หากพูดถึงยักษ์ใหญ่ในวงการสมาร์ทโฟนโลกอย่าง Samsung หลายคนคงนึกถึงภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่ทำกำไรมหาศาลอย่างต่อเนื่อง แต่ทว่ารายงานวิเคราะห์ล่าสุดจากสื่อเกาหลีใต้อย่าง DealSite กำลังชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่อาจไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ของบริษัท เมื่อแผนกโมบายล์ (Samsung MX: Mobile eXperience) อาจต้องเผชิญกับภาวะขาดทุนรายไตรมาสเป็นครั้งแรก แม้ยอดขาย Galaxy S26 Series จะพุ่งกระฉูดก็ตาม

ก่อนหน้านี้รายงานของ Samsung Electronics มีการประเมินไว้ว่า ‘กำไรจากการดำเนินงาน’ ของไตรมาสที่ 2/2026 จะอยู่ที่ 89.4 ล้านล้านวอน ซึ่งสูงกว่าตัวเลขที่เคยมีการคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ที่ 87.3 ล้านล้านวอน และจะประกาศผลประกอบการโดยละเอียดของแต่ละกลุ่มธุรกิจในวันที่ 30 กรกฎาคม 2026 จึงมีกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์ออกมาคาดการณ์กลุ่มธุรกิจฝั่งมือถือ ว่าอาจจะติดลบก็ได้ในไตรมาส 2 นี้

ทำไมยอดขายปัง แต่กำไรพัง?

หลายคนอาจตั้งคำถามว่า ในเมื่อ Samsung ผลิตชิปหน่วยความจำเองได้ ทำไมยังได้รับผลกระทบ? คำตอบคือ แผนกผลิตชิป (Semiconductor) และแผนกมือถือ (Samsung MX) มีการบริหารงานและคิดบัญชีแยกกันอย่างชัดเจน

จากการวิเคราะห์ตลาดเผยให้เห็นว่า ต้นทุนของชิปหน่วยความจำ พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด และกลายเป็นภาระหนักหลักในโครงสร้างต้นทุน (Bill of Materials – BOM) ของสมาร์ทโฟน

ซึ่ง iPhone 18 Pro Max ของทางฝั่ง Apple ก็ถูกประเมินว่าจะมีต้นทุนหน่วยความจำกินพื้นที่เกือบครึ่งหนึ่งของต้นทุนทั้งหมด

ตารางเปรียบเทียบสัดส่วนต้นทุนการผลิตสมาร์ทโฟนระดับราคา $800 (ราว 27,000 บาท)

ชิ้นส่วนภายในสมาร์ทโฟนสัดส่วนต้นทุนในอดีตสัดส่วนต้นทุนในปัจจุบัน
ชิปความจำ RAM14%23%
หน่วยความจุ NAND Flashต่ำกว่า 10%15%
รวมต้นทุนหน่วยความจำ~20% – 24%สูงถึง 38%

จากตารางจะเห็นได้ว่า สำหรับสมาร์ทโฟนราคาประมาณ 800 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 27,000 บาท) แค่ค่า RAM และหน่วยความจุภายในเครื่อง (NAND Flash) ก็กินสัดส่วนไปเกือบ 40% ของต้นทุนทั้งหมดแล้ว ซึ่งนี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ส่วนต่างกำไรของ Samsung หดตัวลงอย่างรวดเร็ว แม้ผู้บริโภคจะยังคงซื้อเครื่องในราคาเท่าเดิม

ย้อนรอยประวัติศาสตร์ วิกฤตครั้งนี้รุนแรงแค่ไหน?

เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนว่าสถานการณ์นี้ตึงเครียดเพียงใด เราต้องย้อนกลับไปดูเหตุการณ์วิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของซัมซุง นั่นคือ เหตุการณ์แบตเตอรี่ของ Galaxy Note 7 ในปี 2016

ในครั้งนั้น ซัมซุงต้องประกาศเรียกคืนเครื่องทั่วโลกและยกเลิกการผลิต ซึ่งสร้างความเสียหายเป็นมูลค่ามหาศาลและกระทบต่อความเชื่อมั่นของแบรนด์อย่างรุนแรง แต่ในไตรมาสนั้น แผนกมือถือก็ยังคงรายงานผลกำไรสุทธิอยู่ที่ประมาณ 100,000 ล้านวอน (ไม่ติดตัวแดง)

บริษัทหลักทรัพย์ต่างออกมาคาดการณ์ที่ขัดแย้งกันเกี่ยวกับกำไรจากการดำเนินงานของหน่วยธุรกิจ MX โดยมีการระบุว่าผลประกอบการของ Samsung MX อาจอยู่ระหว่างกำไร 1.9 ล้านล้านวอน และขาดทุน 1.5 ล้านล้านวอน ซึ่งถือเป็นการคาดการณ์ติดลบครั้งแรกและสะท้อนว่าวิกฤตต้นทุนจากห่วงโซ่อุปทานในยุคปัจจุบัน ส่งผลกระทบรุนแรงกว่าความผิดพลาดด้านตัวผลิตภัณฑ์ในอดีตเสียอีก

Samsung จะแก้เกมอย่างไร?

แม้ว่าภาพรวมของบริษัทแม่อย่าง Samsung Electronics จะยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งและทำกำไรทุบสถิติ ที่ได้อานิสงส์จากฝั่งธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ที่ขายชิปราคาแพงได้กำไรมหาศาล แต่ฝั่งธุรกิจสมาร์ทโฟนจำเป็นต้องมีการปรับกลยุทธ์อย่างเร่งด่วน

ความท้าทายหลังจากนี้คือ ซัมซุงจะจัดการกับต้นทุนที่พุ่งสูงนี้อย่างไร?

  1. การปรับราคาขึ้น : ในอนาคตเราอาจได้เห็นการปรับราคาวางจำหน่ายสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นถัดๆ ไป (เช่น ตระกูลจอพับ หรือเรือธงรุ่นใหม่) ให้สูงขึ้นเพื่อชดเชยต้นทุน
  2. การปรับลดสเปคหรือหาทางเลือกอื่น: อาจมีการบริหารจัดการสเปคภายใน หรือต่อรองราคาชิปภายในเครือบริษัทให้รัดกุมยิ่งขึ้น

ที่มา : dealsite