นแล้วจะทำให้ใช้งานลำบากไหม สำหรับคนมือค่อนข้างใหญ่แบบผมแทบไม่มีปัญหาเลย โดยเฉพาะตอนใช้จอนอก วิธีจับเครื่องแทบไม่ต้องเปลี่ยนจากมือถือปกติ

จริง ๆ แล้วสัดส่วนหน้าจอแบบนี้กลับทำให้ผมนึกถึงมือถือยุคก่อน อย่างตอนที่ iPhone ยังมีขอบจอหนา ๆ อยู่ เพราะตัวเครื่องไม่ได้ยืดยาวมาก นิ้วสามารถเอื้อมไปแตะบริเวณด้านบนของหน้าจอได้ง่ายกว่า ไม่เหมือนมือถือหลายรุ่นในปัจจุบันที่หน้าจอยาวขึ้นเรื่อย ๆ จนบางครั้งต้องขยับมือหรือใช้สองมือช่วย

อีกยุคที่ทำให้นึกถึงคือสมัย BlackBerry ถ้าใช้เครื่องตามปกติจะให้ความรู้สึกคล้าย BlackBerry Passport ที่มีหน้าจอกว้าง แต่ Fold8 ไม่ได้ตัวใหญ่เท่าขนาดนั้น ส่วนตอนพิมพ์แชตก็ให้อารมณ์คล้าย BB Bold รุ่นยอดนิยมในอดีต เพราะคีย์บอร์ดบนจอนอกมีขนาดปุ่มใหญ่ขึ้น พิมพ์ผิดน้อยลง และยังสามารถพิมพ์มือเดียวได้ค่อนข้างสะดวก

ส่วนตอนกางจอด้านใน ตัวเครื่องบางมากจนถือใช้งานได้สบาย ปกติถ้าเล่นโซเชียลหรือท่องเว็บ ผมจะถือเครื่องในแนวตั้ง เพราะรู้สึกว่าอ่านเนื้อหาได้เป็นธรรมชาติกว่า แต่ถ้าเล่นเกมก็พลิกเป็นแนวนอนตามปกติ ได้หน้าจอใหญ่เต็มตาขึ้นอย่างชัดเจน

การถือด้วยมือเดียวก็ยังทำได้ ไม่ได้รู้สึกว่าเครื่องใหญ่เกินไปจนต้องคอยประคองตลอดเวลา แต่ถ้าจะพิมพ์ข้อความบนจอด้านใน คีย์บอร์ดที่กว้างขึ้นจะบังคับกลาย ๆ ให้ใช้สองมือมากกว่า ซึ่งก็ไม่ได้เป็นปัญหาอะไร เพราะตัวเครื่องไม่ได้ใหญ่จนรู้สึกเทอะทะ

อีกเรื่องที่หลายคนน่าจะสงสัยคือพอใส่เคสแล้วเครื่องจะหนาขึ้นมากไหม คำตอบคือหนาขึ้นพอสมควร และส่วนตัวรู้สึกว่าเสียเอกลักษณ์เรื่องความบางของเครื่องไปเยอะเลย เพราะหนึ่งในเสน่ห์ของ Fold8 คือเวลาพับหรือกางแล้วตัวเครื่องดูบางมาก ถ้าเป็นผมคงเลือกใช้แบบไม่ใส่เคสมากกว่า เว้นแต่ว่าจะเจอเคสที่ถูกใจจริง ๆ

ส่วนเวลาวางเครื่องบนโต๊ะ โมดูลกล้องด้านหลังนูนขึ้นมาค่อนข้างชัด เพราะฉะนั้นอาการเครื่องโยกเวลาวางราบก็ยังมีอยู่ เรื่องนี้แทบหลีกเลี่ยงไม่ได้กับมือถือที่ใช้โมดูลกล้องขนาดใหญ่ในปัจจุบัน

สำหรับการกางหน้าจอขึ้นมาดู YouTube ตอนกินข้าว หรือใช้เครื่องในลักษณะคล้าย Stand ก็ถือว่าสะดวกดี แต่รอบนี้มีรายละเอียดหนึ่งที่เปลี่ยนไปค่อนข้างชัดคือบานพับแบบใหม่สามารถค้างองศาได้น้อยกว่ารุ่นก่อน

โดยประมาณพอเปิดเกินช่วง 120 องศาไป ตัวเครื่องจะมีแรงดึงให้กางออกจนสุด ทำให้บางครั้งองศาที่ต้องการอาจไม่พอดีกับสายตา ถ้าอยากตั้งเครื่องในมุมที่สูงกว่านั้นอาจต้องพลิกมาใช้ลักษณะ Tent Mode แทน

จุดนี้ตอนแรกผมค่อนข้างเสียดาย เพราะ Fold รุ่นก่อนสามารถค้างองศาได้กว้างกว่า เปิดไปถึงประมาณ 150 องศาก็ยังไม่เด้งกางออกจนสุด ทำให้สามารถตั้งจอในลักษณะคล้ายเครื่องเกมอย่าง Nintendo DS ได้มากกว่า

แต่พอใช้ไปสักพักกลับรู้สึกว่าชอบบานพับแบบใหม่มากกว่า เพราะจังหวะการพับและกางเครื่องทำได้ลื่นและเป็นธรรมชาติกว่าเดิม รุ่นก่อนเวลาจะกางจอต้องออกแรงควบคุมบานพับอยู่ค่อนข้างนานจนกว่าจะกางสุด แต่รุ่นนี้พอผ่านองศาหนึ่งไปแล้วตัวเครื่องจะช่วยดึงให้กางออกเอง ทำให้การเปิดเครื่องรู้สึกเร็วและคล่องตัวขึ้น

อีกจุดเล็ก ๆ ที่ผมชอบมากคือบริเวณขอบตัวเครื่อง รอบนี้ไม่ได้ทำเป็นขอบตรง 90 องศาทั้งหมด แต่มีการเว้าและทำรูปทรงให้พอมีพื้นที่สำหรับสอดนิ้วเข้าไปเปิดเครื่องได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ แต่ส่งผลกับการใช้งานจริงมาก

