fbpx
Device Review/Preview

Review | รีวิว SanDisk Ultra Dual Drive Luxe แฟลชไดร์ฟ 2-in-1 ใช้ได้ทั้ง USB Type A และ C ขนาด 1TB เยอะแค่ไหนก็จุหมด

เบื่อไหมการเก็บไฟล์ไว้บน Cloud ที่เวลาจะใช้จำเป็นต้องใช้อินเทอร์เน็ตในการดาวน์โหลดและอัปโหลด วันไหนเน็ตช้าๆ ก็ใช้เวลาโหลดนานเหลือเกิน หรือจะพก External Harddisk ก็ขนาดใหญ่เกินไปพกพาลำบาก แต่จะดีกว่าไหมหากเรามีแฟลชไดร์ฟอันเล็กๆ ความจุเยอะๆ ใช้โอนไฟล์กันได้โดยไม่ต้องพึ่งเน็ตพกพาสะดวก โดยในบทความนี้เองทีมงานจะมารีวิวเจ้า Sandisk Ultra Dual Drive Luxe ที่เป็นแฟลชไดร์ฟ 2-in-1 ใช้ได้ทั้ง Type A และ C ขนาด 1TB รีวิวข้างในจะเป็นไงบ้างไปดูกันครับ

สเปคเบื้องต้น

  • Capacity : มีให้เลือก 6 ขนาดคือ 32GB, 64GB, 128GB, 256GB, 512GB และ 1 TB
  • Interface : USB 3.1 TYPE-C & USB 3.1 TYPE-A
  • Read Speed : Up to 150 MB/s
  • Dimensions : 41.44 x 10.12 x 60.8 mm
  • Compatibility : PC, Mac และ iPad Pro
  • Warranty : 5 Years

สำหรับดีไซน์ตัวแฟลชไดร์ฟ์ Sandisk Ultra Dual Drive Luxe เรียกได้ว่าทำออกมาได้ดูพรีเมียมมากๆ เป็นโลหะทั้งหมด ทำให้มีความแข็งแรงทนทาน ไม่เปราะแตกง่าย ขนาดถือว่าค่อนข้างเล็ก พกพาสะดวก ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์มากที่แฟลชไดร์ฟอันเล็กนิดเดียวนี้จะสามารถยัดความจุได้ถึง 1TB กันเลยทีเดียว

(รูปซ้ายคือหัว Type A, รูปขวาคือหัว Type C)

ลักษณะการใช้งานจะสามารถใช้ได้ 2 หัวคือแบบ USB Type A และ Type C แบบ 3.1 Gen 1 ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งบน PC ไม่ว่าจะเป็น OS Windows หรือ Mac รวมถึงจะใช้งานบนมือถือ Android หรือ iPad Pro ที่มีพอร์ตเสียบสายชาร์จเป็น Type C ก็สามารถใช้งานได้ทันที โดยไม่ต้องติดตั้งโปรแกรมอะไรเพิ่ม

ส่วนการเปลี่ยนหัวสลับไปมาก็สามารถทำได้ง่ายๆ โดยการหมุนกลับด้านนั่นเอง ซึ่งเมื่อหมุนครบรอบก็จะมีเสียงดังแป๊กเป็นการล็อคให้หัวนิ่งอยู่กับที่ เวลาเสียบหัวเข้าพอร์ตจะได้ไม่โยกเยกไปมานั่นเองครับ

ทดสอบการใช้งาน

(รูปซ้ายเสียบผ่าน USB Type A 3.1 Gen 1, รูปขวาเสียบผ่าน Thunderbolt 3)

คราวนี้เราจะมาทดสอบประสิทธิภาพเจ้า Sandisk Ultra Dual Drive Luxe กันบ้างโดยเครื่องที่ทีมงานใช้นั้นจะเป็นโน้ตบุ๊ค Windows ที่มีพอร์ต Thunderbolt 3 และ USB type A 3.1 Gen 1 ซึ่งจะทดสอบบนโปรแกรม CrytaDiskMark 7.0.0 ได้ผลออกมาเป็นดังนี้

(รูปซ้ายเทสผ่าน USB Type A, รูปขวาเทสผ่าน Thunderbolt 3)

จากรูปผลเทสส่วนตัวรู้สึกค่อนข้างแปลกใจเลยทีเดียวที่ความเร็วบน USB Type A ได้ความเร็วสูงกว่า USB Type C ซึ่งเฉลี่ยแล้วมีค่าการอ่านอยู่ที่ 150 MB/s ตามที่ระบุไว้บนซอง ส่วนค่าการเขียนจะอยู่ที่ราวๆ 60 MB/s ด้วยกัน ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ USB 3.1 ตามมาตรฐานปกติ

(รูปซ้ายโอนไฟล์วิดีโอออกจากแฟลชไดร์ฟ Read, รูปขวาโอนไฟล์เข้าแฟลชไดร์ฟ Write)

