Samsung ดันราคาแรม DDR5 เพิ่มอีก 100% อาจกระทบราคามือถือปีหน้าแพงขึ้น
หนึ่งในผู้ครองส่วนแบ่งตลาดหน่วยความจำ Samsung ได้ประกาศเพิ่มราคา RAM DDR5 สูงขึ้นอีกเท่าตัวหรือ 100% พร้อมให้เหตุผลกับพาร์ทเนอร์หรือลูกค้าว่า "ของหมดสต็อก (No Stock)"
หนึ่งในผู้ครองส่วนแบ่งตลาดหน่วยความจำ Samsung ได้ประกาศเพิ่มราคา RAM DDR5 สูงขึ้นอีกเท่าตัวหรือ 100% พร้อมให้เหตุผลกับพาร์ทเนอร์หรือลูกค้าว่า "ของหมดสต็อก (No Stock)"
มีรายงานผู้ใช้ถูกหลอกซื้อหน่วยความจำ DDR5 ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ หลังได้รับสินค้าแล้วไม่สามารถติดตั้งลงบนเมนบอร์ดได้ เนื่องจากตำแหน่งร่องบากไม่ตรงกับสล็อต เมื่อตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่าแท้จริงแล้วเป็นแรม DDR4 ที่ถูกนำมาสวมฮีตซิงก์แบบ DDR5 เพื่อหลอกขาย กรณีดังกล่าวถูกเปิดเผยผ่าน Reddit และสะท้อนความเสี่ยงในการซื้อฮาร์ดแวร์ออนไลน์ โดยเฉพาะในช่วงที่แรม DDR5 ยังมีราคาสูงและเป็นที่ต้องการในตลาด ผู้ซื้อจึงควรตรวจสอบสินค้าอย่างละเอียดทันทีหลังได้รับ เพื่อหลีกเลี่ยงการตกเป็นเหยื่อสินค้าปลอม
อาจไม่ต้องบอกเลยว่าในปัจจุบันความต้องการหน่วยความจำ (RAM) พุ่งสูงในระดับไหน เพราะหากเช็คแค่ราคาของ RAM DDR5 32GB ในตลาดเมื่อต้นปีกับ ณ ตอนนี้ ก็แทบจะพูดได้เลยว่าราคาขึ้นเร็วกว่าหุ้นซะอีก ทำให้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์หลายคนเลือกที่จะหันกลับไปใช้ RAM DDR4 ซึ่งเป็นรุ่นก่อนหน้ากันมากขึ้น
หลายคนก็น่าจะรู้อยู่แล้วว่าช่วงนี้แรมแพงขึ้นแบบเห็นได้ชัด และภาพรวมของตลาดก็เริ่มให้ความรู้สึกคุ้น ๆ เหมือนย้อนกลับไปตอนยุคเหมืองคริปโตที่การ์ดจอราคาแรง ของขาด แย่งกันซื้อ จนสุดท้ายกลายเป็นเป้าหมายของสารพัดกลโกง ไม่ว่าจะเป็นของปลอม ของสลับ หรือของมือสองเอามาขายเป็นของใหม่ ซึ่งวันนี้ดูเหมือนว่าแรมเองก็กำลังเดินอยู่บนเส้นทางเดียวกัน ทั้งโดนขโมย โดนสลับของ และล่าสุดถึงขั้นโดน “ยัดไส้” กันแบบเนียน ๆ
อุตสาหกรรมหน่วยความจำกำลังเผชิญแรงกดดันครั้งใหญ่ที่อาจกระทบผู้ใช้ทั่วไปยาวนานกว่าที่หลายคนคาดไว้ โดยข้อมูลการวิเคราะห์ภายในของ SK hynix ชี้ตรงกันว่า ปัญหาความไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานของ DRAM สำหรับตลาดคอนซูเมอร์มีแนวโน้มจะยืดเยื้อไปอย่างน้อยจนถึงปี 2028 และอาจไม่ใช่เพียงภาวะตึงตัวชั่วคราวเหมือนในอดีต รายงานดังกล่าวถูกเปิดเผยผ่านภาพหน้าจอที่ผู้ใช้ X ชื่อ BullsLab นำมาเผยแพร่ ซึ่งอ้างว่าเป็นเอกสารวิเคราะห์ภายในของ SK hynix โดยเนื้อหาระบุชัดว่า แม้หน่วยความจำกลุ่ม HBM และโซลูชันเฉพาะทางอย่าง SOCAMM จะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ DRAM ประเภท Commodity ที่ใช้ในพีซี เกมมิ่ง และอุปกรณ์ผู้บริโภคทั่วไป กลับมีข้อจำกัดด้านการเติบโตต่อเนื่องไปอีกหลายปีข้างหน้า