เพราะตอน Galaxy Z Fold7 แม้ตัวเครื่องจะบางลงจริง แต่ผลที่ตามมาคือเวลาเปิดหน้าจอค่อนข้างยาก ขอบเครื่องประกบกันแน่นจนบางครั้งต้องใช้เล็บช่วยจิก หรือไม่ก็ต้องใส่เคสเพื่อให้มีจุดจับถึงจะเปิดได้ง่ายขึ้น

Fold8 แก้เรื่องนี้ได้ตรงจุดมาก ถึงจะเป็นการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ในเชิงดีไซน์ แต่พอเป็นสิ่งที่ต้องทำทุกครั้งที่กางเครื่อง วันหนึ่งเปิดปิดกันหลายสิบครั้ง มันเลยกลายเป็นรายละเอียดที่ทำให้ประสบการณ์ใช้งานดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ซอฟต์แวร์สำหรับจอพับคือที่สุด แต่…

สำหรับซอฟต์แวร์ที่ออกแบบมาใช้งานกับมือถือจอพับหรือหน้าจอสัดส่วนกว้างแบบนี้ ต้องยอมรับเลยว่า Samsung ทำออกมาได้ใช้ง่ายที่สุดแล้วในบรรดาที่เคยลองมา ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งหน้าจอ เปิดหลายแอปพร้อมกัน ลากปรับขนาดหน้าต่าง หรือสลับไปมาระหว่างแอป ทุกอย่างทำงานค่อนข้างลื่น ไม่มีอาการค้างหรือเอ๋อให้หงุดหงิด ก็นะ…ทำมือถือจอพับมา 8 รุ่นแล้ว มันก็ควรจะดีได้แล้ว

หนึ่งในฟีเจอร์ที่ผมชอบคือการลากไฟล์ข้ามแอป ซึ่งให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับการใช้คอมพิวเตอร์มากขึ้น เช่น เปิด Gallery กับโซเชียลไว้คู่กัน แล้วลากรูปจาก Gallery ไปใส่ในหน้าต่างอีกฝั่งเพื่ออัปโหลดได้เลย ไม่ต้องกดแชร์หรือสลับแอปไปมาให้เสียจังหวะ พอใช้กับหน้าจอใหญ่แล้วมันเป็นฟีเจอร์ที่ดูธรรมดาแต่ช่วยให้ทำงานเร็วขึ้นจริง

อีกอย่างที่น่าสนใจคือการเปิดแอปเดียวกันหลายหน้าต่าง ซึ่งตอนนี้ยังไม่ได้รองรับทุกแอป ส่วนใหญ่จะเจอกับพวกเว็บเบราว์เซอร์มากกว่า ตัวอย่างการใช้งานที่เห็นภาพง่ายที่สุดก็อย่างตอนกดบัตรคอนเสิร์ตที่สามารถเปิดหลายหน้าต่างพร้อมกัน หรือเปิดเว็บเดียวกันหลายหน้าเพื่อเช็กข้อมูลเปรียบเทียบไปพร้อม ๆ กันได้ ฟีเจอร์นี้อาจไม่ได้ใช้ทุกวัน แต่พอถึงสถานการณ์ที่ต้องใช้ขึ้นมาก็มีประโยชน์ไม่น้อย

การแบ่งหน้าจอสองแอปยังคงเป็นรูปแบบที่ผมใช้บ่อยที่สุด เพราะสัดส่วนของหน้าจอ Fold8 ทำออกมาได้กำลังดี แบ่งแล้วแต่ละฝั่งยังมีพื้นที่เหลือพอให้ใช้งานจริง จะเปิดเว็บคู่กับแชต เปิด YouTube คู่กับโซเชียล หรืออ่านข้อมูลแล้วจดอะไรไปพร้อมกันก็ทำได้สะดวก ความรู้สึกโดยรวมไม่ได้ต่างจาก Fold7 มากนัก เพราะรุ่นก่อนก็ทำเรื่อง Multitasking ได้ดีอยู่แล้ว เพียงแต่พอสัดส่วนหน้าจอของ Fold8 เปลี่ยนไปก็ยิ่งรู้สึกว่าใช้งานง่ายขึ้น

ส่วนการแบ่งสามหน้าต่างก็ทำได้เหมือนกัน และรูปแบบการจัดหน้าต่างจะให้อารมณ์คล้ายกับ Galaxy Z TriFold คือมีหน้าต่างหนึ่งใหญ่และอีกสองหน้าต่างแบ่งพื้นที่ด้านข้าง สำหรับผมจัดอยู่ในประเภท “มีก็ดี” เพราะบางสถานการณ์ก็ใช้ประโยชน์ได้จริง เช่น เปิดข้อมูลหลายอย่างพร้อมกัน แต่ถ้าใช้งานทั่วไปคงไม่ได้เปิดบ่อยนัก เพราะพอแบ่งถึงสามหน้าต่างแล้ว ตัวหนังสือและ UI ของแต่ละแอปเริ่มเล็กจนต้องเพ่งกันพอสมควร เอาเป็นว่ามันทำได้ และบางครั้งก็ดีกว่าไม่มี แต่ไม่ใช่ฟีเจอร์ที่ผมจะเปิดใช้เป็นประจำ

สิ่งที่น่าเสียดายอยู่เหมือนกันคือ Flex Mode แบบเดิมที่แบ่งหน้าจอออกเป็นสองส่วน ครึ่งหนึ่งใช้แสดงคอนเทนต์ ส่วนอีกครึ่งใช้เป็นแผงควบคุม เช่น Touchpad ปุ่มควบคุมวิดีโอ หรือในบางเกมก็ประยุกต์เป็นปุ่มบังคับคล้ายจอย ถูกตัดออกไปใน Fold8 รุ่นนี้

ส่วนตัวก็เสียดาย เพราะเป็นฟีเจอร์ที่ชอบ แต่ถ้ามองจากการใช้งานจริงก็พอเข้าใจได้ ด้วยรูปแบบบานพับและองศาการกางของรุ่นนี้ที่เปลี่ยนไป ทำให้การวางเครื่องแบบครึ่งพับครึ่งอาจไม่ได้ถนัดหรือยืดหยุ่นเท่ารุ่นก่อน ๆ สุดท้าย Samsung เลยเหมือนเลือกตัดฟีเจอร์ที่อาจไม่ได้ถูกใช้งานบ่อยออกไป