ถัดมาลองทดสอบโอนไฟล์วิดีโอทั้งหมด 14 ไฟล์ รวมขนาด 3.86GB ซึ่งสามารถทำได้รวดเร็วใช้ได้เลย โดยเฉพาะค่า Read ที่ก๊อปวางไฟล์เพียงราวๆ 30 วินาทีเท่านั้น ส่วนค่า Write ก็ใช้เวลาราวๆ 3 นาทีด้วยกัน

หลังจากที่ทดสอบบน PC ไปแล้วลองมาใช้งานบน มือถือกันบ้างผ่าน โดยมือถือที่ทีมงานใช้จะเป็นระบบ Android เชื่อมต่อผ่านแฟลชไดร์ฟด้วยพอร์ต Type C ซึ่งหลังจากเสียบใช้งานเสร็จ กดเข้า File Manager ก็จะพบไดร์ฟ Dual Drive เพิ่มเข้าขึ้นมาทันที

(รูปซ้ายคือหน้าแรกของ File Manager, รูปขวาข้อมูลภายในแฟลชไดร์ฟ)

นอกจากนี้ภายในแฟลชไดร์ฟเองจะมีโปรแกรม SanDiskMemoryZone.apk เข้ามาให้ติดตั้งไว้สำหรับติดตั้งบน Android อีกด้วย ซึ่งจะเป็นโปรแกรมไว้สำหรับ Backup ข้อมูลต่างๆ และจัดการไฟล์

(รูปด้านในโปรแกรม SanDisk Memory Zone)

หน้าตาอินเตอร์เฟสในโปรแกรมของ SanDisk Memory Zone การใช้งานอารมณ์ก็จะคล้ายๆ กับ File Manager บนเครื่องปกติ ซึ่งจะติดตั้งหรือไม่ติดตั้งก็ได้ โดยตัวแฟลชไดร์ฟเองไม่ได้บังคับ

และสุดท้ายทีมงานลองมาทดสอบเสียบบนเครื่อง MacBook ตัวแฟลชไดร์ฟเองก็สามารถใช้งานได้ทันที โดยไม่ได้ต้อง fomat เคลียร์อะไรก่อน ซึ่งเดิมๆ ตัวแฟลชไดร์ฟจะให้มาเป็นฟอร์แมต FAT32 อยู่แล้วใช้ได้ทั้งบน Windows, Mac และ Android ครบทุก OS

สรุป

SanDisk Ultra Dual Drive Luxe ถือเป็นแฟลชไดร์ฟที่มีความจุสูงที่สุดในตลาดรุ่นหนึ่งที่มีวางขายในบ้านเราเลยตอนนี้เลยก็ว่าได้ ซึ่งสามารถช่วยอำนวยความสะดวกในการโอนไฟล์ย้ายข้อมูลไปมาได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องพึ่งเน็ต ผ่านช่อง USB Type C ที่ใช้ได้ทั้งบนสมาร์ทโฟน, แท็บเล็ต, Mac, iPad Pro และ PC ครบทุกแพลตฟอร์ม หรือจะหมุนเปลี่ยนหัวมาใช้ USB Type A ก็ยังได้ความเร็วไม่ตก ซึ่งมีให้เลือกความจุตั้งแต่ 32GB ยัน 1TB กันเลยทีเดียว

หรือจะใช้แฟลชไดร์ฟอันนี้เป็นหน่วยความจำสำรองสำหรับมือถือก็ถือว่าเข้าท่าสะดวกมากๆ เช่นกัน เพราะมีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา จะใช้ห้อยเป็นพวงกุญแจก็ดูโอเคไม่พะรุงพะรัง ซึ่งการสำรองข้อมูลหากเพื่อนๆ คนไหนใช้ร่วมกับมือถือ Android ก็จะมีแอป SanDisk Memory Zone ช่วยสำรองข้อมูลได้แบบอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นรูปถ่าย วิดีโอ เพลง เอกสาร และข้อมูลบุคคลที่ติดต่อได้อีกด้วย

ส่วนราคาของ SanDisk Ultra Dual Drive Luxe นี้ความจุ 32GB เริ่มต้นจะอยู่ที่ราวๆ 300 บาท ไล่ราคามาเรื่อยๆ จน 1TB ราคาจะอยู่ที่ราวๆ 6,000 บาทด้วยกัน (แต่ละร้านขายไม่เท่ากัน) ซึ่งมีเจ้าแฟลชไดร์ฟตัวนี้ไว้ติดตัวก็อุ่นใจไว้สำรองข้อมูลสักอันก็ดีเหมือนกัน แนะนำว่าเลือกความจุสัก 128GB ขึ้นไปกำลังพอดีๆ เหมาะกับการใช้งานยุคปัจจุบันนี้ครับ

สามารถดูรายละเอียดสินค้าและช่องทางจัดจำหน่ายเพิ่มเติมได้ที่: https://bit.ly/392pO7S

4 Comments

    Leave a Reply

    To Top