TrendForce ระบุว่า วิกฤตหน่วยความจำที่ตึงตัวอย่างต่อเนื่อง กำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดโน้ตบุ๊กสำหรับผู้ใช้งานทั่วไป หลังราคาของ DRAM ปรับตัวสูงขึ้นจากแรงดึงของตลาด AI และดาต้าเซ็นเตอร์ ผู้ผลิตโน้ตบุ๊กหลายรายจึงเริ่มปรับโครงสร้างสเปกสินค้า เพื่อควบคุมต้นทุนและรักษาระดับราคา ส่งผลให้โน้ตบุ๊กที่มาพร้อม RAM 8GB มีแนวโน้มกลับมาเป็นสเปกเริ่มต้นไปจนถึงระดับกลางอีกครั้ง ขณะที่คอนฟิก 16GB และ 32GB ถูกตั้งราคาให้สูงขึ้นอย่างชัดเจน ผู้บริโภคอาจต้องตัดสินใจให้รอบคอบมากขึ้นเมื่อต้องเลือกซื้อโน้ตบุ๊กในช่วงต่อจากนี้
เป็นที่ทราบกันดีว่าในปัจจุบัน หน่วยความจำ (RAM) ขาดตลาดอย่างหนัก สาเหตุมาจากการที่สามบริษัทผู้ผลิตรายใหญ่ โดยเฉพาะ SK Hynix และ Micron ต่างไปมุ่งเน้นการผลิตหน่วยความจำคุณภาพสูง (HBM) สำหรับตลาด AI กันเกือบหมด เหลือไว้เพียง Samsung ที่ยังคงมีกำลังผลิต RAM สำหรับมือถืออย่าง LPDDR ไว้มากที่สุด ส่งผลให้ RAM ในตลาดเริ่มขาดแคลนขึ้นเรื่อย ๆ จนต่างพากันขึ้นราคากันเป็นเท่าตัว
ในช่วงครึ่งปีของ 2025 ที่ผ่านมา เราคงจะทราบกันดีว่าตลาดของ RAM ไม่ว่าจะเป็นมือถือหรือคอมพิวเตอร์ค่อนข้างร้อนระอุ เหตุเพราะบริษัทผู้ผลิตหน่วยความจำ (RAM) อย่างเช่น Samsung ไปเน้นไลน์การผลิตหน่วยความจำประสิทธิภาพสูง (HBM) สำหรับ AI Servers เป็นส่วนใหญ่ จนทำให้การผลิตชิป DRAM ต้องลดลง และทำให้ราคาของ RAM ในท้องตลาดก็ปรับตัวพุ่งขึ้น
ราคา RAM DDR5 ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องกำลังส่งผลกระทบต่อวงการพีซีทั่วโลก โดยรายงานจากสื่อต่างประเทศระบุว่า ยอดขายเมนบอร์ดลดลงกว่า 50% เมื่อผู้ใช้จำนวนมากตัดสินใจชะลอการอัปเกรดเครื่องใหม่ ส่วนหนึ่งเพราะผู้ที่ใช้ระบบ DDR4 เดิม หากต้องการย้ายมาแพลตฟอร์มรุ่นใหม่ก็จำเป็นต้องซื้อทั้งเมนบอร์ดและแรม DDR5 ที่มีราคาสูงผิดปกติ ทำให้หลายคนเลือก “พักก่อน” จนตลาดฮาร์ดแวร์ชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด และอาจลามไปกระทบยอดขายซีพียูในระยะถัดไปด้วย
Micron ผู้ผลิตหน่วยความจำรายใหญ่ของโลกประกาศยุติการทำตลาดแบรนด์ Crucial อย่างเป็นทางการ หลังให้บริการสินค้า RAM และ SSD สำหรับผู้บริโภคมายาวนานถึง 29 ปี โดยบริษัทจะถอนตัวจากตลาดคอนซูเมอร์ทั้งหมด และหันไปโฟกัสธุรกิจหน่วยความจำสำหรับศูนย์ข้อมูลและองค์กรที่เติบโตอย่างรวดเร็วแทน