อย่างไรก็ตาม ต่อให้ซอฟต์แวร์ระบบและฟีเจอร์ที่ Samsung พัฒนาขึ้นมาเองจะทำออกมาดีแค่ไหน ปัญหาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ยังอยู่ที่แอป Third-party เพราะหลายแอปยังไม่ได้ออกแบบ UI มาให้รองรับหน้าจอสัดส่วนแบบนี้อย่างเต็มที่

ผลก็คือมีทั้งแอปที่ถูกยืดจนดูแปลก ๆ ปุ่มหรือเมนูมีสัดส่วนไม่พอดี บางหน้าใช้พื้นที่ไม่เต็มจอ หรือบางครั้ง Layout ก็เพี้ยนทั้งตอนใช้จอนอกและจอด้านใน ซึ่งเรื่องนี้จะโทษ Samsung อย่างเดียวก็คงไม่ได้ เพราะสุดท้ายต้องรอให้ผู้พัฒนาแต่ละแอปปรับ UI ให้รองรับมือถือจอพับมากขึ้น

ดังนั้นในแง่ของตัวระบบ ผมมองว่า Samsung แทบจะทำการบ้านมาครบแล้ว การเปิดหลายแอป การแบ่งหน้าจอ การลากไฟล์ หรือการสลับหน้าต่างทำได้ดีและเป็นธรรมชาติมาก แต่ประสบการณ์โดยรวมของมือถือจอพับจะสมบูรณ์แค่ไหน สุดท้ายก็ยังขึ้นอยู่กับว่าแอปที่เราใช้ในแต่ละวันรองรับหน้าจอแบบนี้ดีแค่ไหนด้วย

เรื่องกล้องลืม ๆ มันไปก็ได้

มาถึงเรื่องกล้องของ Galaxy Z Fold8 กันบ้าง รอบนี้กล้องหลังเหลือเพียง 2 ตัว ได้แก่ กล้องหลักความละเอียด 50MP f/1.8 และกล้อง Ultra-wide 50MP f/1.9 จากเดิมที่เคยมีกล้อง 3 ตัว โดยสิ่งที่หายไปก็คือกล้อง Telephoto สำหรับซูม

ถ้าถามเรื่องคุณภาพภาพ ต้องบอกตามตรงว่าไม่ได้มีอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับมือถือเรือธงรุ่นอื่นในตลาด ออกแนวธรรมดา ๆ เสียด้วยซ้ำ โทนภาพของ Samsung รอบนี้จะเน้นความเป็นธรรมชาติมากขึ้น แต่ก็ยังคงความสดใสในแบบ Samsung อยู่ ไม่ได้จืดหรือหม่นจนเกินไป ซึ่งพอใช้งานจริงแล้วทำให้ผมนึกถึง Galaxy S26 อยู่เหมือนกัน

ดังนั้นถ้าเป็นการถ่ายรูปทั่วไป หยิบขึ้นมาถ่ายอาหาร วิว คน หรือสัตว์เลี้ยง มันก็ทำหน้าที่ได้ดี ถ่ายง่าย ได้ภาพสวยพร้อมแชร์ แต่ถ้าเป็นคนที่ซื้อเรือธงเพราะอยากได้กล้องแบบสุดทาง โดยเฉพาะการถ่ายซูม ก็คงต้องบอกว่า Fold8 ไม่ใช่เครื่องที่เกิดมาเพื่อเรื่องนี้

ส่วนกล้องหน้ามีความละเอียด 10MP f/2.2 ทั้งบริเวณจอนอกและจอด้านใน โดยใช้สเปกเดียวกัน คุณภาพโดยรวมถือว่าถ่ายง่ายตามสไตล์ Samsung สีผิวมีการปรุงแต่งมาให้ดูดีในระดับพอดี ไม่ได้เร่งสีหรือปรับหน้าจนดูหลอกตาเกินไป ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ออกมาหมองจนต้องเอาไปแต่งต่อเยอะ โทนภาพโดยรวมยังเน้นความเป็นธรรมชาติเป็นหลัก

เรื่องวิดีโอก็ยังเป็นจุดที่ไว้ใจ Samsung ได้เหมือนเดิม ฟีเจอร์ที่มือถือระดับท็อปควรมีให้มาก็ค่อนข้างครบ ทั้งเรื่องคุณภาพภาพ ระบบกันสั่น การโฟกัส และความต่อเนื่องในการใช้งาน ถ้าใครถ่ายวิดีโอบ่อย ๆ ก็ยังเป็น Android อีกเครื่องที่หยิบขึ้นมาแล้วใช้งานได้แบบไม่ต้องคิดเยอะ งานวิดีโอยังคงเป็นหนึ่งในจุดที่ Samsung ทำได้แข็งแรงมาก

แต่ทีเด็ดจริง ๆ ของมือถือจอพับไม่ได้อยู่ที่สเปกกล้อง แต่อยู่ที่วิธีใช้งานต่างหาก เพราะเราสามารถกางหน้าจอออกแล้วใช้กล้องหลังถ่ายเซลฟี่ได้ ทำให้เลือกใช้ได้ทั้งกล้องหลักและกล้อง Ultra-wide โดยเฉพาะ Ultra-wide ที่เหมาะมากเวลาต้องถ่ายหลายคนหรืออยากเก็บฉากด้านหลังเข้ามาเยอะ ๆ

คุณภาพที่ได้ก็ดีกว่ากล้องหน้าแน่นอน แต่ต้องแลกกับการถือเครื่องที่ใหญ่ขึ้น เวลายื่นสุดแขนถ่ายนาน ๆ ก็มีเมื่อยเหมือนกัน ตรงนี้ถ้าเน้นถ่ายเซลฟี่ด้วยกล้องหลังเป็นหลัก ยังไง Galaxy Z Flip8 ก็ใช้งานได้คล่องและถนัดกว่าด้วยขนาดเครื่องที่เล็กกว่า

อีกฟีเจอร์ที่ผมชอบและเข้ากับมือถือจอพับมากคือการให้จอนอกแสดง Preview ของภาพที่กำลังถ่ายไปพร้อมกับจอด้านใน คนที่เป็นแบบจึงมองเห็นตัวเองได้ทันทีว่าตอนนี้อยู่ตรงไหนของเฟรม หน้าตาเป็นยังไง หรือควรขยับซ้ายขวาแค่ไหน ช่วยกัน Compose ภาพได้ตั้งแต่ก่อนกดชัตเตอร์

