fbpx
News

รวม 10 ฟีเจอร์ และจุดเด่นของ Galaxy Note 20 และ Note 20 Ultra คุ้มไม่คุ้มกับค่าตัวเริ่มต้น 29,900 บาท?

เปิดราคาไทยกันไปแล้วสำหรับมือถือสเปคเทพ ฟีเจอร์ใช้งานจัดเต็มอย่าง Galaxy Note 20 และ Galaxy Note 20 Ultra…ว่าแต่สมาร์ทโฟนซีรีส์จะมีฟีเจอร์ และจุดเด่นอะไรบ้าง จะคุ้มกับราคาค่าตัวเริ่มต้นที่ 29,900 บาทหรือเปล่า มาหาคำตอบได้ในบทความนี้เลยครับ

1. หน้าจอ Dynamic AMOLED 2X แบบ 120Hz ที่ปรับรีเฟรชเรทได้ตามการใช้งาน

รอบนี้หน้าจอของ Galaxy Note 20 Ultra ถือว่าอัดมาให้แบบจัดเต็มสุดๆ ใช้เป็นจอ Dynamic AMOLED 2X ขนาด 6.9 นิ้ว ความละเอียด QHD+ ค่ารีเฟรชเรทสูงถึง 120Hz แถมยังสามารถดันความสว่างได้สูงสุดถึง 1,500 nits เรียกว่าจอของ Note 20 Ultra สามารถสู้แสงแดดจ้าของประเทศไทยได้แบบสบายๆ ไม่ต้องเพ่งสายตาเยอะ

นอกจากนี้หน้าจอของ Note 20 Ultra ยังมีระบบปรับค่ารีเฟรชเรทอัตโนมัติ โดยหากใช้ท่องเว็บ หรืออ่านหนังสือ eBook ระบบก็จะลดค่ารีเฟรชเรทลงแค่ 10Hz เพื่อประหยัดแบต ส่วนถ้าเอาไปดูหนัง, เล่นเกม, หรือใช้แอปที่มีการเคลื่อนไหวบนหน้าจอเยอะๆ ระบบก็จะดันค่ารีเฟรชเรทไปที่ 24Hz และ 120Hz ตามการใช้งาน

ส่วน Galaxy Note 20 รุ่นธรรมดา จะเลือกใช้เป็นหน้าจอแบบ Dynamic AMOLED ขนาด 6.7 นิ้ว แบบแบนราบไม่โค้งเหมือนตัว Ultra แต่ความละเอียดให้มาแค่ FHD+ และค่ารีเฟรชเรทที่ 60Hz เท่านั้น อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสเปคจอจะแค่นี้ แต่เรื่องสีสันความสวยสดงดงามของหน้าจอ ก็ยังคงไว้ตามมาตรฐานของ Samsung อยู่ดี

2. ชิปเซ็ตตัวท็อป ใช้งาน 5G ในไทยได้

ทั้ง Galaxy Note 20 และ Galaxy Note 20 Ultra มาพร้อมกับชิปเซ็ตตัวท็อปของพวกเขาเองอย่าง Exynos 990 ที่บอกเลยว่าจะเอาไปเล่นเกม หรือใช้งานทั่วไป ก็เหลือๆ ไม่มีอาการค้าง หรือกระตุกถามหาอย่างแน่นอน อีกทั้งในครั้งนี้ สมาร์ทโฟนทั้งสองรุ่นยังสามารถใช้งาน 5G บนคลื่นความถี่ 700MHz และ 2600MHz ได้เช่นเดียวกัน

 

3. กล้องหลัง 3 ตัว 108MP ระบบออโต้โฟกัสดีขึ้น ซูม 50x

Galaxy Note 20 Ultra จัดเต็มสุดๆ ในเรื่องกล้องหลัง ประกอบด้วยกล้องทั้งหมด 3 ตัว ได้แก่ กล้องหลักความละเอียด 108MP + กล้อง Ultra-Wide ความละเอียด 12MP + กล้อง Telephoto แบบ Periscope ความละเอียด 12MP โดยจะสามารถซูมแบบ Optical ได้ 5x และดัน Digital สูงสุดที่ 50x นอกจากนี้ยังมีเซ็นเซอร์ Laser Autofocus ที่จะเข้ามาช่วยให้ระบบโฟกัสทำงานได้ดีขึ้น และแม่นยำกว่าเดิมอีกด้วย