พูดง่าย ๆ คือช่วยลดปัญหา “ถ่ายรูปไม่ถูกใจแฟน” ไปได้เยอะ เพราะคราวนี้อีกฝ่ายเห็นเองเลยว่าภาพที่กำลังจะออกมาเป็นยังไง จะขยับมุมไหนก็จัดกันได้ก่อนถ่าย ไม่ต้องถ่ายเสร็จแล้วมานั่งเถียงกันทีหลัง

แบตไม่ได้อึดเวอร์อะไรขนาดนั้น

ด้วยขนาดตัวเครื่องที่เล็กลงจาก Fold7 แต่ยังต้องแบกทั้งหน้าจอด้านนอกและหน้าจอด้านในขนาดใหญ่ รวมถึงใช้ชิปเรือธงที่ประสิทธิภาพสูง เรื่องการกินพลังงานจึงเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้สำหรับ Galaxy Z Fold8

รอบนี้ Samsung มีการเปลี่ยนมาใช้แบตเตอรี่แบบ Silicon-Carbon พร้อมโครงสร้าง Dual Battery ความจุรวม 4,800 mAh จุดเด่นของแบตเตอรี่ประเภทนี้ทำให้สามารถเพิ่มความจุแบตเตอรี่ได้โดยไม่ต้องทำให้ตัวเครื่องหนาหรือหนักขึ้นมาก ซึ่งถือว่าเหมาะกับมือถือจอพับที่ต้องพยายามลดความหนาของตัวเครื่องให้ได้มากที่สุด

เห็นเครื่องเล็กและบางแบบนี้ แต่ได้แบตเตอรี่ 4,800 mAh มาก็ถือว่าไม่ได้แย่เลย โดยเฉพาะเมื่อคิดว่าต้องใช้งานร่วมกับหน้าจอด้านในขนาด 7.6 นิ้ว เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ตัวเลขความจุ แต่รวมถึงการจัดการพลังงานของตัวเครื่องด้วย ซึ่งจากที่ใช้งานมา ผมว่าทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ทำงานร่วมกันได้โอเคในระดับหนึ่ง แต่ถามว่าแบตอึดไหม คำตอบคืออึดในระดับ “ใช้งานครบวันได้สบาย” มากกว่า

ผมลองเอาเครื่องไปใช้งานจริงระหว่างออกทริป ทั้งถ่ายรูป เล่นเกม เปิดแผนที่ เล่นโซเชียล และกางจอด้านในใช้งานเป็นระยะ ๆ ตั้งแต่เช้าจนจบวัน แบตเตอรี่ยังเหลืออยู่ประมาณ 30% ซึ่งสำหรับมือถือจอพับที่มีหน้าจอใหญ่ขนาดนี้ถือว่าทำได้ดีพอสมควร

แต่ถ้าถามว่าสามารถลากข้ามไปถึงวันถัดไปได้ไหม บอกเลยว่าไม่ไหว อย่างน้อยสำหรับรูปแบบการใช้งานของผมยังไงก็ต้องชาร์จวันละครั้ง ถ้าวันไหนใช้งานหนักมาก โดยเฉพาะเล่นเกม ถ่ายวิดีโอ หรือกางจอใหญ่ต่อเนื่อง แบตก็จะลดเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ดังนั้นอย่าเห็นคำว่า Silicon-Carbon แล้วคาดหวังว่ามันจะอึดแบบสองวันสามวัน เพราะสิ่งที่เทคโนโลยีนี้ช่วย Galaxy Z Fold8 ได้ชัดเจนกว่าคือการยัดความจุแบตเตอรี่ระดับ 4,800 mAh เข้ามาในตัวเครื่องที่ยังบางและกะทัดรัดได้มากกว่า

และถ้าเทียบกับมือถือจากแบรนด์จีนในช่วงหลัง ๆ ที่เริ่มเห็นแบตเตอรี่ความจุระดับ 6,000 mAh ขึ้นไปจนกลายเป็นเรื่องปกติ Galaxy Z Fold8 ก็ไม่ได้ให้ความรู้สึกว่า “แบตโคตรอึด” ขนาดนั้น

เล่นเกมพอได้ ที่ไม่ได้คือความร้อน

ด้วยความที่ Galaxy Z Fold8 เปลี่ยนมาใช้อัตราส่วนหน้าจอใหม่ หลายคนน่าจะอยากรู้เหมือนกันว่าเวลาเอามาเล่นเกมแล้วเป็นอย่างไร ซึ่งจากที่ลองใช้งานจริง ผมว่ารอบนี้ทำได้ลงตัวขึ้นกว่า Fold7 ค่อนข้างชัด โดยเฉพาะตอนกางจอด้านใน

Fold7 รุ่นก่อนหน้ามีสัดส่วนหน้าจอที่เกือบเป็น 1:1 ข้อดีก็คือได้พื้นที่ภาพด้านบนและด้านล่างเพิ่มขึ้น แต่ข้อเสียคือมุมมองด้านข้างที่เราคุ้นเคยจากมือถือทั่วไปจะหายไปพอสมควร โดยเฉพาะเกมที่ต้องมองศัตรูหรือสภาพแวดล้อมด้านซ้ายขวา พอเล่นจริงแล้วเลยรู้สึกว่าภาพมันแคบและอึดอัดไปนิด

พอมาเป็น Fold8 สัดส่วนใหม่ช่วยตรงนี้ได้เยอะ ภาพกว้างขึ้นและดูเป็นธรรมชาติกว่าเดิม เกมที่ผมเล่นเป็นหลักอย่าง Genshin Impact, Zenless Zone Zero และ NTE เวลาเล่นบนจอด้านในให้ความรู้สึกคล้าย ๆ กับตอนเล่นบน iPad mini คือได้จอใหญ่เต็มตา แต่สัดส่วนไม่ได้แปลกจนต้องปรับตัวมากนัก

ส่วนจอนอกก็มีเสน่ห์ไปอีกแบบ เพราะสัดส่วนออกแนวกว้างคล้ายมือถือยุคก่อน ๆ หรือจอคอมแบบ 16:9 ทำให้เวลาเล่นเกมบางประเภทกลับรู้สึกถนัดดีเหมือนกัน โดยเฉพาะถ้าไม่ได้ต้องการจอใหญ่ตลอดเวลา ก็สามารถพับเครื่องแล้วเล่นต่อได้เลย

อีกอย่างที่คนชอบเล่นเกมไปด้วย ดูคลิปหรือดูสตรีมไปด้วยน่าจะถูกใจ คือเราสามารถแบ่งหน้าจอเปิดเกมกับ YouTube หรือแอปอื่นพร้อมกันได้ พอแบ่งแล้วสัดส่วนของแต่ละฝั่งกำลังดี จะเปิดไกด์เกมไปด้วย เล่นไปด้วย หรือเปิดสตรีมดูอะไรเพลิน ๆ ก็ทำได้สะดวก ตรงนี้เป็นประโยชน์ของจอพับที่มือถือทั่วไปให้ไม่ได้ง่าย ๆ

เรื่องประสิทธิภาพ ผมลองเอาไปเล่นหลายเกม ทั้ง Genshin Impact, Zenless Zone Zero, NTE รวมถึงลอง Cookie Run เพิ่มมาให้ด้วย ผลคือในช่วงแรกทุกเกมลื่นหมดตามที่ควรจะเป็น เพราะชิปแรงอยู่แล้ว เรื่องเฟรมเรตตอนเครื่องยังเย็นแทบไม่มีอะไรให้บ่น

แต่ปัญหาหลักของ Galaxy Z Fold8 เวลาเล่นเกมไม่ใช่เรื่องความแรง มันคือ “ความร้อน”

เล่นไปประมาณ 5 นาที ก็เริ่มรู้สึกถึงความร้อนของตัวเครื่องได้แล้ว และถ้าเล่นต่อเนื่องนาน ๆ โดยเฉพาะในห้องที่ไม่ได้เปิดแอร์ ความร้อนจะสะสมค่อนข้างเร็ว พอร้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ ประสิทธิภาพก็เริ่มตก และบางเกมจะเริ่มมีอาการเฟรมไม่นิ่งหรือกระตุกให้เห็น

สาเหตุก็พอเข้าใจได้ เพราะตัวเครื่องบางมาก แต่ข้างในยังต้องใส่ชิปเรือธงที่กินไฟและปล่อยความร้อนสูง พื้นที่สำหรับระบายความร้อนจึงมีข้อจำกัดมากกว่ามือถือเกมมิงหรือมือถือทรงปกติที่ตัวเครื่องหนากว่า

ดังนั้นถ้าเป็นการเล่นเกมทั่วไป เล่นวันละนิด เล่นระหว่างเดินทาง หรือเปิดเกมสั้น ๆ Galaxy Z Fold8 ทำได้ดีเลย ทั้งจอใหญ่และสัดส่วนใหม่ช่วยให้ประสบการณ์เล่นเกมดีขึ้นมาก แต่ถ้าจะเล่นเกมหนักต่อเนื่องเป็นชั่วโมง โดยเฉพาะเกมกราฟิกสูง ผมว่าอันนี้ไม่ใช่จุดแข็งของเครื่อง เพราะสุดท้ายข้อจำกัดเรื่องความร้อนจะเริ่มเข้ามาก่อนเรื่องความแรงของชิปเสียอีก

อีกจุดที่รู้สึกแปลกนิดหน่อยคือตำแหน่งลำโพง เวลากางหน้าจอแล้วถือเล่นเกม เสียงจะให้ความรู้สึกออกมาทางด้านเดียวมากกว่า เพราะตำแหน่งลำโพงอยู่ฝั่งเดียวของตัวเครื่อง ทำให้มิติเสียงตอนกางจอไม่ได้สมมาตรเท่าที่คาดไว้ แต่ถ้าพับเครื่องแล้วเล่นผ่านจอนอก ความรู้สึกเรื่องตำแหน่งเสียงจะกลับมาเป็นปกติมากกว่า

แล้วชอบตรงไหน

หลังจากใช้งาน Galaxy Z Fold8 มาได้ประมาณหนึ่งเดือน ถ้าถามว่ามีอะไรที่ผมชอบมากที่สุด จริง ๆ แล้วไม่ได้มีฟีเจอร์ไหนที่รู้สึกหวือหวาแบบเปลี่ยนโลก แต่พอหลายอย่างมารวมกัน มันทำให้การใช้งานในชีวิตประจำวันสะดวกขึ้นกว่ามือถือปกติอยู่หลายจุด

จอใหญ่ อ่านอะไรก็ง่ายขึ้น

อย่างแรกเลยคือเรื่องหน้าจอใหญ่ เพราะพอกางออกมาแล้วมันช่วยให้การอ่านอะไรต่าง ๆ ง่ายขึ้นจริง ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ ข่าว เอกสาร หรือโพสต์ยาว ๆ ในโซเชียล ตัวหนังสือใหญ่ขึ้น เห็นข้อมูลได้มากขึ้น และไม่ต้องเลื่อนหน้าจอบ่อยเหมือนตอนใช้มือถือทั่วไป

โดยเฉพาะเวลาเปิด Chrome ที่ UI จะเปลี่ยนมาเป็นแบบแท็บเล็ต มีแถบแท็บอยู่ด้านบน ทำให้สลับเว็บไซต์ไปมาได้สะดวกมาก สำหรับผมที่ต้องเปิดข่าวหรือเช็กข้อมูลจากหลายเว็บพร้อมกันระหว่างเดินทาง ตรงนี้ใช้งานได้จริงและรู้สึกสะดวกกว่ามือถือจอปกติชัดเจน ถึงจะไม่ได้เปิดสองเว็บคู่กันตลอดเวลา แค่สลับแท็บได้เร็วขึ้นก็ช่วยประหยัดเวลาไปเยอะแล้ว

หน้าจอในแข็งขึ้นจนแทบลืมว่าเป็นจอพับ

ก่อนใช้จริงผมค่อนข้างกังวลเรื่องหน้าจอด้านในเหมือนกัน โดยเฉพาะเรื่องเล็บไปกดหรือจิกหน้าจอ เพราะภาพจำของมือถือจอพับรุ่นแรก ๆ คือหน้าจอนิ่มและเป็นรอยง่าย