ส่วน Galaxy Note 20 รุ่นเล็ก จะมีกล้องหลัง 3 ตัวเท่ากัน (แต่จะไม่มี Laser Autofocus) ประกอบด้วย กล้องหลักความละเอียด 12MP + กล้อง Ultra-Wide ความละเอียด 12MP + กล้อง Telephoto ความละเอียดสูงถึง 64MP ซึ่งแม้ว่าจะไม่ใช่เลนส์แบบ Periscope แต่ Galaxy Note 20 ก็สามารถซูมแบบ Optical ไม่เสียรายละเอียด 3x และซูม Digital 30x

4. ถ่ายวิดีโอ 8K @24fps

โดยทั้งคู่สามารถถ่ายวิดีโอความละเอียดสูงสุด 8K @24fps แถมยังสามารถปรับการตั้งค่าต่างๆ อาทิ ค่า ISO, Shutter Speed, Manual Focus และอื่นๆ อีกมากมายให้เลือกใน Pro Video Mode และสามารถปรับเลือกได้อีกว่าจะถ่ายแบบสัดส่วนไหน ระหว่าง 16:9 หรือ 21:9

แถมยังสามารถตั้งค่าให้ถ่ายวิดีโอแบบ Slowmotion ความละเอียด Full HD ที่ 120fps ภาพไม่กระตุก เห็นลีลาท่าทางต่างๆ ได้ชัดเจน และเมื่อกดเล่นวิดีโอ หน้าจอ Dynamic AMOLED 2X บน Galaxy Note 20 Ultra ก็จะแสดงผลที่ 120Hz โดยอัตโนมัติ

 

5. ปากกา S Pen รุ่นใหม่ มากับฟีเจอร์จัดเต็ม

แน่นอนว่าพูดถึง Galaxy Note จะต้องพูดถึงปากกา S Pen ด้วย โดยรอบนี้เจ้าตัว S Pen ถือว่าได้รับการอัปเกรดสเปคเยอะมากๆ ทั้งค่า Latency ที่จากเดิมใน Galaxy Note รุ่นก่อนๆ จะมีความหน่วงอยู่ที่ 42ms แต่ใน Galaxy Note 20 Ultra ค่า Latency ของปากกา S Pen จะลดลงมาเหลือแค่ 9ms เท่านั้น เรียกว่าเขียนจอที แทบจะไม่ดีเลย์เลย เผลอๆ อารมณ์เดียวกับการเขียนใส่กระดาษยังไงยังงั้นเลยล่ะ

ส่วนใครที่เล็งๆ Galaxy Note 20 รุ่นเล็ก ก็ไม่ต้องน้อยใจไปนะ เพราะปากกา S Pen ของพวกเขา ก็ได้รับการตีบวกเพิ่มในเรื่องของค่า Latency เช่นเดียวกัน โดยจะลดความหน่วงลงไปเหลือแค่ 26ms เท่านั้น แม้ว่าจะไม่น้อยเท่ารุ่น Ultra แต่ก็ถือว่ามีการพัฒนาการ ดีกว่า Galaxy Note 10 Series อยู่เกือบๆ 2 เท่าเลยทีเดียว

นอกจากนี้ ผู้ใช้งาน Galaxy Note 20 และ Galaxy Note 20 Ultra ยังสามารถใช้งานปากกา S Pen ขีด-เขียน-จด เพิ่มเติมแก้ไขลงไปในไฟล์ PowerPoint หรือ Word ได้เลย แถมยังสามารถเซฟเป็นไฟล์นั้นๆ ได้เลยอีกด้วย