แต่ Fold8 รอบนี้ให้ความรู้สึกต่างออกไปมาก หน้าจอด้านในแข็งและแน่นจนสัมผัสใกล้เคียงกับจอมือถือปกติขึ้นเยอะ ใช้งานไปสักพักก็แทบไม่ได้คิดเรื่องหน้าจอแล้ว เพราะไม่ได้รู้สึกว่ามันนิ่มหรือบอบบางเหมือนจอพับยุคก่อน

รอยนิ้วมือเพียบ แต่เช็ดง่ายเหมือนจอปกติ

หน้าจอด้านในเป็นอีกจุดที่เก็บรอยนิ้วมือได้ดีตามสไตล์จอสัมผัส ใช้งานไปสักพักก็มีรอยเต็มจอเหมือนกัน โดยเฉพาะเวลามีแสงสะท้อนจะเห็นค่อนข้างชัด

แต่ข้อดีก็คือการทำความสะอาดไม่ได้ยุ่งยากอะไร เช็ดเหมือนหน้าจอมือถือทั่วไปได้เลย ไม่ได้รู้สึกว่าต้องใช้วิธีพิเศษหรือกลัวหน้าจอจนไม่กล้าเช็ดเหมือนที่เคยกังวลก่อนใช้

ต้องดูแลมากกว่ามือถือปกติไหม

เอาจริง ๆ หลังใช้มาหนึ่งเดือน ผมไม่ได้รู้สึกว่าต้องดูแลมันแบบไข่ในหินอะไรขนาดนั้น ใช้งานไปตามปกติ ใส่กระเป๋า หยิบออกมาใช้ เปิดปิดจอ กางเครื่อง ดูคลิป เล่นเกม ทุกอย่างเหมือนมือถือเครื่องหนึ่ง

ช่วงแรกอาจมีความระแวงบ้าง เพราะยังไม่คุ้นกับมือถือจอพับ แต่พอใช้ไปสักพักความกังวลก็ลดลงเยอะ จนสุดท้ายไม่ได้รู้สึกว่าต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้งานอะไรเป็นพิเศษ

เปิดสองแอปพร้อมกัน ใช้ได้จริง

อีกอย่างที่ชอบคือการเปิดสองแอปพร้อมกัน ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่ตอนแรกคิดว่าอาจไม่ได้ใช้บ่อย แต่พอมีให้ใช้จริงกลับได้ใช้มากกว่าที่คิด เช่น เปิดเว็บกับแชต เปิดเกมพร้อมดูไกด์ หรือดู YouTube ไปพร้อมกับทำอย่างอื่น

สัดส่วนหน้าจอของ Fold8 พอแบ่งสองฝั่งแล้วกำลังดี ไม่ได้รู้สึกว่าพื้นที่แต่ละแอปเล็กจนใช้งานลำบาก และนี่เป็นหนึ่งในข้อดีของจอพับที่รู้สึกได้จริง ไม่ใช่แค่ฟีเจอร์ที่เอาไว้เปิดโชว์

ซอฟต์แวร์ Samsung ทำให้จอพับใช้ง่าย

ซอฟต์แวร์ของ Samsung เองก็เป็นอีกส่วนที่ทำให้จอพับใช้งานง่ายขึ้นมาก ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งหน้าจอ สลับแอป ลากรูปจาก Gallery ไปใส่อีกแอป หรือจัดหน้าต่างต่าง ๆ ทุกอย่างทำงานค่อนข้างเป็นธรรมชาติ ไม่ได้รู้สึกว่าต้องเรียนรู้วิธีใช้งานใหม่เยอะ

จุดนี้สำคัญมาก เพราะต่อให้ฮาร์ดแวร์จอพับจะดีแค่ไหน ถ้าซอฟต์แวร์ใช้งานยาก สุดท้ายก็คงไม่มีใครอยากกางจอออกมาใช้บ่อย ๆ

เครื่องเดียวได้ทั้งมือถือและแท็บเล็ตขนาดเล็ก

สิ่งที่ผมว่าตอบโจทย์ที่สุดคือการพกอุปกรณ์เพียงชิ้นเดียว แต่ได้ทั้งความเป็นมือถือและแท็บเล็ตขนาดเล็ก เวลาปกติก็พับใช้จอนอกเหมือนมือถือทั่วไป แต่พอต้องการพื้นที่เพิ่มก็กางออกมาได้ทันที

สำหรับคนที่ต้องเดินทางหรือขึ้นรถไฟฟ้าบ่อย ๆ แบบผม มันช่วยลดความจำเป็นที่จะต้องพก iPad หรือแท็บเล็ตอีกเครื่องติดกระเป๋าไปด้วย ตรงนี้เป็นความสะดวกที่เห็นผลชัดที่สุดอย่างหนึ่งหลังใช้จริง

ตัวเครื่องกะทัดรัด จอนอกใช้ง่ายกว่าที่คิด

Fold8 รุ่นปกติมีข้อดีตรงที่ตัวเครื่องตอนพับค่อนข้างกะทัดรัด จอนอกก็ใช้งานง่ายกว่าที่คิด เล่นโซเชียล ตอบแชต ดู YouTube หรือหยิบขึ้นมาใช้งานมือเดียวได้แทบไม่ต่างจากมือถือทั่วไป

ที่สำคัญคือเครื่องไม่ยาว ทำให้เวลาใส่กระเป๋าหรือหยิบขึ้นมาใช้ในที่แคบสะดวกกว่ามือถือจอยาวหลายรุ่น ส่วนเรื่องน้ำหนักก็ไม่ได้รู้สึกว่าต่างจากมือถือเรือธงทั่วไปจนต้องปรับตัวมากนัก

สำหรับผมที่มือใหญ่ การจับถือก็แทบไม่มีปัญหา แถมคีย์บอร์ดบนจอนอกมีปุ่มใหญ่ พิมพ์ง่ายและพิมพ์ผิดน้อยลงด้วย ซึ่งเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ ที่พอใช้ทุกวันแล้วรู้สึกได้จริง

บานพับเปิดง่ายขึ้น ใช้ทุกวันแล้วรู้สึกได้

อีกจุดที่ชอบมากคือบานพับและการเปิดเครื่อง รอบนี้ Samsung ทำขอบเครื่องให้มีพื้นที่สำหรับสอดนิ้วเปิดได้ง่ายขึ้นกว่าเดิมมาก เทียบกับ Fold7 ที่ตัวเครื่องบางจริง แต่บางครั้งเปิดยากจนต้องใช้เล็บช่วย

พอเป็น Fold8 การกางจอทำได้คล่องกว่าเดิม ฟีลของบานพับก็ดีกว่า ถึงแม้องศาที่สามารถค้างไว้ได้จะน้อยลง แต่ถ้ามองในแง่การเปิดปิดใช้งานในชีวิตประจำวัน ผมกลับชอบแบบใหม่นี้มากกว่า เพราะเปิดแล้วกางสุดได้เร็วและเป็นธรรมชาติกว่าเดิม

ใช้กล้องหลัง Ultra-wide ถ่ายเซลฟี่ได้

อีกฟีเจอร์ที่ผมชอบมากและมือถือทั่วไปทำได้ยากคือการใช้กล้องหลังถ่ายเซลฟี่ โดยเฉพาะการได้ใช้กล้อง Ultra-wide เพราะช่วยเก็บทั้งคนและฉากด้านหลังได้เยอะมาก

เวลาไปเที่ยว ถ่ายเป็นกลุ่ม หรืออยากเก็บวิวด้านหลังเข้ามาด้วย มันสะดวกมาก แถมคุณภาพที่ได้ก็ดีกว่าการใช้กล้องหน้า และยังสามารถเปิด Preview ที่จอนอกให้คนที่ถูกถ่ายมองเห็นตัวเองและช่วยจัดเฟรมได้ด้วย

สรุปแล้วสิ่งที่ผมชอบใน Galaxy Z Fold8 ไม่ได้อยู่ที่ฟีเจอร์หวือหวาอะไรเป็นพิเศษ แต่อยู่ที่หลายอย่างพอรวมกันแล้วทำให้ชีวิตประจำวันสะดวกขึ้นจริง จอใหญ่ช่วยให้อ่านง่าย เปิดสองแอปได้ถนัด พกเครื่องเดียวแทนได้ทั้งมือถือและแท็บเล็ต ตัวเครื่องกะทัดรัด ซอฟต์แวร์ก็ทำมารองรับจอพับได้ดี และยังมีลูกเล่นจากความเป็นจอพับที่มือถือปกติทำไม่ได้

แล้วไม่ชอบอะไรบ้าง

หลังจากพูดถึงสิ่งที่ชอบไปแล้ว ก็ต้องมาดูอีกด้านเหมือนกันว่า Galaxy Z Fold8 มีอะไรที่ยังรู้สึกไม่ชอบหรือเป็นข้อจำกัดอยู่บ้าง ซึ่งหลายเรื่องไม่ได้ถึงขั้นเป็นปัญหาใหญ่ในการใช้งาน แต่ก็เป็นสิ่งที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจซื้อ โดยเฉพาะสำหรับคนที่กำลังจะใช้มือถือจอพับเป็นเครื่องแรก

ความทนทานยังไงก็สู้มือถือจอปกติไม่ได้

เรื่องแรกที่ต้องยอมรับตรง ๆ คือ ความทนทานโดยธรรมชาติของมือถือจอพับยังไงก็ยากที่จะเทียบกับมือถือจอปกติ เพราะตัวเครื่องมีทั้งบานพับ หน้าจอที่ต้องพับได้ และชิ้นส่วนที่ซับซ้อนกว่าเดิม ต่อให้รุ่นนี้พัฒนามาไกลและใช้งานแล้วไม่ได้รู้สึกบอบบางเหมือนมือถือจอพับยุคแรก ๆ แต่ในใจก็ยังรู้สึกว่าต้องระวังมากกว่ามือถือแท่งธรรมดาอยู่ดี

อีกเรื่องที่มีโอกาสเจอเมื่อใช้งานไปนาน ๆ คือหน้าจออาจไม่ได้กางออกมาเป็น 180 องศาเป๊ะตลอดไป เพราะบานพับและกลไกต่าง ๆ มีการสึกหรอได้ตามการใช้งาน ถึงตอนนี้เครื่องที่ผมใช้ยังไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้ามองในระยะยาวก็เป็นจุดที่ต้องยอมรับว่าอุปกรณ์ประเภทนี้มีชิ้นส่วนเคลื่อนไหวมากกว่ามือถือปกติ

อยากใช้แบบไม่ใส่เคส แต่ใจก็ไม่กล้าสุด

อีกเรื่องที่ค่อนข้างขัดแย้งในตัวเองคือ Fold8 เป็นมือถือที่ผมอยากใช้แบบไม่ใส่เคสมาก เพราะเสน่ห์อย่างหนึ่งของเครื่องคือความบางและความรู้สึกตอนจับถือ พอใส่เคสเข้าไปแล้วความบางตรงนี้หายไปพอสมควร และตัวเครื่องจะดูหนาขึ้นทันที

ใช้แบบไม่ใส่เคสแล้วฟีลลิ่งดีมากจริง ๆ ได้สัมผัสตัวเครื่องเต็ม ๆ และรู้สึกว่าการออกแบบมาบางมีประโยชน์อย่างไร

แต่ปัญหาก็คือ…ถ้าทำตกทีหนึ่งก็มีเรื่องให้คิดเหมือนกัน เพราะนี่ไม่ใช่มือถือราคาถูกที่จะทำตกแล้วปล่อยผ่านได้ง่าย ๆ ดังนั้นใจหนึ่งก็อยากใช้เปลือย แต่อีกใจก็รู้ว่าถ้าพลาดขึ้นมาอาจเจ็บหนักพอสมควร

รอยพับมี และยังไงมันก็ขึ้น

เรื่องรอยพับตรงกลางหน้าจอ อันนี้ต้องพูดกันตรง ๆ ว่ามี และยังไงมันก็มีให้เห็น เพราะมันคือหน้าจอที่พับจริง ๆ

แต่ถามว่ารบกวนการใช้งานไหม สำหรับผมไม่ได้แย่ขนาดนั้น เวลามองหน้าจอตรง ๆ และใช้งานปกติแทบไม่ได้สนใจมันมากนัก จะเห็นชัดขึ้นเวลามีแสงสะท้อนหรือมองจากด้านข้างมากกว่า

ใช้ไปสักพักสมองก็เหมือนจะมองข้ามมันไปเอง แต่ถ้าใครคาดหวังว่ามือถือจอพับปีนี้จะไม่มีรอยพับเลย อันนี้ยังไม่ถึงจุดนั้น