6. Audio Bookmark บันทึกเสียงไปจดไป

เป็นอีกหนึ่ง Key Feature ที่น่าจะเป็นประโยชน์มากๆ สำหรับสายทำงาน หรือนักเรียนนักศึกษา เพราะทั้ง Galaxy Note 20 และ Galaxy Note 20 Ultra จะมากับฟีเจอร์ Audio Bookmark ที่จะอนุญาตให้ผู้ใช้งาน สามารถอัดเสียง และจดโน้ตไปพร้อมๆ กัน ซึ่งจุดเด่นของฟีเจอร์นี้อยู่ที่ว่า หากเราย้อนกลับไปเล่นไฟล์เสียงที่บันทึกเอาไว้ ตัวหนังสือ หรือ Short Notes ต่างๆ ที่เราจดเอาไว้ จะแสดงผลขึ้นมา ตามวินาทีที่เราอัดเสียงนั้นๆ เลย

7. Microphone Control อัดวิดีโอ ใช้ไมค์จากตัวหูฟังไร้สาย

สาย Vlogger ต้องกรี๊ด เพราะ Galaxy Note 20 และ Galaxy Note 20 Ultra ใส่ฟีเจอร์ Microphone Control มาให้ด้วย โดยอธิบายง่ายๆ ก็คือ ผู้ใช้งานสามารถเชื่อมต่อมือถือ เข้ากับไมโครโฟนจากหูฟังไร้สาย เพื่อให้ได้เสียงพูดที่ชัดเจนขึ้น ตรงนี้บอกเลยว่าเสียงที่ได้จากไมค์เครื่อง กับไมค์ที่ต่อหูฟังแยก มันต่างกันราวฟ้ากับเหวเลยจริงๆ เอาไว้เดี๋ยวได้เครื่องมาเทสทดสอบการใช้งานเมื่อไหร่ จะรีบมารีวิวฟีเจอร์นี้แบบเต็มๆ ละเอียดๆ อีกทีเลยคร้าบ~

8. เลื่อนซูมแบบสมูท ไม่ติดขัด

ในโหมด Pro Video Mode ยังนำเอาอีกหนึ่งฟีเจอร์สุดมีประโยชน์อย่าง Adjustable Zoom Speed หรือดันซูมเข้าซูมออกได้แบบลื่นไหล ภาพไม่กระตุก ซึ่งตรงนี้หากใครเป็นสายถ่ายวิดีโอ บอกเลยว่าน่าจะชื่นชอบฟีเจอร์นี้อยู่ไม่น้อย เพราะเจ้าตัวนี้สามารถกำหนดความเร็วในการซูมได้ จะเลือกแบบซูมไวๆ เหมือนหนังอินเดีย หรือซูมเข้าไปช้าๆ แบบหนังดราม่าบทหนักๆ แบบไหนก็ได้ แล้วแต่ที่ใจต้องการ ณ ตอนนั้น

9. โหมด DeX ไร้สาย ไม่ต้องพึ่ง HDMI

ปกติแล้วโหมด DeX ของมือถือ Samsung Galaxy รุ่นก่อนๆ จะต้องใช้งานด้วยการเชื่อมต่อผ่านพอร์ต HDMI เพื่อแสดงผลบนหน้าจอที่ต้องการ แต่สำหรับ Galaxy Note 20 และ Galaxy Note 20 Ultra คราวนี้ ขอแค่มีมอนิเตอร์ หรือสมาร์ททีวีที่รองรับการเชื่อมต่อไร้สายก็สามารถยิงภาพโหมด DeX ขึ้นไปบนหน้าจอที่ต้องการได้เลย แล้วใช้หน้าจอ Note 20 เป็น Touch Pad เพื่อควบคุมเมาส์

โดยในระหว่างที่กำลังใช้โหมดดังกล่าวบนหน้าจอ ตัวมือถือเองก็ยังใช้งานอื่นๆ ได้ตามปกติ พูดง่ายๆ คือแยกการใช้งานกันได้แบบอิสระระหว่างหน้าจอ DeX และหน้าจอมือถือนั่นเอง

10. Link-to-Windows เปิดแอปจาก Note 20 บนคอม Windows 10

หลายคนน่าจะพอคุ้นเคยกับแอป Link-to-Windows ของ Microsoft กันมาบ้างแล้ว แต่บอกเลยว่าแอป Link-to-Windows บนมือถือ Samsung Galaxy โดยเฉพาะ Note 20 และ Note 20 Ultra นั้น ดูเหมือนว่าจะเทพกว่าของรุ่นอื่นๆ หลายเท่า เพราะในงาน Galaxy UNPACKED เมื่อคืนที่ผ่านมา Samsung ได้เคลมว่า ผู้ใช้งาน Galaxy Note 20 และ Galaxy Note 20 Ultra ทุกคน สามารถเปิดใช้งานแอปพลิเคชั่นต่างๆ ในมือถือ ให้ขึ้นบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ Windows 10 ได้แล้ว ผ่านแอป Link-to-Windows

โดยในเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้ Microsoft ได้เอ่ยว่า แอป Link-to-Windows (บน Windows PC) อาจจะมีประสิทธิภาพ เปิดแอปหลายๆ แอปพร้อมกันได้

ส่วนใครที่อยากรู้ว่า Galaxy Note 20 และ Galaxy Note 20 Ultra มีสเปคแตกต่างกันตรงไหนบ้าง ก็สามารถไปหาคำตอบได้ที่บทความด้านล่างเลยคร้าบ 😁

5 Comments

  1. Avatar

    HDiiMe Post on August 7, 2020 at 5:24 am

    #1021966

    ผมสนใจตัว ULTRA นะครับ อยากทราบว่า
    1 จะมีปัญหาร้อนเหมือน S20 ไหม ในเมื่อซีพียูตัวเดียวกัน
    2 กล้องมุมกว้างกี่มม.ครับ
    3. ออปติคอลซูมทางยาวโฟกัสเริ่มต้นถึงปลายเท่าไหร่
    4. โมเดลไหนดีแค่4G หรือไป5G เลย

  2. Avatar

    Aon Ja Post on August 7, 2020 at 7:15 am

    #1021970

    feature อะเคเลย แต่ราคาเบากว่านี้ได้อีกหน่อยจะดีนะค่ะ

  3. Avatar

    MrTee Pat Post on August 7, 2020 at 10:00 am

    #1021972

    ค่อนข้างน่าผิดหวังสำหรับผมที่รอจะซื้อ คงรอดู  S Series ต้นปี 21
    1. ความละเอียดจอและค่ารีเฟรชเรทควรให้เท่ากันทั้งหมดของรุ่นย่อยเหมือน S        Series
    2. กล้องหน้าควรให้ Wide Angle Lens มาอีกตัว(ให้มาในตัว Ultra ก็ยังดี)
    มันจะดูไม่เคอะเขินเลยในราคา เริ่มต้น 29,900

  4. nutartworks

    nutartworks Post on August 7, 2020 at 10:36 am

    #1021974

    ตัว Note 20 ธรรมดาโดนกั๊กจนน่าเกลียดอะ คือถึงจะเป็นตัวล่างกว่าแต่ก็ยศเท่ากัน ออกพร้อมกัน อะไรหลายๆ อย่างที่มีเหมือนกันควรเท่ากัน เช่น รีเฟรชเรทหน้าจอ, ความแลคของปากกา ซึ่งอันนี้มองว่าทุเรศมาก ก็ปากกาเหมือนกันแท้ๆ ทำไมยังแยกให้ต่างกันอีกทั้งที่รุ่นเดียวกัน และที่น่าเกลียดที่สุดเห็นจะเป็น ใส่การ์ดไม่ได้!! แม้ฟีเจอร์หลายๆ อย่างจะดูดีน่าสนใจ แต่กั๊กน่สเกลียดแบบนี้ รู้สึกไม่ปลื้มเลย ทั้งที่ปีก่อนๆ ว้าวบ้างไม่ว้าวบ้างก็ยังไม่รู้สึกขนาดนี้เลย

  5. Avatar

    tkb_phymed Post on August 8, 2020 at 12:45 am

    #1022000

    Samsung เหลือมือถืออยู่เพียงรุ่นเดียว(Note)ที่จีนยังเอาชนะไม่ได้ เลยยังเล่นตัวได้ จะทำอะไรซื้อบื้อๆ จะกั๊กสเปคยังไงก็ยังทำตามใจได้ ไม่ต้องสนใจลูกค้า 
    รุ่นอื่นๆที่ไม่มีปากกาโดนตีซะอ่วมไปหมดแล้ว วันไหนจีนพัฒนาปากกาได้ใกล้เคียงกัน วันนั้นหนาวแน่

Leave a Reply

To Top