กล้องดีพอใช้ แต่ไม่สมกับความเป็นเรือธงสุด ๆ

อีกจุดที่ผมไม่ค่อยชอบคือเรื่องกล้อง เพราะถ้ามองจากราคาของเครื่อง คุณภาพกล้องโดยรวมกลับไม่ได้ให้ความรู้สึกว่าเป็นมือถือเรือธงสายกล้อง

กล้องหลักและ Ultra-wide ใช้งานได้ดี ถ่ายง่าย สีสวย วิดีโอก็ดีตามมาตรฐาน Samsung แต่โดยรวมยังออกแนวธรรมดา และการที่ไม่มีกล้อง Telephoto ก็ทำให้ความอเนกประสงค์น้อยลง ถ้าเอาไปเทียบกับมือถือเรือธงรุ่นอื่นในระดับราคาใกล้กัน

พูดง่าย ๆ คือถ้าซื้อ Fold8 เพราะอยากได้จอพับ กล้องถือว่าเพียงพอ แต่ถ้าซื้อเพราะอยากได้กล้องเทพ ๆ เป็นหลัก รุ่นนี้คงไม่ใช่ตัวเลือกแรกของผม

จอใหญ่ก็จริง แต่ไม่ได้เหมาะกับการเล่นเกมขนาดนั้น

ถึง Galaxy Z Fold8 จะมีหน้าจอด้านในขนาดใหญ่ และสัดส่วนใหม่ทำให้การเล่นเกมดูลงตัวกว่า Fold รุ่นก่อนมาก แต่ถ้าถามว่าเหมาะกับการซื้อมาเล่นเกมเป็นหลักไหม ส่วนตัวยังไม่ค่อยแนะนำ เพราะเรื่องความร้อน ด้วยตัวเครื่องที่บางมากแต่ใส่ชิปเรือธงมาเต็มที่ เวลาเล่นเกมหนักต่อเนื่องความร้อนขึ้นค่อนข้างเร็ว และแบตเตอรี่ก็ไม่ได้อึดขนาดที่จะเหมาะกับการเล่นเกมยาว ๆ

อีกเรื่องที่ยังติดอยู่คือ UI ของเกมหลายเกมยังไม่ได้ออกแบบมารองรับสัดส่วนหน้าจอใหม่ของ Fold8 อย่างสมบูรณ์ โดยเฉพาะบริเวณกล้องหน้าบนจอด้านใน บางเกมยังวางปุ่มหรือข้อมูลต่าง ๆ โดยไม่ได้หลบตำแหน่งกล้อง ทำให้มีโอกาสโดนกล้องบัง UI บางส่วน หรือจัดวางองค์ประกอบแล้วดูแปลกกว่าบนมือถือจอปกติ

ตรงนี้เป็นปัญหาคล้ายกับแอป Third-party ทั่วไป คือ Samsung ทำฮาร์ดแวร์และสัดส่วนหน้าจอใหม่ออกมาแล้ว แต่สุดท้ายต้องรอให้นักพัฒนาเกมปรับ UI ให้รองรับตามด้วย

สุดท้ายแล้ว ผมอาจเหมาะกับ Flip8 มากกว่า

และนี่น่าจะเป็นข้อสรุปที่ชัดที่สุดหลังจากใช้ Galaxy Z Fold8 มาเป็นเวลาประมาณหนึ่งเดือน ถึงผมจะชอบหลายอย่างของมันมาก ทั้งหน้าจอใหญ่ที่อ่านเว็บสบาย การเปิดสองแอปพร้อมกัน หรือความรู้สึกเหมือนมีแท็บเล็ตขนาดเล็กติดตัวอยู่ตลอดเวลา แต่พอมองกลับมาที่พฤติกรรมการใช้งานของตัวเองจริง ๆ ผมอาจไม่ได้ต้องการมือถือจอใหญ่ขนาดนั้นก็ได้

ข้อดีของ Fold8 มีเยอะจริง แต่ปัญหาคือสุดท้ายแล้วผมอาจไม่ได้ใช้ข้อดีเหล่านั้นบ่อยพอ เช่น ไม่ได้เปิดสองแอปพร้อมกันตลอด ไม่ได้ต้องการจอใหญ่ทุกครั้งที่ใช้งาน และหลายสถานการณ์ผมก็ยังเลือกใช้จอนอกเหมือนมือถือปกติอยู่ดี

พอมองแบบนี้แล้ว กลายเป็นว่าในบรรดามือถือจอพับปีนี้ ส่วนตัวผมกลับชอบ Galaxy Z Flip8 มากกว่า เพราะมันตอบโจทย์สิ่งที่ผมต้องการตรงกว่า นั่นคือมือถือที่ตัวเล็ก พกง่าย และสามารถใช้กล้องหลังถ่ายเซลฟี่ได้สะดวก

เวลาเดินทาง จอด้านนอกของ Flip8 ก็เพียงพอสำหรับการเช็กข้อมูล ตอบข้อความ ดูการแจ้งเตือน หรือทำอะไรสั้น ๆ โดยไม่จำเป็นต้องกางเครื่องออกมาตลอด ส่วนเวลาต้องการถ่ายรูปตัวเอง การใช้กล้องหลังร่วมกับจอนอกก็คล่องตัวกว่าการถือ Fold8 ที่มีขนาดใหญ่กว่าอย่างชัดเจน

ดังนั้น Galaxy Z Fold8 เป็นมือถือที่ผมใช้แล้วชอบ และต้องยอมรับว่ามันทำให้เห็นประโยชน์ของมือถือจอพับมากขึ้น แต่การที่มือถือเครื่องหนึ่งดี ไม่ได้แปลว่ามันจะเป็นมือถือที่เหมาะกับเราที่สุดเสมอไป

และนี่น่าจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ผมได้เรียนรู้จากการใช้มือถือจอพับเป็นครั้งแรกว่า การเลือกระหว่าง Fold กับ Flip จริง ๆ แล้วไม่ได้อยู่ที่ว่าแบบไหนดีกว่า แต่อยู่ที่ว่าเราอยากได้มือถือที่ “กางแล้วใหญ่ขึ้น” หรือมือถือที่ “พับแล้วเล็กลง” มากกว่ากัน